จิม-เจจินตรัย & บี-อิสราวรรณ แวนดิว

รักกี่ครั้งก็คือเธอ

ถึงวันนี้หลายคนคงรู้จักกับ “น้องพลอยเจ” เด็กหญิงแก้มยุ้ย หน้าตาน่ารักราวตุ๊กตาตัวน้อย ลูกสาวของ จิม-เจจินตรัย และ บี-อิสราวรรณ แวนดิว กว่าจะรักกันได้ของพ่อจิมและแม่บีผ่านเรื่องราวใดมาบ้าง ฮักขอเชิญคุณร่วมสัมผัสประสบการณ์ความรักของทั้งคู่กัน

แรกเจอเมื่อวัยรุ่น

ทั้งคู่พบกันครั้งแรกช่วงวัยรุ่น ตอนนั้นฝ่ายหญิงอายุ 16 ปี ส่วนฝ่ายชายอายุ 20 ปี จิมถือเป็นหนุ่มนักรักที่มาตกหลุมรักสาวตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มอย่างบี “ตอนนั้นเรายังเป็นเสือออกล่า เป็นหนุ่มตระเวนราตรี เที่ยวทุกคืน เจ้าชู้ ผมจีบบีแล้วก็คุยมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอกันเลย ค่อยๆ หายจากกันไป ช่วงที่จีบเขาตอนนั้นผมทะเลาะกับแฟน พอกลับมาคืนดีเลยไม่คุยกับเขาต่อ ตอนเราคุยกันผมชอบเขานะ เรียกว่าเขาเป็นเด็กบ้าน คืออยู่ติดบ้าน ไปเรียน กลับบ้านมาก็เข้านอนเร็ว” จิมเล่าถึงช่วงวัยรุ่นพร้อมรอยยิ้ม

บีให้นิยามคำ “เด็กบ้าน” ว่า เป็นคนที่อยู่ติดบ้าน เข้านอนตอนสองทุ่ม และเล่าต่อว่าในตอนนั้นเธอไม่รู้สึกชอบจิมเลย “พี่จิมโทร.มาจีบตอนตีสอง ตอนนั้นเรารู้สึกไม่ชอบคนคนนี้ กลัวเขามาก เพราะข่าวซึ่งตอนนั้นเขาเป็นดาราแล้ว เราเลยคุยบ้างไม่คุยบ้าง พอคุยก็ได้เห็นว่าเขาเป็นคนดี แต่รู้สึกว่าคนนี้แปลกๆ เขาก็มาๆ หายๆ คือเจอกันสองสามปี แล้วหายไปอีกสองสามปี” ฝ่ายชายเสริมว่า “ทุกครั้งที่กลับมาเจอหรือคุยกับเขา ผมไม่ได้มาร้ายเลย”

เมื่อครั้งวัยรุ่นนั้นทั้งคู่ไม่ได้ตกลงเป็นแฟนกัน และมีบางช่วงของชีวิตที่ขาดการติดต่อกันนานถึงสิบปี แต่แล้วด้วยพรหมลิขิตหรืออะไรก็ตามกลับบันดาลให้มาพบกันใหม่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือในวัยที่ฝ่ายหญิงอายุ 30 ปี ผ่านทางอินสตาแกรม ตอนนั้นต่างฝ่ายต่างเพิ่งเลิกรากับคนรักเก่ามา บีเล่าว่า “มีคำหนึ่งที่บีไม่เคยเชื่อแต่ตอนนี้เชื่ออย่างสนิทใจคือ ถ้าเป็นคู่กันแล้วไม่ว่าจะหายจากกันไปนานเท่าไร สักวันก็จะกลับมาเป็นคู่กันอีก และที่เรากลับมาเจอกันครั้งนี้บีไม่คาดหวังกับความรักแล้วเพราะเพิ่งผิดหวังมา เราคุยกับเขาเพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก คุยกันหนึ่งปีโดยไม่เคยเจอหน้ากัน โทรคุยกันอย่างเดียว แล้วเราก็รู้จักนิสัยพื้นฐานของเขามาบ้างแล้ว เราจึงไม่เคยเรียกร้องที่จะอยากเจอเขา”

