แอ้ม-ศิรประภา & เอิร์ท-ณัฐนันท์

รักในความต่าง

หากโลกใบนี้หมุนได้ด้วยแรงดึงดูดของความรัก โลกของ แอ้ม-ศิรประภา สุขดำรงค์ และ เอิร์ท-ณัฐนันท์ คุณวัฒน์ ก็หมุนโดยมีกันและกันมา 17 ปีแล้ว ตลอดการสนทนาพลังบวกที่ทั้งคู่ส่งตรงถึงเราเปี่ยมด้วย “ความจริงใจในรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ” ฮักอยากให้คุณผู้อ่านร่วมเปิดใจก้าวสู่โลกที่หมุนด้วยความรักของทั้งคู่


เรื่องเล่าเคล้าความรัก

คุณแอ้มและคุณเอิร์ทพบกันครั้งแรกที่กองถ่ายละครเรื่องหนึ่ง บทสนทนาแรกของทั้งคู่คือการบอกทางมากองถ่ายฯ เพราะฝ่ายหญิงขับรถหลงทาง จากนั้นทั้งคู่ก็เจอกันบ่อยขึ้นเพราะร่วมงานและมีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ช่วงนั้นคุณเอิร์ทเพิ่งเลิกกับแฟนโดยเขาให้นิยามว่าเป็นช่วง “เสียศูนย์”

หลังจากมีโอกาสได้ร่วมงานกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ต่างฝ่ายจึงเริ่มสังเกตซึ่งกันและกันมากขึ้น ฝ่ายหญิงบอกว่า “ช่วงนั้นเราเจอกันบ่อยเพราะทำงานด้วยกัน จึงได้เห็นว่าเขาดูแลทุกคนดีเหมือนกันหมดเลยสนิทกัน เรารู้สึกได้ว่าเขาเป็นคนใจดี เราทั้งทำงานด้วยกัน เป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน ไปทำบุญด้วยกัน” ฝ่ายชายยืนยันว่า “ผมชอบดูแลคนอื่น หลังจากนั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้และคบกัน เพราะช่วงนั้นหัวใจเรายังว่าง ก็จีบแอ้ม แต่ไม่เหมือนตอนเป็นวัยรุ่นที่เวลาจีบผู้หญิงจะรู้สึกหวือหวา แต่ตอนที่จีบแอ้มผมรู้สึกว่าเป็นอารมณ์แบบเพื่อนกัน ตอนนั้นเราอายุประมาณ 25-26 ปี ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร เราก็คบกันแบบเพื่อนและมีระยะห่างมากพอสมควร”

ทั้งคู่ค่อยๆ ทำความรู้จักและเรียนรู้กัน เริ่มจากความเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนในกลุ่มเดียวกัน เพื่อนทำบุญ เรื่อยมา แต่ในทุกความสัมพันธ์นอกจากมีความรักเป็นองค์ประกอบแล้วยังมีหลากหลายเรื่องราวอยู่ในนั้น


ทุกคนล้วนมีความต่าง

เมื่อถามถึงการปรับตัวเข้าหากันในช่วงต้นของความสัมพันธ์ที่ทุกคู่ต้องผ่านพบและร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน คุณแอ้มและคุณเอิร์ทตอบในทันทีว่า ทั้งสองคนมีหลายอย่างที่ไม่เหมือนกันเลย เช่น การใช้ชีวิต แนวเพลงที่ชอบฟัง หนังที่ชอบดู ฝ่ายหญิงชอบชอปปิง ฝ่ายชายชอบเข้าป่า ฯลฯ กระทั่งวันนี้ความต่างบางอย่างนั้นยังคงอยู่ เพราะต่างคนต่างถูกหล่อหลอมจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กด้วยชุดประสบการณ์ที่ต่างกัน

คุณเอิร์ทเล่าว่า “คู่เราคบกันมา 17 ปีแล้วยังจูนไม่เข้ากันเลย ก่อนอื่นต้องหาช่องว่างของกันและกันให้ได้ อย่างเช่นถ้าวันนี้เขาอยากดูหนังที่ชอบ เราก็ไปดูด้วยกัน ถ้าวันไหนที่เราอยากดูแบบที่เราชอบ เขาก็ดูด้วยกันกับเราได้” คุณแอ้มเสริมเรื่องความต่างอีกข้อพร้อมรอยยิ้มว่า “อีกอย่างที่เราไม่เหมือนกันคือ เขาชอบออกกำลังกายแบบบ้าพลังอย่างหนักมาก (ลากเสียงยาว) เขาต้องออกกำลังกายทุกวัน ส่วนเราขี้เกียจออกกำลังกาย เรียกว่าเป็นคู่ที่ไม่มีความเหมือนกันเลย แต่ทำไมถึงอยู่ด้วยกันได้ เรามักจะไม่เข้าใจที่บางคู่เลิกกันเพราะทัศนคติไม่ตรงกัน”

