พั้นช์-วรกาญจน์ & ปลั๊ก-อรรถกร คูพัฒนาพิบูลย์

รักซึมลึกของผู้หญิงตาดำๆ

เมื่อปี 2548 ใครหลายคนจดจำนักร้องเสียงเอกลักษณ์คนนี้ได้จากอัลบั้มแรก ผู้หญิงตาดำๆ ตามด้วยภาพจำทางการแสดงในละครเรื่อง ทัดดาวบุษยา กระทั่งผลงานล่าสุดกับเพลง “แค่คิดไปเอง” เจ้าของผลิตภัณฑ์ ‘Evor’ และผลงานภาพยนตร์ ตีสามอาฟเตอร์ช็อก เธอคือ พั้นช์-วรกาญจน์ ที่ควงคู่คุณสามี ปลั๊ก-อรรถกร คูพัฒนาพิบูลย์ ร่วมบอกเล่าเรื่องราวบนเส้นทางรัก

รักซึมลึก

จุดเริ่มต้นของความรักก่อตัวมาจากคำว่า “เพื่อน” เพราะปลั๊กเป็นเพื่อนของเพื่อนพั้นช์ที่เดินทางจากจังหวัดชุมพรมาเรียนที่กรุงเทพฯ ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกในงานถ่ายโฆษณาชิ้นหนึ่งที่เพื่อนชวนปลั๊กมาด้วย “ตอนนั้นเรารู้จักพั้นช์เพราะเป็นเพื่อนของเพื่อน ความรู้สึกเมื่อเจอเขาครั้งแรกก็เหมือนการเจอดาราคนหนึ่ง เรารู้สึกว่าเขาน่ารัก เลยสร้างความสัมพันธ์โดยโทร.คุยบ้าง แต่อันที่จริงเราโทร.คุยกับแม่ของเขาก่อน แล้วแม่ก็ชวนมางานวัด เป็นงานทำทาน แจกอาหาร” ปลั๊กกล่าว

พั้นช์ตอบพร้อมรอยยิ้มว่าเพิ่งรู้เรื่องที่ปลั๊กโทร.คุยกับแม่ก่อนที่จะคุยกับเธอก็วันนี้ แต่สำหรับเธอแล้วไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้ เพราะแม่ของเธอเป็นคนสนุกสนานจึงสนิทกับเพื่อนของลูกทุกคน แต่ก็ยอมรับว่าแม่ถูกใจปลั๊กอยู่เหมือนกันเพราะในสายตาของแม่ ปลั๊กเป็นเด็กที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี

หลังจากแม่ชวนปลั๊กมาช่วยงานบุญ พั้นช์ก็เริ่มรู้สึกว่าปลั๊กกำลังเดินหน้าจีบเธอ เพราะเขาอยากมาเจอเธอบ่อยๆ ขับรถจากย่านห้วยขวางมาหาเธอที่บ้านทุกวัน พั้นช์เล่าว่า “ความสัมพันธ์ก็เป็นแบบนี้เรื่อยมาโดยที่เราไม่ได้ตกลงว่าคบกันตอนไหน แต่ความรู้สึกดีแบบนี้เหมือนกับค่อยๆ ซึมลึกลงเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ก็เข้าปีที่เก้าแล้ว”
เนื่องด้วยทั้งคู่ไม่มีวันสำคัญที่ตกลงเป็นแฟนกันอย่างชัดเจน ที่ผ่านมาจึงไม่มีวันครบรอบใดๆ ให้ฉลองการเป็นแฟนกัน พั้นช์เลยถือโอกาสนี้ตกลงกับสามีให้วันที่ 5 พฤศจิกายน คือวันแต่งงานเป็นวันพิเศษของทั้งคู่นับแต่นี้เป็นต้นไป คุณผู้อ่านจึงได้เป็นสักขีพยานในพันธสัญญานี้ด้วย วันสำคัญของทั้งคู่อย่างวันวาเลนไทน์หรือวันเกิดจะเป็นวันรวมญาติ เพราะพั้นช์อยู่เป็นครอบครัวใหญ่ ความโรแมนติกของทั้งคู่จึงผสานด้วยความสุขและสนุกสนานของคนในครอบครัว