ด้านฝ่ายชายเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า “ตอนนั้นเราอิ่มตัวอย่างรุนแรง เละเทะมาอย่างโชกโชน เจอความรักมาทุกรูปแบบ ผิดหวังจนไม่หวังแล้ว แล้วผมก็ไม่อยากเป็นเหมือนเดิม คือจะไม่เปลี่ยนตัวเองแล้วถ้าจะเป็นรักครั้งสุดท้าย จะไม่พยายามฝืนเพราะเราเหนื่อยมาเยอะ ที่กลับมาคุยกันโดยที่ไม่เจอหน้ากันเลยหนึ่งปีทำให้เขาเชื่อใจเรา หากผมมาร้าย คุยกันแค่สองวันคงชวนเขาไปเที่ยว ในทางกลับกันคือผมชวนเขาไปทำบุญ กินข้าวกลางวันเสร็จก็กลับ ไม่เจอกันดึกดื่น บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน”

สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายชายแปลกใจและไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนเป็นคือ บีไม่เคยเรียกร้องที่จะขอเจอเขาเลย และไม่เคยโกรธที่บางครั้งเขาหายไป “บีไม่เคยโกรธเลย ซึ่งผมงงมาก มีช่วงหนึ่งที่เผลอใจไปชอบเขา พอผมรู้สึกตัวว่าตกหลุมรักก็จะหนีหายไป 7-8 วัน ตอนนั้นผมรู้สึกดีกับเขามากขึ้น แต่ไม่อยากทรมาน ไม่อยากหึง ไม่อยากตาม ไม่อยากอยู่ในวงจรนั้นอีกเพราะเหนื่อย เราอยากอยู่คนเดียวแบบสบายใจ ถ้าชอบใครก็กลัวจะถลำแล้วเอาความรู้สึกของตัวเองไปเสี่ยง ผมเลยป้องกันตัวเองด้วยการไม่คุย เขาก็ไม่เคยตาม ไม่เคยโทร.หาผม ไม่เคยถามว่าหายไปไหน” บียืนยันอีกเสียงว่าจนถึงทุกวันนี้มีลูกหนึ่งคนแล้วก็ยังไม่เคยโทรหาเขา อาจเพราะว่าเธอไม่เคยโทร.ตามจิกหนุ่มจิมเลย เขาจึงรู้สึกเกรงใจและเป็นฝ่ายรายงานตัวตลอดโดยที่ฝ่ายหญิงไม่ต้องถาม


รักครั้งนี้คือเธอ

จิมและบีเห็นพ้องกันว่า หากทั้งคู่ได้คบหากันตั้งแต่แรกพบ ก็คงไม่ลงเอยด้วยชีวิตแต่งงานและน้องพลอยเจผู้น่ารักอย่างทุกวันนี้ “จากที่ฟังเพื่อนของเขาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับพี่จิม ดูไม่มีหนทางที่เราจะคบกันรอด และต่อให้ใครมาคบกับเขาก็ไม่น่าจะไหว เราเลยรู้สึกดีที่มาคบกันตอนโตแล้ว” บีกล่าว
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะหนุ่มจิมเหมือนกับมีร่างกลางวันกับร่างกลางคืน บีเล่าว่า “เขาชวนเราออกไปทำแต่เรื่องดีๆ ในตอนกลางวัน ต้องบอกก่อนว่าร่างปกติตอนกลางวันกับตอนกลางคืนนั้นต่างกัน บีเจอเขาร่างปกติตอนกลางวันตลอด เรารู้สึกดี เพราะเขาเป็นคนสุภาพ” จิมเล่าเสริมทันทีว่า “ร่างปกติของผมธรรมะธัมโม ทำบุญ ผมเคยเป็นคนที่สุดโต่ง แต่ตอนนี้เหลือร่างเดียว เพราะร่างตอนเมานั้นถูกกลบฝังไป เรียกว่าอวสาน ปิดตำนานแล้ว”

