จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ของ นภสร

จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ของ นภสร

คุณเชื่อไหมว่าคนเราจะรักกันได้หลังจากเจอกันอีก 7 ปีข้างหน้า มันคงยาก แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคู่รักคู่นี้ ‘คุณเมย์ – นงนภัส’ เจ้าของนามปากกา ‘นภสร’ ที่ตีพิมพ์นิยายมามากมายหลายเล่มกับสำนักพิมพ์สถาพร ยิ่งเรื่องล่าสุด ‘ใต้ปีกปักษา’ กำลังเป็นละครรอออนแอร์ทางช่อง 3 จะมาเล่าถึงเส้นทางชีวิตรักกับ ‘คุณลี่ – ณฐศร’ ที่ตั้งแต่เจอกันก็เหมือนต่อจิ๊กซอว์ที่กว่าจะหาให้ลงตัวทีละชิ้นก็ดูจะพลิกไปมาเหลือเกิน เรียกว่ากว่าจะได้เจอกัน กว่าจะได้รักกัน กว่าจะได้มีวันนี้ แต่ละเรื่องราวล้วนแล้วมาแบบไม่ทันรู้ตัว ดูท่ากามเทพของคู่นี้ต้องทำงานหนักกว่าปกติหน่อย


คนที่ใช่ยังไงก็คือใช่

คุณลี่เริ่มเล่าถึงวันที่ได้เจอกันครั้งแรก ในสถานะที่แตกต่างกัน คุณเมย์เป็นนักศึกษา ส่วนตัวเขาทำงานแล้ว แต่ได้มาเจอกันเพราะกามเทพที่เป็นเพื่อนของคุณเมย์ อยู่ในฐานะนักศึกษาฝึกงานพาไปดูการทำงานด้านโปรดักช์ชั่นที่คุณลี่ทำอยู่

‘เขายังเด็กอยู่เลย ตอนนั้นผมทำงานตัดต่ออยู่จนดึก พวกเขาก็มานั่งดูผมทำงาน เพื่อนเขาเป็นคนชวน ก็มาทักว่า พี่ลี่ ต้ามากับเมย์นะ เจอกันตอนนั้นมืดๆ สลัวๆ เห็นไม่ค่อยชัดด้วย’

‘เจอกันแค่แว้บเดียว ไม่ได้คุยกันด้วยนะ ก่อนนั้นจะได้ยินแต่เรื่องราวของเขาผ่านจากเพื่อนๆ มาตลอด’

นั่นคือภาพแรกที่ต่างคนต่างจดจำกันได้ แต่ใครจะคิดล่ะว่า จังหวะที่จะได้เจอหน้ากันอีกครั้ง คือผ่านไปอีก 7 ปีเต็ม ซึ่งตลอดระยะเวลายาวนานนี้ คุณเมย์ก็แค่ได้ยินเรื่องราวคุณลี่จากเพื่อนๆ เท่านั้น เพราะนิสัยคุณลี่ที่เป็นคนคุยง่าย สนุกสนาน ขี้เล่น เป็นมิตร ทำให้มักได้ยินเพื่อนเอ่ยถึงบ่อยๆ เกือบจะมีโอกาสแบบผ่านๆ ที่จะได้คุยกัน แต่ด้วยจังหวะเวลาที่ทำให้คลาดกันเสียนี่

‘วันนั้นเพื่อนโทรหาพี่ลี่ แล้วจู่ๆ เพื่อนยื่นโทรศัพท์มาให้เราคุย เราก็ไม่คุย ทั้งที่บอกเพื่อนว่าจะคุยด้วยนะ แต่พอยื่นมาให้จริงๆ ก็เกรงใจกลัวเขาคิดว่าใครมาคุยด้วย มารู้ตอนคบกันแล้วว่าวันนั้นเขาถามว่ามีใครอยู่แถวนั้น พอรู้ว่าเราอยู่ ก็ขอคุยด้วย แต่เราก็ไม่รู้’

