อาจารย์วสันต์ & คุณเพ็ญศรี

พลังแห่งรัก ฉบับ อ.วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์

ฮักเชื่อว่า คนที่ประสบความสำเร็จล้วนมีพลังขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งผลักดันให้ก้าวต่อไปข้างหน้าโดยไม่ต้องพะวงหลัง เพราะด้านหลังนั้นมีคนที่วางใจได้ดูแลอยู่ อย่างเช่นอาจารย์วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์ ยอดนักพูดชื่อดังที่ในวันนี้จะมาเปิดเผยถึงขุมพลังซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จมากมาย คนคนนั้นคือภรรยาคนสวย คุณเพ็ญศรี ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้สองเท้าของอาจารย์มุ่งตรงไปได้อย่างไม่ต้องกังวลต่อสิ่งใด พร้อมกับฝากฝังทุกสิ่งไว้ได้อย่างสบายใจที่สุด เรามารับฟังเรื่องราวต้นกำเนิดพลังนี้กันค่ะ

เมื่อสองหนุ่มสาวได้พบกัน

“เราสองคนเรียนธรรมศาสตร์ ผมเป็นรุ่นพี่เขาหนึ่งปี เรียนคณะนิติศาสตร์ ส่วนคุณเพ็ญศรีเรียนคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ แล้วที่สนามฟุตบอล ทั้งสองคณะจะนั่งตรงข้ามกัน ประจันหน้ากัน”

อาจารย์วสันต์เท้าความไปถึงสาเหตุในวันวานที่ทำให้สองหนุ่มสาวต่างคณะแต่ในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน ได้มาพบกัน โดยปกติช่วงเย็นๆ บรรดานักศึกษามักมานั่งรวมตัวกันที่โต๊ะข้างสนาม ร่วมเล่นวอลเลย์บอลด้วยกัน แต่สิ่งที่ดึงให้ทั้งคู่ได้สนิทกันมากขึ้นคือกิจกรรมนักศึกษาในช่วง 14 ตุลา 2516-6 ตุลา 2519 ยุคที่กิจกรรมเฟื่องฟู มีการชุมนุมเคลื่อนไหวต่างๆ มากมายในการเมืองภาคนักศึกษา ทั้งสองจึงรู้จักกันมากขึ้น เพราะคุณเพ็ญศรีเป็นประธานคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ส่วนอาจารย์วสันต์เป็นรองประธานคณะนิติศาสตร์ในขณะนั้น ดังนั้นแม้ช่วงเวลาเข้มข้นในหน้าประวัติศาสตร์จะผ่านไป ความสนิทของทั้งสองกลับไม่จางหาย แต่ค่อยๆ ผูกพันกันขึ้นเรื่อยๆ ตามวันเวลา



ความประทับใจในรั้วมหาวิทยาลัย

“ที่ประทับใจคือตอนนั้นเขาเป็นนักโต้วาทีมหาวิทยาลัย หลังจาก 6 ตุลานักศึกษาทำอะไรไม่ได้ การแสดงออกจึงเป็นการกระแนะกระแหนเสียดสีการเมืองในหอประชุมด้วยการโต้วาทีแทน เป็นสิ่งที่ฮือฮามากในตอนนั้น”

คุณเพ็ญศรียิ้มคล้ายกับยังเห็นภาพในวันนั้นชัดเจน การพูดอย่างมีชั้นเชิงนั้น คนพูดต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ มีไหวพริบและความรู้ จึงสามารถหยิบยกถ้อยคำต่างๆ ออกมาใช้ได้อย่างมีความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอวาทีที่อาจารย์วสันต์ใช้รับมือกับการถูกจับตามองในขณะนั้น เมื่อถูกห้ามวิจารณ์ ก็ยิ่งยกยอปอปั้น ถากถางกระแนะกระแหนประชดประชัน เรียกว่าใช้สมองเข้าสู้ สร้างความประทับใจให้แก่ทุกคนเป็นอย่างยิ่ง

“ยุคนั้นสนใจกันที่แนวคิด ถ้าเป็นผู้หญิงแต่งตัวสวยไปวันๆ ผมไม่สน ชอบประเภทนุ่งกางเกงยีนส์ รองเท้ายาง หน้าไม่แต่ง คุณเพ็ญศรีก็มองว่าผมเป็นนักพูด เป็นปากเสียงบนเวทีแทนเขาได้ ส่วนผมมองว่าเขาแกร่งดี หัวคิดก้าวหน้า คิดอะไรเพื่อคนอื่น มีอุดมการณ์ที่แกร่งกล้า ถึงแม้ขึ้นปีสามปีสี่ จะไม่มีกิจกรรมแบบนี้ มันก็ผูกพันกันไปแล้ว”