หลังจากคุยกันมาประมาณหนึ่งปีต่างคนต่างรู้สึกว่าควรมาเจอกัน จึงนัดกินข้าวกลางวันกันบ้าง ตอนนั้นฝ่ายชายเริ่มทำธุรกิจอาหารคลีนเลยชวนบีไปลองชิมอาหาร เมื่อทุกอย่างเริ่มลงตัวและต่างมั่นใจในเส้นทางความรักครั้งนี้ หนุ่มจิมจึงตัดสินใจพาแฟนสาวไปให้คุณแม่กับน้องสาวได้รู้จักในวันเกิดของคุณแม่ โดยที่เขาไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้านมาก่อน “เรารู้สึกสบายใจ คุยกับเขาได้ทุกเรื่อง ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยพาแฟนเข้าบ้าน แต่ครั้งนี้ในวันเกิดของแม่ผมจึงนัดเขามากินข้าว ถือว่าผมเปลี่ยนตัวเอง รู้สึกจริงจัง รู้สึกดี แล้วแม่ก็ชอบบีมาก เหตุการณ์นั้นสร้างความมั่นคงทางจิตใจของผมมาก สำหรับผมแค่เข้ากับแม่และน้องได้ก็ไม่มีอะไรแล้ว บีซื้อดอกไม้มาให้แม่ คุยเล่นหยอกล้อกัน ดูแลน้องสาวผม”

ส่วนฝ่ายหญิงยิ่งเชื่อใจแฟนหนุ่มมากขึ้น แม้ได้ยินกิตติศัพท์เรื่องความเจ้าชู้มามาก แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาได้พิสูจน์ให้เธอเห็นแล้ว “เรารู้ว่าเขาเป็นผู้ชายสไตล์ไหน และทุกคนก็คอยเตือน จนวันหนึ่งบีบอกที่บ้านตอนที่พร้อมแต่งงาน บีบอกว่ามีแฟนและคิดว่าจะแต่งงานกับคนนี้ แม่ก็ถามว่าเป็นใคร เราบอกว่าเจจินตรัย แม่ก็ตกใจแต่ไม่ได้กีดกัน”

หลังจากที่จิมพาบีไปเจอแม่กับน้องและเห็นว่าเข้ากันได้ดี แล้วเขาก็เริ่มมีโอกาสได้ไปเจอครอบครัวของฝ่ายหญิง สิ่งที่เขาได้รับคือความสบายใจ และความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ “ผมแพ้ความดีของบี เขาเป็นคนแรกที่ผมไม่เคยนอกใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะผมไม่คิดจะเอาชีวิตครอบครัวมาเดิมพัน คุยอะไรกันก็มีแต่ความสุข จนถึงทุกวันนี้เราก็สบายใจ ผมยังงงว่าเป็นไปได้ยังไงที่ไม่หึงหวงกัน ไม่เช็คโทรศัพท์แถมยังวางให้ดูด้วย เราเชื่อใจและให้เกียรติกัน คือเราต่างรู้ว่าทำอะไรกันอยู่ แล้วผมก็บริสุทธิ์ใจ ไม่เคยทะเลาะกัน เพราะไม่เคยสร้างวีรกรรมให้เขาไม่สบายใจเลย ทั้งที่เขาก็ได้ยินเรื่องเล่าของผมมา”


เติมเต็มคำว่า “ครอบครัว”

ชีวิตของชายหนุ่มที่ต้องการใครสักคนเข้ามาดูแลเอาใจใส่ มีความประทับใจในภรรยาสาวที่เป็นทุกอย่างให้แก่เขาจริงๆ “บีเป็นผู้หญิงตัวเล็กที่มีความเป็นผู้นำ ดูแลผมได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงาน ผมจะเมาโซซัดโซเซก็แบกผมกลับบ้านได้ ตัดสินใจได้ ปรึกษาธุรกิจได้ เป็นทุกอย่างจริงๆ อีกอย่างคือชอบทำบุญ จิตใจดี เป็นคนสะอาด มีระเบียบเรียบร้อย คนเราต้องเคมีตรงกันถึงจะไปด้วยกันได้ ทั้งหมดที่ผมบอกมาเป็นเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่สำคัญ อีกอย่างคือยุคนี้ไม่ใช่เฉพาะสามีที่เป็นผู้นำ ถ้าเรามีภรรยาที่ตัดสินใจอะไรไม่ได้ ทุกเรื่องต้องรอเรา ชีวิตก็ไม่เดินต่อสักที แต่กับบีคือถึงผมไม่อยู่อย่างไรแล้วทุกอย่างก็เดินต่อไปได้ ผมประทับใจเขาตรงนี้”