เพราะความคลาดไปคลาดมาแบบนี้ คงทำให้กามเทพเริ่มหงุดหงิดเลยดลบันดาลครั้งที่สามมาให้ในวันและเวลาที่ใช่แน่นอน เมื่อคุณเมย์เรียนจบ กลับไปหางานทำที่บ้านในภูเก็ต เพิ่งมีมือถือเป็นครั้งแรก ก็ได้รับคำแนะจากเพื่อนให้ลองคุยกับพี่ลี่ในช่วงนี้ดู ในตอนนั้นคุณเมย์ตกลงพร้อมให้เบอร์ไป แล้วในไม่กี่วันต่อมา พรหมลิขิตก็ได้ทำงานเต็มที่ซะที หลังจากรอมานานเหลือเกิน


จิ๊กซอว์ที่หายไป

‘ได้มาคุยกันจริงจังอีกครั้ง ก็คุยผ่านทั้งมือถือ และอีเมล์กัน เขาส่งรูปมาให้ ถ่ายคู่กับตุ้ย ธีรภัทร์ เราก็ เอ๊ะ คนนี้หรือเปล่า’

คุณเมย์หัวเราะพอนึกถึงวันที่ได้เห็นหน้าตาผ่านรูปถ่าย หลังจากที่ได้เจอกันแค่ครั้งเดียว เมื่อผ่านไปนานขนาดนี้ ย่อมจำหน้าตากันไม่ได้เท่าไร คุณลี่เองก็เช่นกันแต่กระนั้นก็ไม่ใช่อุปสรรคในการทำความรู้จักของทั้งสองคน แม้ระยะทางจะไกลเสียหน่อยก็ตาม

‘ภูเก็ตกับกรุงเทพฯ ค่าโทรก็แพง คุยกันเดือนละหลายพัน เนตช้าอยู่เลย แล้วก่อนหน้านั้น ผมอยู่ในช่วงเปลี่ยนของชีวิต ทุกอย่างมันดาวน์หมด สักพักใกล้ปีใหม่พอดีเลยไปเที่ยวภูเก็ต ตอนลงจากรถทัวร์ ผมก็จำเขาไม่ค่อยได้ ส่วนเมย์ก็ทำหน้าว่าคนไหนว่ะ เหมือนนัดบอดเลย’

นั่นคือครั้งแรกจริงๆ ที่ได้เจอหน้ากันหลังจาก 7 ปีผ่านไป คุณลี่แอบขำเพราะชีวิตที่ทำงานด้านโปรดักช์ชั่นมาตลอด เป็นงานที่พลิกไปมา บางงานอยู่ดีๆ ก็ถูกปรับถอดออกจากผัง เรียกว่าเป็นงานไม่แน่นอนเท่าไร ไม่คิดว่าชีวิตรักจะผจญภัยไปด้วย ส่วนคุณเมย์กลับกันที่ชีวิตเรียบง่าย ไปทำงานแล้วกลับบ้าน อยู่กับแม่ เป็นกิจวัตรประจำวัน จนมาได้เจอกันกับคู่ชีวิตคนนี้


เริ่มเรียนรู้กันและกัน

จากวันนั้นการเรียนจริงจังจึงเริ่มขึ้น คุณลี่บอกแบบติดตลกว่าภรรยาเขาเป็นคนขี้งอน พร้อมเล่าเรื่องราววันประทับใจที่จำต้องดัดนิสัยกันบ้าง

‘ไปหาเขาที่ภูเก็ต ตั้งใจว่าวันวาเลนไทน์ จะพาไปดูหนัง กินข้าว เขากลับงอนทั้งวัน ไม่มีสาเหตุด้วย ผมดัดนิสัยเขา ไม่คุยก็ไม่คุย ปล่อยงอนไป ไม่ง้อ ไม่ไปไหนด้วย วันต่อมาก็ถามว่าเป็นยังไง เมื่อวานวันวาเลนไทน์คนอื่นมีความสุขกัน พองอนแล้วได้อะไรขึ้นมา เวลาได้เจอกันมีน้อย มัวแต่งอนก็ไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันอีก พอหายแล้วมาคุยกันด้วยเหตุผลแทน เขาก็เริ่มคิดได้ล่ะ เริ่มเรียนรู้ว่าทำแบบนี้ไม่ได้ผล’