“เราก็ชื่นชมความเป็นผู้นำของเขา และชอบอารมณ์ขัน เวลาคุยกับเพื่อนๆ จะเฮฮามีมุกกันตลอด”

เสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้ภรรยาประทับใจ อาจารย์วสันต์แย้มต่อว่า ที่จริงเขาเป็นคนจริงจัง ชอบอ่านปรัชญา แนวคิดการเมือง ดูเครียดมาก แต่เพราะอยากจีบสาว เลยใช้ตลกเข้าสู้ บวกกับนิสัยที่ชอบแหย่เพื่อนๆ เลยกลายเป็นความเข้าใจผิดที่ได้ผลประโยชน์ไปซะงั้น

“ผมแอบเริ่มรู้สึกในฐานะหนุ่มสาวก่อน เลยตั้งใจจีบละ วางแผนไปแถวคณะนั้นทุกวัน หาเรื่องกลับทางเดียวกันทั้งที่จริงๆ มันอ้อมด้วยซ้ำ พยายามตีเนียนไป”

ความสัมพันธ์เมื่อครั้งอาจารย์วสันต์ไปรอรับคุณเพ็ญศรีทุกวันนั้น เป็นความสัมพันธ์เรียบง่ายที่ไม่มีคำว่าฉันรักเธอ ไม่มีการให้ดอกไม้ แต่ซึมซับไปโดยปริยายว่าเราสองคนต่างมีใจให้กัน ดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติ แม้กระนั้นอาจารย์ก็ยังไม่วางใจเต็มร้อย

“ผู้ชายทุกยุคเป็นเหมือนกัน คือเวลาจีบต้องพยายามไปหา ดักลอบต้องหมั่นกู้ เจ้าชู้ต้องหมั่นเกี้ยว ผมสอบเป็นนิติกรที่ธนาคารการเกษตรได้ ต้องย้ายไปต่างจังหวัด ผมขอสละสิทธิ์ ถ้าไปคงห่างไกลเกิน เพราะตอนนั้นคุณเพ็ญศรียังเรียนอยู่ แล้วมีคนมาชอบ คอยแวะเวียนที่คณะเหมือนกัน ผมเลยต้องขยันไปหาหน่อย”

อาจารย์วสันต์หัวเราะเมื่อต้องเล่าถึงคู่แข่งทางใจที่แค่มองตาก็รู้ว่าเป้าหมายเดียวกัน แต่พอลองถามถึงหน้าตาในตอนนั้นว่าตรงเสป็คไหม ครั้งนี้คุณเพ็ญศรีกลับชิงเล่าเสียก่อนพร้อมเสียงหัวเราะแบบไม่ปิดบัง

“ไม่ได้หล่อเลย เดินจิ๊กโก๋มาก ดูเหมือนจิ๊กโก๋สมัยโบราณ ใส่กางเกงขากระดิ่ง หน้าตอบ ผอม ผมยาวไม่เป็นทรง มีช่วงหนึ่งที่ไว้หนวด ยิ่งไม่น่ามอง ลูกเห็นรูปยังถามว่านี่พ่อเหรอคะ เพียงแต่เรามองผ่านภายนอก เพราะมาจากเป็นเพื่อนกันก่อน เลยเห็นนิสัยเขา เห็นความตั้งใจจริงใจ ถ้ามองแค่หน้าแต่แรกคงไม่ผ่าน”

“ส่วนคุณเพ็ญศรีหน้ากลมเหมือนซาลาเปา ไม่ใช่คนสวย แต่น่ารักมากกว่า หัวเราะง่าย แหย่อะไรก็ขำหมด น่ารักดี”



วินาทีที่ควรเลือกคู่ชีวิต

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างจากในปัจจุบัน ที่หลายคนรอให้มีเงินพร้อมก่อนค่อยมีชีวิตคู่ แต่ในอดีตทั้งสองท่านต่างเลือกความพร้อมทางจิตใจมากกว่าฐานะเงินทอง เมื่อคบกันมานานจนมั่นใจและรู้จักกันดีแล้ว ต่อไปคือการสร้างครอบครัวร่วมกัน