ฝ่ายภรรยาก็เห็นความเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นของสามี สิ่งที่เธอสัมผัสได้คือช่วงที่เธอตั้งท้องน้องพลอยเจ เนื่องจากหนุ่มจิมเป็นลูกครึ่ง ค่าฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์จึงสูงมาก ส่งผลให้เธอแพ้ท้องหนักตลอดหกเดือน “ตอนนั้นเราท้องใหญ่มากจึงไม่ค่อยอยากออกไปไหน แต่เขาก็ชอบพาเราไปไหนมาไหนด้วย เราเลยรู้สึกว่าเขาไม่เคยอายที่มีเรา เพราะเขาเป็นดารา คนจะถามเยอะ แต่เขาก็เปิดเผยทุกอย่าง คือเราผ่านช่วงที่ทุกข์สุขมา แต่เขาก็อยู่เคียงข้างเรามาตลอด เสมอต้นเสมอปลาย ตอนท้องเราท้องใหญ่มาก ตอนกลางคืนเวลาลุกไปเข้าห้องน้ำเขาคอยดันหลังให้เรา พาเข้าห้องน้ำทุกวันจนถึงวันคลอด เข้าห้องคลอด ออกมา เลี้ยงลูก เขาคอยอยู่ข้างๆ เรา ไม่เคยบอกว่าเป็นหน้าที่ของเราคนเดียว บอกได้เลยว่าเขาไม่เคยทิ้งเราแม้แต่วันเดียว นอกจากว่าเขาทำงาน ตั้งแต่มีลูกเขาให้เวลาเต็มที่สำหรับครอบครัว นี่เป็นสิ่งที่เราประทับใจมากๆ” จิมเสริมว่า “ช่วงเก้าเดือนนั้นต้องวัดใจเลย เพราะคู่สามีภรรยาส่วนหนึ่งไปกันไม่รอดก็ช่วงนี้แหละ เราดูแลเขาอย่างดี เพราะเขาแพ้ท้องตั้งแต่วันแรก แพ้แม้กระทั่งกลืนน้ำลาย”

แม้ช่วงที่ภรรยาตั้งท้อง จิมต้องถ่ายละครถึงเก้าเรื่องแต่เขาก็ดูแลเธอเป็นปกติ เขาตื่นตีห้าเพื่อซื้อกับข้าวมาไว้ให้ แล้วเมื่อเริ่มออกไปข้างนอกได้ในเดือนที่เจ็ด จิมก็พาบีไปทุกที่ รวมทั้งกองถ่าย บีบอกว่า “เขาไม่อายเลยที่พาเมียท้องใหญ่มากไปด้วย ตอนนั้นท้องใหญ่มากจริงๆ น้ำหนักขึ้นมา 18 กิโลฯ บางทีเราไม่อยากไปเพราะกลัวเขาอาย อย่างงานอีเว้นท์เขาก็พาเราไป ทั้งที่มองแล้วเหมือนมีป้ามานั่งรอข้างๆ เวที แต่พอได้ออกไปด้วยเราก็อารมณ์ดี ตอนท้องบีเส้นตื้นมาก ส่งผลให้น้องพลอยเจเป็นเด็กที่หัวเราะง่ายมากเหมือนกัน”


พลอยเจ: พลังของครอบครัว

ในวันที่ส่วนผสมของพ่อจิมกับแม่บีคือน้องพลอยเจได้ลืมตาดูโลก เป็นวันที่ครอบครัวแวนดิวถูกเติมเต็มให้สมบูรณ์ “ผมกล้าพูดเลยว่าชีวิตจริงคือวันที่มีลูก พอมองย้อนกลับไปชีวิตตัวคนเดียวนั้นโคตรสบาย แต่ชีวิตครอบครัวเป็นความเสียสละ ความอดทน เป็นทุกอย่าง รู้สึกทั้งโคตรเหนื่อยและสุขในเวลาเดียวกัน”