แสดงความรักผ่านการกระทำ

สิ่งที่สัมผัสได้ขณะสนทนากับทั้งคู่คือความเรียบง่ายในการคบหา และการปล่อยให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปในสายตาของผู้ใหญ่ ทั้งคู่คอยดูแลกันฉันเพื่อน จึงไม่ค่อยมีปัญหาทะเลาะกัน ปลั๊กเทียวรับเทียวส่งพั้นช์เมื่อต้องไปทำงานที่คอนเสิร์ตและกองถ่าย เพราะตอนนั้นเธอเริ่มถ่ายทำละครเรื่อง ทัดดาวบุษยา ทั้งคู่คบกันแบบสบายๆ เป็นตัวของตัวเองจึงไม่ต้องปรับตัวเข้าหากันมากนัก

ตลอดการสนทนาคำที่ปลั๊กใช้นิยามภรรยาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอได้ชัดเจนที่สุดคือ “เรียบง่าย ติดดิน” เขาเห็นว่าเธอเป็นคนที่กินง่าย อยู่ง่าย พาไปไหนแบบลุยๆ ได้ จึงมีความรู้สึกว่าเข้ากันได้ดีเพราะเป็นคนสบายๆ เหมือนกัน “เราประทับใจในความเป็นตัวเขาที่เป็นคนเรียบง่าย สบายๆ ไปไหนไปกัน นั่งมอเตอร์ไซค์ก็ได้ รีบเร่งแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา ต่อให้ไม่มีรถยนต์เขาก็อยู่ได้ เราชอบที่เขาเป็นแบบนี้ อีกอย่างหนึ่งคือเขาเป็นคนดูแลครอบครัว ต่อไปเขาคงดูแลแม่เราเหมือนอย่างที่เขาดูแลแม่และรักครอบครัว”

พั้นช์บอกว่ารู้สึกดีที่มีปลั๊กเป็นคู่ชีวิต “เวลาเราไปทำงานเขาเดินทางไปด้วยตลอด เราไม่เคยห่างกันนาน นานที่สุดน่าจะประมาณ 2-3 วัน การเจอหน้ากันทุกวันกลายเป็นความเคยชิน พั้นช์รู้สึกว่าความโรแมนติกแบบคู่รักอาจจะจืดจาง แม้จะทะเลาะกันก็ไม่เคยหายหน้าไปเลย ถึงเรางอน เดี๋ยวเขาก็ต้องมาบ้านเราอยู่ดี ตลอด 7-8 ปีที่คบกัน คู่เราเลยไม่มีเรื่องทะเลาะถึงขั้นโกรธแล้วหนีหน้าไป อีกอย่างหนึ่งคือเรามีความเป็นเพื่อนอยู่ในความสัมพันธ์ เราจึงต่างรู้จุดอ่อน-จุดแข็งของกันและกัน”

หลังจากทั้งคู่มาใช้ชีวิตร่วมกัน แม้จะย้ำอยู่เสมอว่าเป็นคู่ที่ไม่ค่อยโรแมนติก แต่ในความเป็นเพื่อนก็มีความหวานแบบคู่รักซ่อนอยู่ พั้นช์เล่าเคล้าเสียงหัวเราะว่าเมื่ออยู่กันสองต่อสองปลั๊กจะใช้น้ำเสียงน่ารักกับเธอ เป็นน้ำเสียงที่ไม่มีใครเคยได้ยินแม้กระทั่งเพื่อนหรือแม่ก็ตาม การแสดงความรักที่ทั้งคู่ทำเป็นประจำคือจุ๊บก่อนนอน หอมแก้มก่อนออกไปทำงาน เธอเห็นว่านี่เป็นความโรแมนติกเล็กๆ ที่มีให้กัน “คนภายนอกอาจมองว่าเราเหมือนทอม แต่เราก็เป็นผู้หญิงตาดำๆ คนหนึ่ง มีบ้างที่อ้อนแฟน”



ใจถึงใจ

เพราะฝ่ายชายเป็นคนไม่ค่อยพูด ฝ่ายหญิงจึงต้องคอยถามไถ่หากวันใดเห็นเขามีสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนใหญ่ปลั๊กมักจะเครียดกับเรื่องเล็กๆ “เมื่อเขามีปัญหา เราอยากให้เขาเล่า เพราะอย่างน้อยเราอาจช่วยให้เขาฉุกคิดได้ว่าเขาไม่ควรเครียดขนาดนั้น อีกอย่างคือเขาเป็นคนขี้เกรงใจ บางครั้งไม่กล้าปฏิเสธบางคนในขณะที่ตัวเองกำลังเดือดร้อน การเกรงใจเป็นเรื่องดี แต่หากทำให้เราเดือดร้อน พั้นช์รู้สึกว่าต้องแยกแยะ เราก็เกรงใจแต่รู้ว่าควรปฏิบัติตัวยังไง” พั้นช์บอกสามีด้วยความห่วงใย