“ผมเริ่มจากติดลบ มาเริ่มสร้างกันทั้งคู่ โชคดีที่แม่ของคุณเพ็ญศรีไม่ต่อต้าน ไม่ยุ่งยาก ขอแค่รักกันจริง สินสอดพอมีนิดหน่อยเป็นธรรมเนียม”

คุณเพ็ญศรีเสริมต่อถึงมุมมองที่เรียกว่าหัวสมัยใหม่ในยุคที่ผู้หญิงต้องเป็นช้างเท้าหลังตลอด

“แม่เป็นคนจีนมาจากโพ้นทะเล แต่แนวคิดไม่ใช่จีนยุคเก่า เลี้ยงลูกแบบไว้ใจ ให้ตัดสินใจเอง เรื่องแต่งงานขอแค่รักจริง มาสู่ขอให้รับรู้ เราเองก็มั่นใจว่ามีสมองและสองมือ หาเลี้ยงชีพได้ ไม่ต้องให้ผู้ชายหาเลี้ยง จึงไม่คิดว่าคนที่เราแต่งงานด้วยมีเงินหรือไม่มีเงิน ดูแค่ว่ามีความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบ ให้กำลังใจเราได้ไหม มากกว่าไปหวังพึ่งพิงเรื่องเงินทอง”

อาจารย์วสันต์ยังแนะหลายคนที่กำลังสร้างครอบครัวด้วยว่า ยุคนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะ ชายหญิงมีหน้าที่เท่าเทียมกันแล้ว ควรปรึกษากันว่ามีความพร้อมในวุฒิภาวะไหม ถ้าต้นทุนจากพ่อแม่ไม่มีให้ ก็เริ่มสร้างกันใหม่ได้ แต่ถ้ารอให้การเงินพร้อม เกรงว่ากว่าจะพอมีฐานะ คงต้องเข้าพิธีตอนอายุ 50 แทน แม้กระนั้นหนุ่มสาวหลายคนก็กังวล ถ้าแต่งงานโดยที่เงินรองรังยังมีไม่มาก จะพากันไปลำบากไหม

“อยากให้กำลังใจในเรื่องนี้นะ สิ่งที่ควรพร้อมคือวุฒิภาวะ มีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นเหตุเป็นผล มีวิสัยทัศน์ ถ้ามีก็แต่งไปเถอะอย่ามัวรอความพร้อมด้านวัตถุ ความเหมาะสมจะจัดวางให้เอง ขอแค่มีความรับผิดชอบมากพอ เพราะถ้ารอให้เงินพร้อม คือต้องใช้สมบัติพ่อแม่ ซึ่งไม่ใช่หลักประกันด้วยว่าพวกคุณจะรักษามันไว้ได้ตลอด”
ซึ่งก็จริง ถ้าขาดวุฒิภาวะไป ต่อให้รวยล้นฟ้าก็สามารถผลาญทุกสิ่งหมดสิ้นในไม่กี่ปีได้เช่นกัน



เมื่อนางฟ้าตัวน้อยของพ่อและแม่มาหา

ย้อนกลับไปในวันที่น้องเฌอ-ชญานิศ พงศ์สุประดิษฐ์ ลูกสาวแสนรักของคุณพ่อคุณแม่ลืมตาดูโลก เป็นนางฟ้าตัวน้อยๆ ที่น่าเอ็นดู แต่คุณหมอต้องคอยลุ้นแทนจนใจหายใจคว่ำตั้งแต่วันแรกที่ทราบข่าวนี้

“ท้องแรกปี 2527 ช่วงนั้นหัดเยอรมันระบาด คนในออฟฟิศเป็นเชื้อเลยแพร่กระจาย เราจึงติดหัดมาไม่รู้ตัวในตอนอายุครรภ์สามเดือนแรก คุณหมอที่ฝากครรภ์แนะนำว่าเด็กเกิดมาต้องพิการ เลยต้องเอาออก หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกเลยจนปี 2541 น้องเฌอก็มา”

ระยะเวลาที่ห่างขนาดนี้ ทำให้ทั้งสองท่านกลายเป็นคุณพ่อคุณแม่ตอนวัยสี่สิบต้นๆ แต่คุณเพ็ญศรีกลับเห็นข้อดีในการมีลูกตอนอายุมากว่า ถ้าน้องเฌอมาในช่วงพ่อแม่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว บ้างาน อาจจะเลี้ยงได้ไม่เต็มที่ ไม่มีจิตวิทยาในการดูแลเด็กมากพอ ต่างจากตอนนี้ที่วุฒิภาวะเต็มที่ มีทุกอย่างพร้อมที่จะทุ่มเท สามารถเลี้ยงลูกได้เต็มที่ โดยเฉพาะอารมณ์ที่เย็นลง เพราะผ่านช่วงวุ่นวายที่ต้องรับมือกับปัญหาต่างๆ ในธุรกิจของตัวเอง ที่เจอวิกฤตเศรษฐกิจจนบางทีแทบเอาไม่รอด ล้มลุกคลุกคลานมาเยอะ