เมื่อทั้งคู่มองเห็นถึงความต่างของกันและกัน สิ่งที่เข้ามาช่วยคือการลองเข้าไปสัมผัสในสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ เจอกันครึ่งทาง ลองก้าวเข้าไปในโลกของกันและกันบ้าง คุณเอิร์ทเล่าอย่างภาคภูมิใจว่าทุกวันนี้พาคุณแอ้มวิ่งในระยะทาง 5-10 กิโลเมตรสำเร็จแล้ว พร้อมเล่าอย่างสนุกสนานว่า “รายการแรกเขาวิ่งไปด่าไปตลอดทาง เราก็วิ่งรออยากเข้าเส้นชัยพร้อมกัน เพราะเรามีเซอร์ไพรส์มอบช่อดอกไม้ให้เขา วันนั้นคือวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันครบรอบของเราพอดี” แม้ภาพในความเป็นจริงจะเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญของคุณแอ้มตลอดทาง แต่แล้วภารกิจรักก็สำเร็จจนได้


มองข้ามเปลือก เลือกที่แก่น

ตลอดการสนทนาคุณเอิร์ทพูดถึงเรื่องการรับรู้ความต้องการที่แท้จริงของหัวใจในการเลือกใครสักคนให้เข้ามาในชีวิต หลังจากที่เริ่มสนใจในตัวฝ่ายหญิง เขาได้ย้อนถามตัวเองว่า “เรากำลังหาอะไร ถ้ากำลังหาคู่เดท คู่นอน คู่ควง วัตถุประสงค์ของการเลือกจะเป็นอีกแบบ ณ เวลานั้นสำหรับผมที่ผิดหวังจากความรักมาจึงต้องการหาคู่ชีวิต จากนั้นผมต้องดูที่แก่นว่าสุดท้ายเราอยู่กับอะไรแล้วมีความสุข ไม่ต้องระแวงว่าเขาจะลุกขึ้นเอามีดมาแทงเราหรือเปล่า หรือตะโกนด่าหน้าบ้าน ขับรถไล่ชน เอาเสื้อผ้าของเราเขวี้ยงออกนอกบ้าน ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ที่เพื่อนทั้งหญิงชายพบ และเราไม่อยากเจอแบบนั้น เลยพยายามมองหาคนที่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์แย่แค่ไหนก็ตามเขาจะไม่ทำแบบนั้น ผมเลยมองข้ามเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเปลือกนอก” คุณเอิร์ทให้แง่คิด

สำหรับคุณแอ้มมองว่า “เราคิดว่าแล้วแต่คน บางคนอาจมองข้ามข้อเสียของแอ้มไม่ได้ แต่พี่เอิร์ทสามารถทำได้ บางคนอาจต้องการคนที่เป๊ะทุกอย่าง คลิกกันลงตัว เรามองว่าแล้วแต่คู่ แล้วแต่คน อย่าถามเรื่องเคล็ดลับการใช้ชีวิตคู่เพราะเราไม่มี ไม่รู้จะบอกอะไร แอ้มทำแบบนี้ แต่ถ้าคนอื่นนำไปใช้กับแฟนอาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เลิกกันเร็วขึ้นก็ได้”

ฝ่ายคุณเอิร์ทเพิ่มเติมมุมมองรักว่า “ถ้าเรามองข้ามเรื่องไม่เป็นเรื่องไปบ้างเราก็จะอยู่กันต่อไปได้ และจะไม่มีเรื่องให้ทะเลาะกัน อีกอย่างหนึ่งคือต้องเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคน ผมเป็นอย่างนี้จะเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเพื่อคุณก็คงเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเขาและเราเป็นแบบนี้ มีบ้างที่หงุดหงิด โมโห แต่เราต้องมีสติและยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นมาตั้งแต่ต้น และกลับมาที่จุดหลักว่าวัตถุประสงค์ที่เราคบกับเขาคืออะไร ถ้าเราคบเพราะว่านี่คือเพื่อนที่จะต้องอยู่ด้วยกันจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ก็ปล่อยเรื่องระหว่างทางไปบ้าง อยากให้ดูวัตถุประสงค์ในการคบกันเป็นหลักว่าต้องการจะคบคนคนหนึ่ง ณ เวลานี้เพื่ออะไร ถ้าจะคบแบบจริงจังจับมือกันจนตายจากกันก็ต้องดูที่แก่น ไม่ดูเพียงแค่เปลือกนอกอีกต่อไป”