ส่วนปลั๊กเป็นห่วงเรื่องการพักผ่อนของภรรยา เพราะเธอทั้งทำงานหนักและนอนดึก “พั้นช์นอนดึกทุกคืน เราอยากให้เขาดูแลตัวเอง บางทีมีงานเช้าแล้วนอนดึก เราเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของเขา นอกนั้นก็ดูแลตัวเองดี” เมื่อถามถึงเรื่องความเชื่อใจในการทำงานในวงการบันเทิงของพั้นช์ที่ต้องพบปะผู้คนมากมาย “ความเป็นดารา-นักร้องไม่ได้ทำให้เราระแวงว่าเขาเจอคนเยอะแล้วมีใครมาสนใจ เพราะอยู่ที่ความไว้ใจและเชื่อใจในตัวเขา และเรารู้ว่าเขาทำงานยังไง มันไม่มีอะไรอยู่แล้ว” ปลั๊กกล่าว

เมื่อให้ทั้งคู่เล่าถึงความประทับใจที่มีต่อกัน พั้นช์ชื่นชมสามีว่า “เขามีสัมมาคารวะ เข้าหาผู้ใหญ่ และไม่ได้ให้ความสำคัญแก่เราแค่คนเดียว แต่เขาดูแลครอบครัวเราด้วย คือถ้าครอบครัวเราอยากไปไหน อยากทำอะไร เขาก็ไปกับเราได้ เมื่อเขาเข้ามาในครอบครัว แม่เราก็เหมือนมีลูกเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาเข้ามาเติมเต็มได้ และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเราไปแล้ว รู้สึกว่าเขากลมกลืนและสร้างความประทับใจให้แก่คนในครอบครัวเราได้ สิ่งที่ประทับใจอีกอย่างหนึ่งคือเขาเป็นคนใช้ง่าย พูดง่าย ตั้งแต่ตอนที่เป็นแฟนกันเขาจะเป็นคนติดเพื่อน สมมติว่าเขากลับบ้านไม่ตรงเวลาตามที่บอกเราไว้ เราก็มีโกรธ มีงอนบ้าง คู่เราเลยไม่มีเรื่องทะเลาะถึงขั้นโกรธแล้วหนีหน้าหายออกไปเลย”

ในเรื่องนี้ปลั๊กบอกทันทีว่า “ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงคบกันได้ไม่นาน” พั้นช์อธิบายว่าคงเป็นเพราะเธอไม่ชอบทำให้ตัวเองไม่มีความสุข และคิดว่าถ้าต้องคบกับคนคนนี้ยังไงก็ต้องดีกับเขา จะโกรธทำไมเพราะยังไงก็ต้องเจอกันทุกวัน หากเธอรู้สึกหงุดหงิดกับตัวเองแล้วจะรู้สึกไม่ดี ทำให้ตัวเองไม่มีความสุข พั้นช์บอกว่าแค่เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ให้มีความสุขก็จะทำให้อยู่ด้วยกันได้



ร่วมสร้างครอบครัว

ความรัก ความอบอุ่น การดูแลเอาใจใส่ค่อยๆ ซึมลึกยาวนานเข้าปีที่แปดจึงตกลงแต่งงาน พั้นช์บอกว่า นอกจากไม่มีช่วงการขอเป็นแฟนแล้วปลั๊กก็ไม่มีการขอแต่งงานด้วย “เขาเป็นคนไม่โรแมนติก เป็นผู้ชายขี้อาย เราเป็นผู้หญิงก็อยากให้เขามีช่วงเวลาโรแมนติกหรือเซอร์ไพรส์บ้าง จะมีช่วงเวลากุ๊กกิ๊กกับเราน้อย การจัดงานแต่งงานจึงเป็นการคุยกันของผู้ใหญ่ เราจัดงานแต่งงานที่ชุมพรเพราะเป็นบ้านเกิดของปลั๊ก ญาติพี่น้องฝ่ายพั้นช์เดินทางไปร่วมงาน ถ้ามาจัดที่กรุงเทพฯ อีกรอบเรามองว่าสิ้นเปลือง และจะมีแต่ญาติคนเดิมๆ มางาน เลยคุยกันว่าจัดงานที่เดียวก็พอ อีกอย่างหนึ่งคือญาติทางปลั๊กเยอะมาก แล้วผู้ใหญ่ก็อายุมากกันแล้ว เดินทางลำบาก เราเลยจัดงานแค่ที่ชุมพรเพราะสะดวกที่สุด”