‘ตอนนั้นเพิ่งรู้จักกัน ยังไม่มั่นใจว่าคนนี้คือใช่ ระยะทางทำให้เรามีความกังวล แต่พอได้คุยกันก็เกิดคำถามว่าเวลางอนมีความสุขไหม เรางอนแล้วเราชอบไหม ไม่ชอบเลย ตอนนี้ไม่ขี้งอนแล้ว แถมจำไม่ได้ด้วยว่าตอนนั้นโกรธอะไร’

ข้อดีในวันนั้นทำให้ทั้งสองได้ปรับตัวและเรียนรู้กันและกันมากขึ้นกับความรักที่คิดจะไปต่อ คุณลี่ยังแนะต่อด้วยว่าการงอนบ่อยของผู้หญิงเป็นสาเหตุที่เกิดปัญหาสะสมได้ ในครั้งแรกๆ ผู้ชายตามง้อแน่นอน แต่บางทีการงอนบ่อยๆ ผู้ชายจะเริ่มเหนื่อย จนอาจคิดว่าทำไมต้องทนคบกันต่อไป และทำให้ลากยาวไปถึงการเลิกรากัน ดังนั้นมีอะไรให้พูดกัน เพราะปัญหาของการอยู่ด้วยกันมันมีหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนถึงเรื่องใหญ่ ที่สำคัญสุดผู้ชายจินตนาการเองไม่ได้


จุดพลิกครั้งใหญ่

ในช่วงจังหวะชีวิตคุณลี่ที่พลิกไปมา ตั้งแต่ตัดสินใจไปภูเก็ต พบเจอคุณเมย์ และคิดทำร้านอาหาร เมื่อจัดการทุกอย่างครบ ทว่าจู่ๆ งานที่กรุงเทพฯกลับเยอะขึ้นมา ทำให้ต้องไปกลับ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต แถมเปิดร้านได้สักพัก เหตุการณ์ใหญ่ก็เข้ามาอีก เมื่อแม่ของคุณเมย์เป็นมะเร็ง ทำให้ต้องปิดร้านเพื่อมาดูแล จนคุณแม่อาการดีขึ้น ทั้งสองเลยคุยกันว่าจะไปเที่ยวกรุงเทพฯฯ นั่นก็เป็นเหตุพลิกครั้งใหญ่ของชีวิตอีกครั้ง

‘แม่ของเมย์โกรธ เหมือนไล่พวกเราสองคนว่าไปเลย ก็เหวอสิ ไล่แบบเก็บของให้หมดเลยด้วย พอเกิดแบบนี้เอาไงดี เลยตกลงไปหางานทำที่กรุงเทพฯ แล้วกัน ก็เริ่มอยู่ด้วยกันนับแต่นั้นมา’

‘เขานึกว่าจะทิ้ง ปกติเราเป็นลูกที่สนิทกับแม่มาก อยู่ด้วยกันตลอด พอมีคนเข้ามา เลยรู้สึกว่าคนนี้มาแย่งลูกเขา ใจหนึ่งก็ดีใจ อีกใจก็หวง พอบอกว่าจะไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ ในตอนนั้นงานก็ไม่มี แม่เลยรู้สึกเหมือนไปแล้วไม่กลับ เขาเลยโกรธ ออกปากไล่ให้ไปอยู่ด้วยกัน ตอนหลังแม่ค่อยเข้าใจ ที่บ้านยังมีพี่คอยดูแลแม่อยู่ที่ภูเก็ต เราก็มากรุงเทพฯ หางานทำ’

จุดเปลี่ยนอีกครั้งในวันนั้น ทำให้ต้องตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญที่สุด ในเมื่อจะตัดสินใจว่าผู้ชายตรงหน้าคือคนที่จะฝากชีวิตไว้ด้วย ต้องมีมากกว่าแค่คำว่ารักอย่างแน่นอน อย่างที่คุณเมย์เลือกคุณลี่ เพราะเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ มีความสุข ทั้งที่ในช่วงนั้นงานของอีกฝ่ายยังไม่มั่นคงพอ แต่เพราะคุณลี่ไม่ใช่คนขี้เกียจ ขยัน ทำงานทุกอย่าง สร้างความมั่นใจที่จะฝากชีวิตไว้