แต่ละคนมีรูปแบบการดูแลความรักความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน เพราะความรักไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ทุกคนสามารถนำไปใช้แล้วได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันทั้งหมด หากเป็นเช่นนั้นทุกคนคงประสบความสำเร็จในรักกันถ้วนทั่ว ไม่มีใครต้องเจ็บช้ำเพราะรักอีกต่อไป


คู่รักนักจิตอาสา

นอกจากการทำงานในวงการบันเทิงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังแล้ว ทั้งคู่ยังทำงานด้านจิตอาสาด้วย เริ่มต้นจากคุณเอิร์ทที่เป็น พอ. สว. มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี มาตลอด 12 ปี “ถ้ารวมช่วงเวลาที่ทำรายการทีวีของตัวเองด้วยก็ประมาณ 16-17 ปี คือตั้งแต่เริ่มคบกันผมก็เริ่มเข้าป่าแล้ว ไปสร้างโรงเรียนด้วยมือของเราเอง โรงเรียนหลังหนึ่งใช้เวลาสร้างปีกว่า แรกๆ ที่ชวนแอ้มไป เขาก็ไม่ไหว เพราะไม่มีห้องน้ำ พอเขาไปด้วยทำให้เข้าใจว่าถ้าไม่มีเราเข้าไปช่วยก็ไม่มีใครเข้าไปแล้ว” คุณเอิร์ทเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณแอ้มประทับใจและเปลี่ยนทัศนคติของเธอโดยสิ้นเชิง “เขาเปลี่ยนมุมมองหลายๆ อย่างของเรา เช่น เราชอบทำบุญอยู่แล้วเพราะพ่อพาเข้าวัดตั้งแต่เด็ก พี่เอิร์ทมาเปิดโลกในการทำบุญกับคน ไม่ว่าจะสร้างโรงเรียน มอบรองเท้า ชุดนักเรียน ขนมที่น้องๆ ไม่เคยกินมาก่อน นี่คือความสุขในทันที เรารู้สึกดีมากที่ขนมเล็กๆ น้อยๆ ของเราเป็นความสุขที่ใหญ่มากๆ ของเขา เราไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน พอเราได้เข้าไปช่วยด้วยตัวเอง เราจะยิ่งเห็นว่าเราอยู่สบาย แต่เขาเหล่านั้นไม่มีอะไรเลย แล้วทำไมหน้าตาเขาดูมีความสุขกว่าเราเยอะเลย”

สิ่งที่ทั้งคู่เล่าสะท้อนให้เห็นมุมมองความประทับใจในสิ่งดีๆ ที่ต่างหยิบยื่นให้กันมาตลอดเส้นทางรักอันยาวนาน การเข้าไปทำงานจิตอาสาเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งคู่ ชายหนุ่มบอกว่า “ปัญหาในชีวิตคู่อย่างหนึ่งคือความไม่พอ ความอยากในหลายๆ อย่าง เมื่อเราได้ไปทำงานอาสาก็ทำให้เราเห็นว่าคนบนดอยไม่เห็นต้องการอะไร ไม่ต้องมีเมียหลายคน ไม่ต้องแต่งงานใหม่ เราได้เห็นว่าชีวิตเขาลำบากมากแต่มีรอยยิ้มอย่างเหลือเฟือ เขาพร้อมที่จะเรียกเราไปกินข้าวที่บ้าน แบ่งปันทุกอย่างให้ เขามีความสุขกับการดูแลพวกเรา”


งานแต่งงานในแบบของเรา
แม้ทั้งคู่จะคบหากันมานาน 17 ปี และยืนยันว่าไม่เคยมีปัญหากันทั้งที่มีความต่างในหลายเรื่อง แต่เมื่อวาระของการแต่งงานมาถึงในปีที่ 17 เหตุการณ์ก่อนงานแต่งเพียงไม่กี่วัน กลับมีทั้งความแปลก แตกต่าง และสนุกจริงๆ