เมื่อมีลูกย่อมมีเรื่องการเลี้ยงดูที่ชายหญิงเห็นไม่ตรงกัน แม่บีเล่าทันทีว่า “พี่จิมมองในมุมของผู้ชาย เขามองว่าร้องอะไร ไม่มีเหตุผลที่ต้องร้อง เราก็จะคอยบอกว่าลูกไม่รู้เรื่อง” จิมมองว่าถ้าลูกร้องแล้วรีบเข้าไปอุ้มทันทีเขากลัวว่าลูกจะติดมือ แต่ตอนนี้คุณพ่อกลายเป็นมืออุ้มอันดับหนึ่งของบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คุณพ่อจิมเล่าถึงการเลี้ยงน้องพลอยเจด้วยแววตาเปี่ยมสุข “เราอยู่ด้วยกัน ช่วยกันเลี้ยงลูกตลอดเวลา บางครั้งเราคิดอย่างหนึ่ง เขาคิดอีกอย่างหนึ่ง เพราะแม่จะแคร์ความรู้สึกของลูกมาก ลูกร้องไม่ได้เลย เพราะเขาอุ้มท้องมาเก้าเดือน เขาผูกพันกัน ผมจะเลี้ยงแบบผู้ชาย คือถ้าร้องก็ปล่อยให้ร้อง เพราะพอเหนื่อยเดี๋ยวก็หยุด กลัวว่าถ้าโอ๋จะเสียนิสัย ส่วนบีเขามองว่าลูกยังเด็กมาก ไม่รู้เรื่องหรอก ลองย้อนดูตัวเองตอนเพิ่งเกิดมาสิ ถ้าเขาร้องแล้วเราไม่เข้าไปอุ้มเขาจะส่งผลต่อความรักความอบอุ่นในใจได้ ต้องให้เวลาและคอยดูแลความรู้สึก เพราะเขาติดความรู้สึกปลอดภัยตอนอยู่ในท้อง พอออกมาแล้วไม่มีอะไรพยุงร่างเขาไว้ ก็ต้องวิตกจริต เขาก็ต้องการความอบอุ่นจากแม่


“เพียงแต่เราไม่มีประสบการณ์ แค่คิดต่างกัน แต่วันนี้เราเข้าใจแล้ว ก็ให้บีเป็นหลักในเรื่องนี้ ผมมีเพื่อนมาปรึกษาเรื่องความคิดที่แตกต่างกันในการเลี้ยงลูก ผมจะบอกเสมอว่าอย่าไปขวางทางแม่ เพราะแม่ทุกคนย่อมหวังดีต่อลูกอยู่แล้ว ส่วนการตัดสินใจเรื่องนอกบ้านหรือเรื่องงานให้เป็นหน้าที่เรา เขาต้องเคารพในการตัดสินใจของเรา ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบเสียที ฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องลูกผมจะฟังเขา หรือถ้าผมไม่ชอบอะไรผมก็เงียบ เพราะผมไม่มีทางชนะ ผมจะไม่พูดให้เสียเวลา เขาอุ้มท้องมาเขาก็รักของเขา เขาต้องเข้าใจลูกมากกว่าเราแน่ ทุกสิ่งที่พูดมาคือการเรียนรู้ ตอนนี้เราจะเข้าใจจังหวะของกันและกัน มองตากันก็รู้แล้วว่าอารมณ์ไหน”

ในเรื่องของความเกรงใจภรรยา บีเล่าว่าเพื่อนของจิมมักบอกเธออยู่เสมอว่า จิมกลัวบีมากนะ เกรงใจมากเลย สาวบีเล่าว่าอาจเป็นเพราะ “เราเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เมื่อพูดก็ใช้เหตุผลคุยกับเขา เราค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพี่จิมเพราะเขาอยู่ในโลกใบนั้นมา 30 กว่าปี เราจะเปลี่ยนเขาภายในวันสองวันไม่ได้ บีถึงบอกว่าต้องใช้เหตุผล ถ้าจะอยู่ด้วยกันต้องทำแบบนี้ ไม่อย่างนั้นก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ เขาฟังแล้วค่อยๆ เปลี่ยน จนถึงวันนี้ต้องบอกว่าเขาเป็นแฟมิลี่แมนจริงๆ เราใช้ชีวิตแบบไม่มีเรื่องอะไรมาก แต่กว่าจะเดินมาถึงวันนี้มันยากมาก ชีวิตรักของเราเหมือนบุพเพสันนิวาส คือเคยเจอกันแล้วได้กลับมาเจอกันอีกจนใช้ชีวิตมาถึงวันนี้”