สิ่งเดียวที่อาจารย์วสันต์มองว่าเป็นเรื่องให้กังวลในการมีลูกตอนอายุมาก คือลูกจะเป็นอะไรไหม จะมีอาการครอบ 32 ไหม แถมคุณเพ็ญศรีเองก็รักษาซีสต์ในท้องมาตลอดหลายปี เมื่อคุณหมอทราบข่าวนี้จึงยิ่งกังวลว่าอาจจะท้องนอกมดลูกได้ เป็นการลุ้นครั้งแรกของน้องเฌอจริงๆ

“พอไม่นอกมดลูก คุณหมอก็กังวลเรื่องอื่นต่อ แนะนำว่าสี่เดือนให้เจาะโครโมโซมดูว่าอาการทางสมองเป็นยังไง พิการไหม ครบไหม ถ้าผิดปกติ คุณหมอแนะให้เอาออกสถานเดียว แต่ถ้าพ่อแม่ไม่สนว่าเป็นยังไงก็จะเอาไว้ ไม่ต้องเจาะ ไปลุ้นตอนคลอด เราเลือกเจาะ เพราะถ้าพบว่าผิดปกติ ต้องให้เขาไปสบาย ไม่ควรไปทรมานเขา ตัวเราสองคนอยู่ไม่นานก็ตาย แต่เขาต้องอยู่ต่อไปคนเดียวนะ โชคดีพอเจาะแล้วไม่เป็นอะไร”

แต่เรื่องลุ้นยังไม่จบเพราะเมื่อครบหกเดือน คุณหมอแจ้งว่ามีภาวะรกเกาะต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนอนอยู่โรงพยาบาลถึงสองเดือนจนวันคลอด ห้ามเคลื่อนไหว แต่คุณเพ็ญศรียังไม่ถึงขั้นนั้น คุณหมอจึงให้บัตรพิเศษพกติดตัว หากเกิดเหตุอะไร เมื่อนำส่งโรงพยาบาลจะได้รู้ว่าห้ามตรวจครรภ์ผ่านช่องคลอด ไม่เช่นนั้นจะตายทันทีด้วยการเสียเลือดมาก เรียกว่าน้องเฌอเองก็พยายามสุดแรงเกาะแน่นๆ จนครบเก้าเดือนโดยไม่ต้องนอนในโรงพยาบาล จนมาลุ้นวันสุดท้าย น้องเฌอคนเก่งไม่ยอมกลับหัว คุณหมอเลยต้องนัดวันผ่าตัดทำคลอดจนได้ เรียกว่าลุ้นทุกจังหวะจริงๆ ยังไม่จบนะจ๊ะ

“วันผ่าตัดก็มีเคสฉุกเฉินเข้ามา ตอนนั้นรอในห้องคลอด เตรียมอุปกรณ์แล้วนะ หมอมาบอกว่ารออีก 30 นาทีได้ไหม มีเคสด่วนจริงๆ เราก็รอได้ ไม่เป็นไร พยาบาลสงสัยว่าทำไมถึงไม่ตื่นเต้นเลย ตอนนั้นรู้สึกแค่อยากเห็นหน้าลูกเท่านั้น แล้วสั่งคุณวสันต์อย่างเดียวเลยว่า ถ้าลูกออกมาให้ตามลูกไป อย่าให้พยาบาลแว่บไปไหนได้ คุณหมอยังสั่งพยาบาลว่า คุณอุ้มลูกเขาอย่าให้พลาดนะ กว่าจะมีลำบากยากเย็น ถ้าทำหล่นไป ใครก็ทำใช้ไม่ได้”

เพราะคุณพ่อคุณแม่คู่นี้เชื่อว่าน้องเฌอคือสาวน้อยคนแรกที่เผลอกลับสวรรค์ไปก่อนเมื่อตอนนั้น แล้วตั้งใจกลับมาหาทั้งสองอีกครั้งให้ได้ ทั้งสองจึงเชื่อตลอดว่าต้องผ่านไปได้ เห็นได้จากรอยยิ้มในวันนี้ซึ่งบอกชัดถึงความสุขใจ สบายใจจริงๆ