ฝ่ายชายได้ฤกษ์งามยามดีจากผู้ใหญ่ที่นับถือให้แต่งงานภายในปี 2560 แต่เหลือเวลาเตรียมตัวแค่ 20 วันก่อนจะสิ้นปี ตลอดระยะเวลาที่คบหากันก็มีการพูดคุยเรื่องแต่งงานมาเป็นระยะ เลยทำให้รู้ความชอบของกันและกันว่าไม่ชอบการจัดงานใหญ่โต คุณเอิร์ทจึงจัดเตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้ให้โดยว่าที่เจ้าสาวไม่ต้องเตรียมอะไรเลยนอกจากเสื้อเพียงหนึ่งตัว และให้ว่าที่เจ้าบ่าวคุกเข่าบอกกล่าวเท่านั้นก็เข้าพิธีได้เลย

แผนซึ่งเขาวางไว้คือจะเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานในวันที่ 17 ธันวาคม เพราะวันที่ 18-20 ธันวาคม ทั้งคู่ต้องขึ้นดอยไปมอบของให้เด็กๆ และลงจากดอยมาแต่งงานในวันที่ 21 ธันวาคม ที่วัดป่าดาราภิรมย์ จ.เชียงใหม่ อันเป็นวัดซึ่งคุณเอิร์ทเป็นลูกศิษย์และเคยบวช โดยจัดทั้งพิธีพุทธและพราหมณ์ตามที่ทั้งคู่ให้ความเคารพนับถือ
“เรื่องเสื้อผ้านั้นมีเพื่อนที่เชียงใหม่จัดการให้ แต่ชุดของแอ้มไม่มีเสื้อที่จะต้องใส่กับผ้าซิ่น เราเลยเปลี่ยนแผนไปเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานที่ตลาดท่าแพเพราะจะได้ซื้อเสื้อที่นั่นเลย มีน้องๆ ช่วยดูสถานที่ให้ ประจวบเหมาะว่ามีวงดนตรีเป็นน้องๆ ที่รู้จักเล่นอยู่เลยขอเพลงได้ พอทุกคนวิ่งมาพร้อมตรงลานท่าแพ ดนตรีก็ขึ้น ดอกไม้พร้อม กล้องพร้อม เราก็คุกเข่าแล้วบอกเขาว่า ‘ทนกันมา 17 ปี ก็ทนกันต่อไปอีกนะ แต่งงานกับผมนะ’ พอให้ดอกไม้กับแหวนเสร็จก็บอกเขาว่า ‘ตัวคงยังไม่รู้ว่าฤกษ์แต่งงานคือวันที่ 21 ตัวยังไม่มีเสื้อใส่แต่งงาน หาซื้อเสื้อด้วยนะ’” คุณเอิร์ทเล่าด้วยแววตาเป็นประกายเหมือนเรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

คุณแอ้มเสริมทันทีว่า “ตอนนั้นตกใจมาก แต่ในใจคิดว่าแต่งงานวันที่ 21 เมษายน วันเกิดฉันแน่ๆ แต่จริงๆ คืออีกแค่สามวัน เราก็ถามว่าแล้วแม่ล่ะ เขาบอกว่าทุกคนรู้หมดแล้ว มีตั๋วเครื่องบินกับที่พักเรียบร้อยแล้ว เรารู้สึกดีเพราะเมื่อก่อนเคยทำงาน wedding planner เราเคยเห็นเจ้าสาวที่วิตกกับงานแต่งงานมานักต่อนัก พอถึงคิวเรากลับไม่ต้องเตรียมอะไร แค่ซื้อเสื้อตัวเดียวก็แต่งงานได้เลย”

ช่างเป็นการแต่งงานที่ใช้เวลาเตรียมการอย่างรวบรัด แต่แสดงออกถึงความเป็นตัวตนของคนทั้งคู่ คุณเอิร์ทบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่คุยกันมาตลอด เขาจึงมั่นใจว่าถ้าจัดงานแบบนี้ โดยที่ไม่ได้บอกคุณแอ้ม เธอก็จะไม่โกรธ แต่เขาย้ำว่าวิธีนี้ใช้กับผู้หญิงทุกคนไม่ได้ เพราะบางคนมีความตั้งใจว่าอยากใส่ชุดเจ้าสาว อาจทะเลาะแล้วเลิกกันเลยก็ได้ คุณเอิร์ทเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการแต่งงานของเขาว่า “เราคุยเรื่องแต่งงานกันบ้างตามงานที่เราเคยจัด ว่าจะไม่ทำอะไรที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ จะนึกถึงประโยชน์อย่างอื่นมากกว่า อีกอย่างคือผมมีโอกาสได้รู้จักกับวงดนตรีคนตาบอดที่เล่นและร้องดีมาก จึงอยากลองให้เขามาใส่เสื้อผ้าเท่ๆ แล้วโพสต์ถึง wedding planner เพื่อติดต่อให้เขาเล่นในงานแต่ง คือหากความรักทำให้ชีวิตของคนตาบอดดีขึ้นได้ เราก็ควรสนับสนุน ผมมองว่าสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ในงานแต่งงานแล้วมีประโยชน์กับคนอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องดี เช่น หากคุณไม่ได้หวังว่าคนที่มาร่วมงานจะใส่ซองให้คุณเท่าไหร่ คุณอาจทำกล่องรับบริจาคไว้หน้างานแทนก็ได้ ลองดูครับ เผื่อคนอื่นจะใช้เป็นแรงบันดาลใจไปต่อยอดได้”