ทั้งคู่วางแผนอนาคตการใช้ชีวิตที่ชุมพรไว้บ้างเพราะพ่อแม่ของปลั๊กก็อายุมากแล้ว ถ้าพั้นช์ยังมีงานที่กรุงเทพฯ ก็อาจเดินทางไปๆ มาๆ “หากในอนาคตเรามีลูกอาจย้ายไปอยู่ที่ชุมพร เพราะถ้าไปอยู่ที่นั่นจะมีคนช่วยดูแล ช่วยเลี้ยงลูก แต่พั้นช์เป็นคนติดแม่ แม่บอกว่าย้ายไปอยู่ด้วยกันได้ เพราะแม่อยู่ที่ไหนก็ได้ที่มีเราอยู่ด้วย” เธอเล่าด้วยแววตาเปี่ยมสุขเมื่อพูดถึงความอบอุ่นของครอบครัวในอนาคตอันใกล้



เคล็ด(ไม่)ลับที่ต้องบอกต่อ

ก่อนจบการสนทนาเรื่องรักของทั้งคู่ ขอล้วงลึกเคล็ด(ไม่)ลับมาฝากคุณผู้อ่านให้นำไปปรับใช้ในทุกความสัมพันธ์ เริ่มต้นที่ฝ่ายชายผู้พูดน้อยที่ยังคงเน้นย้ำเรื่องการพูดคุยกันยามมีปัญหา “สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมีปัญหากันคือต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน ให้คำปรึกษาเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา และภาวะโกรธง่ายหายเร็วผมคิดว่าเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะบางคนทะเลาะกันแล้วก็แยกย้าย ไม่ยอมคุยกัน เรื่องก็จะยืดเยื้อคาราคาซัง ไม่จบสิ้น” ปลั๊กกล่าว

สำหรับพั้นช์มองว่าความเข้าใจ ความไว้ใจ โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเองคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้อยู่กันได้ยืนยาวยิ่งขึ้น และหมั่นเติมความรักให้กันเพราะบางทีความนิ่งเฉยต่อกันอาจสร้างความน่าเบื่อ ต้องเพิ่มสีสันในชีวิตให้กันและกันบ้าง ทั้งยังฝากเรื่องของการพูดจาที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตว่า “อีกหนึ่งข้อสำคัญของการใช้ชีวิตคู่คือไม่พูดคำหยาบ เราไม่เคยพูดคำหยาบกันเลย จะมีบ้างที่พูดหยอกล้อกัน สิ่งที่อยากบอกคือเมื่อทะเลาะกันห้ามพูดคำหยาบ ห้ามใส่อารมณ์ เพราะอย่างน้อยหากทะเลาะกันแล้วพูดด้วยโทนเสียงปกติจะคุยกันได้นานกว่า ถ้าเราพูดคำหยาบใส่กัน ไม่นานก็แยกย้ายหายกันไป พั้นช์มองว่าการทะเลาะกันด้วยการใส่อารมณ์และคำหยาบจะนำมาซึ่งการลงไม้ลงมือ โชคดีที่ปลั๊กไม่ใช่คนแบบนั้น เราเลยรู้สึกว่านี่คือความเป็นสุภาพบุรุษของเขาที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย ถึงเขาจะโมโหแต่ก็ยังสุภาพ อยากบอกว่าถ้ารักกันอย่าพูดคำหยาบใส่กันเพราะจะลุกลามไปอย่างที่เรานึกไม่ถึง

“อีกอย่างคือคำว่า ‘ขอโทษ’ และ ‘ขอบคุณ’ พั้นช์มองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในความสัมพันธ์ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายถ้าได้ยินคำว่า ‘ขอโทษนะ’ จะรู้สึกดีขึ้น หรือถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำอะไรให้ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ให้พูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ ทุกครั้ง พั้นช์มองว่าเป็นเรื่องของการให้เกียรติกัน” พั้นช์ฝากเคล็ดรักไว้

การดูแลเอาใจใส่กันตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ค่อยๆ กลายเป็นความรักซึมซาบสู่หัวใจทั้งสองดวง เป็นความโรแมนติกหวานละไมซึ่งมีเพียงคนทั้งคู่ที่สัมผัสและรับรู้ได้ ในแบบฉบับ “รักซึมลึกของผู้หญิงตาดำๆ”