วิธีการสอนต่อสังคมสมัยใหม่

ถึงจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ในวัยสี่สิบ แต่เคล็ดวิธีการดูแลลูกสาวนั้นกลับสมัยใหม่กว่าหลายๆคน สาวน้อยคนเก่งจึงเติบโตมาอย่างสดใสร่าเริง มีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีเหตุมีผลให้แก่ปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาตลอดเวลา

“อะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตลูก จะให้ลูกมีส่วนร่วมด้วยตลอดในการตัดสินชีวิตตัวเอง อย่างย้ายโรงเรียน เรารู้ว่าโรงเรียนนี้ดี แต่ลูกยังไม่รู้ ก็ให้เกียรติเขานะ เพราะนี่คือชีวิตเขา ถามว่าไปดูโรงเรียนไหม ให้เขาได้ดูสถานที่และบริเวณรอบๆ แล้วอธิบายว่าดียังไง เขาก็ตัดสินใจเองว่าจะเข้าเรียนที่นี่ ลูกจะไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ”

ในฐานะคุณแม่ คุณเพ็ญศรีไม่เคยใช้สิทธิของความเป็นแม่บังคับให้ลูกทำตามความคิดตัวเองแต่อย่างใด อาจารย์วสันต์เองก็เช่นกัน แม้บางทีลูกสาวจะเลือกในสิ่งที่พ่อแม่ไม่ได้เลือกไว้

“เราต้องเคารพเขา อย่าบังคับลูก แม้แต่จะเรียนพิเศษก็ต้องให้ลูกเต็มใจ ถ้าลองเรียนแล้วเขาจะบอกเองว่าไหวหรือไม่ไหว เขาจะเรียนสาขาอะไรเราอย่าไปคิดแทน ถ้าเขามีพรสวรรค์อยากทำอะไร เรามีหน้าที่พาไป อย่าบังคับ เพราะการบังคับทำให้ลูกต้องตัดสินใจเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเขา”


หลักการเป็นสามีและภรรยา

เห็นดูเข้าใจกันแบบนี้ แต่ทั้งสองท่านเป็นคนที่มีหลักการและเหตุผลของตัวเองอย่างเหนียวแน่น การที่อยู่กันได้ยาวนานขนาดนี้ เพราะถ้าเหตุผลของฝ่ายหนึ่งดีกว่า อีกฝ่ายต้องยอมรับ ต้องมีความยืดหยุ่น ถอยเป็น ไม่ใช่แรงกันทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถไปต่อได้

“ผมเชื่อว่าความสำเร็จของผู้ชายมีผู้หญิงอยู่เบื้องหลังเสมอ แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ช่วยงานธุรกิจ เป็นแม่บ้านอยู่ดูแลบ้าน แต่ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนี้ ก็ประสบความสำเร็จไม่ได้ เพราะการที่อยู่ดูแลบ้านเนี่ยแหละเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เขาออกมาทำงานได้ มีนะ ที่ผู้หญิงหาเงินได้มากกว่า พอมีลูก ผู้ชายทำงานบ้านแทน ผมชื่นชมมากเลย สามารถฝ่าค่านิยมทั้งหมด ดังนั้นต้องร่วมมือพึ่งพาอาศัยกัน ไม่คิดว่าใครเหนือกว่า เป็นหุ้นส่วนกัน ปัญหาในครอบครัวสิ่งผิดพลาดมันมีอยู่แล้ว แค่ต้องให้อภัยถึงจะอยู่ได้ สุดท้ายอยากฝากเฉพาะผู้ชาย คุณต้องทำทุกอย่างเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภรรยาไว้วางใจให้ได้ บางเรื่องเขาอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณทำ แต่ถ้าเขาเชื่อมั่นคุณ ทุกอย่างจบ”

คุณเพ็ญศรีเองก็ฝากถึงผู้หญิงที่จะเป็นภรรยาด้วยเช่นกัน

“ถ้าเรายินยอมให้สามีทำอะไรไปแล้ว เกิดพลาดขึ้นมาอย่าได้ซ้ำเติมกัน ต้องให้กำลังใจแทน มีเยอะมากในชีวิตคู่ที่มีปัญหาตรงนี้ บางทีมองข้ามไปเลยก็ดี ไม่ต้องไปซ้ำเติมเขาอีก พูดให้เขารู้สึกเป็นบทเรียนก็พอ”