ประทับใจซึ่งกันและกัน

เมื่อให้ทั้งคู่บอกถึงความประทับใจซึ่งกันและกัน คุณแอ้มรีบขอเวลาลิสต์รายการความประทับใจในตัวสามี เลยให้คุณเอิร์ทบอกก่อน “แอ้มเป็นคนจิตใจดี ทั้งการดูแลเอาใจใส่และความรักในครอบครัว ผมรู้สึกว่าสำหรับผมแค่นี้คือเพียงพอแล้ว แค่รู้สึกว่านอนข้างๆ ใครแล้วหลับอย่างสบายใจ ผมว่านั่นเป็นสิ่งที่ผู้ชายต้องการ คือกลับมาแล้วไม่รู้สึกระแวง กลับมาแล้วรู้สึกอบอุ่น มีคนดูแล ตื่นเช้ามามีแค่กาแฟ แซนด์วิช เท่านี้ก็ทำให้เราชาร์จพลังได้แล้ว”

ฝ่ายภรรยาได้ฟังก็ส่งยิ้มหวานและบอกว่า “เขาเป็นให้เราได้ทุกอย่าง เพราะคุณพ่อของเราท่านเสียเร็วไปหน่อย พี่เอิร์ทดูแลเราเป็นอย่างดี มีหลายๆ เรื่องที่เขาคล้ายกับคุณพ่อของเรามาก ทั้งนิสัย การทำงาน เรารู้สึกอบอุ่น เป็นที่ปรึกษาได้ทุกเรื่อง แก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ”

สิ่งหนึ่งที่คู่นี้ทำเป็นประจำคือการดูแลเอาใจใส่กัน รวมถึงการบอกรักกันอยู่ตลอด พร้อมตอบในทำนองเดียวกันว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ทั้งคู่ก็ไม่เสียดายเพราะได้ทำทุกสิ่ง บอกทุกอย่างกันหมดแล้ว “ผมไม่มีโอกาสพิเศษอะไรอย่างมีช่อดอกไม้ให้แล้วบอกรัก เพราะเราบอกรักกันทั้งวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะนอน จะตื่น หรือการกระทำบางอย่าง เช่น ห่มผ้าให้กันในตอนกลางคืน ก็เลยไม่มีความรู้สึกว่าจะต้องมาบอกอะไร ต่อให้วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตก็ไม่มีอะไรพิเศษ เพราะว่าเราทำให้เขาหมดแล้ว” ฝ่ายสามีบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

คุณแอ้มกล่าวสนับสนุนคำของสามี “ใช่ค่ะ เขาทำเป็นประจำอยู่แล้วและทำให้เราหมดแล้วจริงๆ เขาทำทุกวันให้ดีอยู่แล้ว เราเห็นมาเยอะมากที่อยู่ดีๆ ก็ตายจากกันไป จนเราอยากทำทุกวันให้เต็มที่ ถึงพรุ่งนี้ตายไปก็ไม่เสียดาย เพราะชีวิตทุกวันนี้เปราะบางมาก ทั้งเรื่องอุบัติเหตุและสุขภาพ เราเห็นมาเยอะจนอยากทำดีกับเขาตลอดในทุกๆ วัน”

โลกที่หมุนด้วยความรักของทั้งคู่ดำเนินไปในรูปแบบของความสุขใจที่พอดี แม้พบความต่างในรักแต่เลือกก้าวเข้าไปเรียนรู้ความชอบของกันและกัน ก่อเกิดเป็น “รักในความต่าง” อย่างลงตัว

Hug Magazine ปี 10 คอลัมน์ กว่าจะรักกันได้