ด้วยความน่ารักของน้องพลอยเจ จึงมีหลายคนถามว่าจะมีทายาทอีกไหม หากเป็นก่อนหน้านี้บีจะตอบว่า ไม่มี เธอรู้สึกว่ารักพลอยเจมากที่สุดแล้ว พอถึงวันนี้อีกไม่กี่ปีพลอยเจจะเข้าโรงเรียนแล้ว คุณแม่บีก็เปลี่ยนใจและคิดไว้ว่าถ้าจะมีอยากได้ฝาแฝดเพราะจะได้แพ้ท้องทีเดียว


เปิดหัวใจบอกกันและกัน

เมื่อให้ทั้งคู่ผลัดกันบอกความในใจ ต่างคนต่างยิ้มเขินและไม่รู้จะพูดอะไร ฝ่ายภรรยาจึงเริ่มพูดก่อนทั้งในฐานะแม่ของลูกและภรรยา “ความเสมอต้นเสมอปลายของเขานั้นดีอยู่แล้ว ตอนนี้ศูนย์รวมของครอบครัวคือลูก ด้วยความที่เขาเป็นผู้ชายจึงมีความละเอียดอ่อนน้อยกว่าแม่ แต่เวลาที่เราพูดอะไรเขาก็ฟัง อยากให้เขารู้ว่าลูกยังเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร อยากให้พยายามทำความเข้าใจและใช้เวลากับลูกให้มาก พลอยเจจะได้เติบโตขึ้นจากความอบอุ่นของพ่อแม่ บางทีเขาชอบเล่นกับลูกแรงๆ คิดว่าลูกเป็นผู้ชาย เราต้องคอยเตือนว่าลูกเป็นผู้หญิง ในฐานะสามีเขาก็ดีเสมอต้นเสมอปลาย แต่เขาชอบรู้สึกว่ามีบ้างที่เราทำหน้าที่ภรรยาบกพร่อง เพราะเราทุ่มเทความเอาใจใส่ไปที่ลูก แต่เราก็อยากจะบอกว่าเรามีหน้าที่อีกอย่างที่เพิ่มเติมเข้ามา มีบ้างที่พี่จิมน้อยใจเพราะอยากไปไหนกันสองคนบ้าง คือบีไม่อยากทิ้งพลอยเจไว้เลยแม้แต่วินาทีเดียว จึงอยากให้พี่จิมเข้าใจ”

ฝ่ายสามีก็กล่าวพร้อมรอยยิ้มที่ส่งถึงภรรยา “เราปรับจูนกันมาตลอดจนถึงวันนี้ที่ลงตัวแล้ว และจะดีขึ้นต่อๆ ไป แต่ก็อยากให้มีรายละเอียดของภรรยาเพิ่มเติมขึ้นบ้าง (หัวเราะ) สิ่งที่ประเสริฐคือลูกที่เรารักที่สุด มีคนที่เราไว้ใจที่สุดดูแลก็คือเขา บีเป็นแม่ที่ดีมาก เลี้ยงลูกได้ดีมาก อย่างเขาถ้าจะให้หาคนที่ไว้ใจที่สุดมาเลี้ยงลูกก็คงไม่มี แต่ผมมีคนที่ผมรักที่สุด และเขารักลูกมากกว่าชีวิตตัวเอง ผมไม่เคยเห็นเขาถอนหายใจทั้งที่เป็นคนใจร้อน สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ให้ผมเห็นคือเขาไม่เคยใจร้อนกับลูกเลย เพราะฉะนั้นมันคือเรื่องจริงซึ่งผมซึ้งใจกับรายละเอียดเหล่านี้บ่อยมากเลย เมื่อลูกร้องเขาจะเป็นคนแรกที่ไม่เคยอู้ ผมยอมรับว่าผมแอบอู้อยู่บ้าง ตั้งแต่วันแรกที่พลอยเจลืมตาดูลูกจนถึงวันนี้ บีเป็นคนที่คอยดูแลอย่างเต็มที่มาตลอด มีบ้างที่เราน้อยใจแต่ก็เข้าใจว่าเขากำลังทำหน้าที่ที่ประเสริฐอยู่”

ครอบครัวล้วนประกอบด้วยหลากหลายบทบาทและหน้าที่ แต่เมื่อผสมรวมกันแล้วย่อมกลายเป็นความอบอุ่นอันกลมกล่อมลงตัว ที่ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันตลอดเส้นทางชีวิต