คำพิเศษจากฉันถึงเธอ

มาถึงตรงนี้อาจารย์วสันต์หันไปยิ้มให้แก่ภรรยาคู่ยากที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานาน และวันนี้ก็ยังนั่งอยู่เคียงข้างเสมอ

“ผมต้องให้เครดิตคุณเพ็ญศรี ต้องขอบคุณเขา ผมเป็นคนใจร้อนวู่วามปากร้าย เวลาดูทีวีชอบวิจารณ์แรงๆ เขาต้องอดทนกับผมมาก เขาขอให้ผมเลิกสูบบุหรี่มานาน ผมเพิ่งมาเลิกได้ไม่นานนี้เอง ความอดทนของเขาเป็นสิ่งที่ซาบซึ้งมาตลอด แล้วในเรื่องงาน คุณเพ็ญศรีสามารถเคียงบ่าเคียงไหล่ทั้งเรื่องพนักงาน เรื่องบัญชีต่างๆ ให้ผมได้ตะลุยงานไปข้างหน้าอย่างเดียว ถ้าไม่มีกองหลังที่ทำให้ผมมั่นใจได้แบบนี้ ผมทำไม่ได้แน่ ขณะเดียวกันเรื่องเลี้ยงลูก คุณเพ็ญศรีทำได้เต็มร้อยมากกว่าผมเยอะ ที่ผ่านมาเขาอดทนกับผมและให้อภัยไม่ว่าเรื่องไหน ผมไม่แน่ใจว่าใครจะทนได้ขนาดนี้ไหม”

คุณเพ็ญศรียิ้มพรายในขณะรับฟังคำหวานอันซื่อตรงเรียบง่าย ก่อนจะเอ่ยแก่สามีคู่ยากถึงความในใจตัวเองที่มีมาตลอดเช่นกัน

“ขอบคุณเช่นกัน คุณวสันต์รักลูกและรักครอบครัวมาก ความรับผิดชอบต่อครอบครัวสูง คอยดูแลห่วงใย ถึงไม่ใช่คนหวานขนาดหอมแก้มเช้าเย็น แต่แสดงออกด้วยการถามไถ่ หรือบางทีตอนที่เราไม่สบาย เขาอยากจะเจ็บแทน แต่ไม่รู้เป็นไง ชอบหงุดหงิดใส่เราแทน บ่นทำไมไม่ไปหาหมอ ทำไมไม่บอก มาโมโหเพราะห่วงอีก เราโชคดีที่ได้ผู้ชายรับผิดชอบต่อครอบครัว มีความจริงใจ ตั้งใจจะนำพาครอบครัวไปสู่เป้าหมายที่ดี และเราประทับใจในความมีน้ำใจของเขาที่มีต่อลูกเมียและยังเผื่อแผ่ไปยังญาติเมียด้วย ไม่มาถามเลยว่าทำไมต้องไปให้ญาติพี่น้องบางคน แล้วตัวเราเลี้ยงแม่มาตลอด เขาก็ใจกว้างจะเอาครอบครัวเรามาช่วยดูแลด้วย ซึ่งหายากนะ”


ห้านาทีสุดท้ายก่อนจากกัน

อาจารย์วสันต์: ต้องยกคำท่านพุทธทาสภิกขุว่า ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้ ทุกวันนี้เราทำทุกอย่างเหมาะสม พอมันดีแล้วก็ไม่น่ามีอะไรให้ห่วง ถึงไม่สมบูรณ์เต็มร้อยก็ตาม ผมมั่นใจ ถ้าผมเป็นอะไรไป เขาดูแลตัวเองได้

คุณเพ็ญศรี: อยู่ด้วยกันมานาน รู้ว่าต้องทำอะไร ชีวิตต้องไปต่อ ถึงนาทีนั้นรู้ว่าจะไปยังไง ไม่มีใครยอมปล่อยให้ตัวเองโรยรา หรือไม่ลุกมาทำอะไรอีกแล้ว ทุกคนต้องลุกขึ้นสู้

อาจารย์วสันต์: เราคุยกันบ่อยนะเรื่องนี้ ไม่คิดว่าชีวิตจบสิ้นแค่เรื่องลูก ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ ยังต้องมีความหวังและความฝัน ชีวิตเกิดมายังมีลมหายใจ ไม่เคยคิดว่าต้องเกษียณ