ส่วนคุณลี่เองที่ตัดสินใจเลือกคุณเมย์เพราะทัศนคติที่ไปด้วยกันได้ แค่มองตาก็เข้าใจกัน เป็นกำลังใจให้คุณลี่ที่แบกรับแรงกดดัน กับสายตาของผู้ใหญ่รอบข้างที่เคยมาถามกับคุณเมย์ว่าคิดดีแล้วเหรอที่เลือกผู้ชายไม่มีฐานะอะไรคนนี้ และความกดดันนั้นเองสร้างแรงกระตุ้นให้เขาฮึดสู้ขึ้นมา เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเลี้ยงดูครอบครัวตัวเองอย่างจริงจัง จนมีความสุขกันจนถึงทุกวันนี้


ต้นกำเนิดแรงบันดาลใจในงานเขียน

คุณเมย์ยิ้มสดใสเอ่ยถึงจุดเริ่มต้นในการเขียนนิยายที่มีตั้งแต่สมัยประถม วัยเด็กที่ได้ดูละครจักรๆ วงศ์ๆ ในตอนเช้า ก่อเกิดแรงบันดาลใจจนเขียนเป็นเรื่องราว เล่าถึงเจ้าหญิงเจ้าชาย เขียนให้เพื่อนอ่านตามประสาเด็กๆ แล้วหายไป จนเริ่มจริงจังในเส้นทางนี้สมัยเรียนมหา’ลัย จากการลงเรื่องสั้น ในถนนนักเขียน จนได้ตีพิมพ์เรื่องสั้นครั้งแรก ต่อจากนั้นคุณเมย์ยังฝึกฝนเกลาปลายปากกา จนได้ตีพิมพ์นิยายเรื่องแรกกับสำนักพิมพ์สถาพรเป็นผลสำเร็จ

‘ก่อนนั้นเคยเป็นเลขา ต่อมาได้ไปทำงานโรงแรม ก็เขียนนิยายไปเรื่อย พอได้ตีพิมพ์ ก็รู้สึกว่าเราทำได้นะ เลยเริ่มเขียนต่อ’

เรื่องราวมากมายยังคงไหลออกมาจากปลายปากกาของคุณเมย์รวมเล่มหลายเล่ม จนตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อเป็นนักเขียนอย่างเต็มตัว โดยคุณลี่เองก็สนับสนุนความฝันภรรยา แต่ทว่าจุดพลิกก็มาอีกครั้งเมื่อทันทีที่ลาออกจากงานมาปุ๊บ คุณเมย์ก็ท้องปั้บ เรียกว่าต้องพักวางความฝันชั่วครู่เพื่อเลี้ยงดูทายาทตัวน้อยคนสำคัญ จะแอบเขียนก็คงไม่ไหวด้วยสภาวะอารมณ์คนท้องที่ง่วงนอนตลอดเวลา จนเมื่อน้องเจนิซ อายุได้ห้าขวบ คุณแม่เมย์ถึงได้กลับมาจับปากกาเขียนนิยายอีกครั้ง และเรื่องแรกจากที่หายไปนานก็กลายมาเป็นละครเตรียมรอออนแอร์ทางโทรทัศน์อีกด้วย

‘เราได้โจทย์จากสำนักพิมพ์ เขาอยากให้ทำซีรี่ย์ที่มีนักเขียน 5 คน เขียนเกี่ยวกับวีรบุรุษที่เห็นได้ในชีวิตจริง ก็เลยเลือกนักบิน แรงบันดาลใจของในเรื่อง มาจากเรื่องจริงสมัยสงครามโลก มีคนไทยที่เก่งมาก ขับเครื่องบินตกเสียชีวิต เลยดึงข้อมูลตรงนั้นมาดัดแปลง สอดแทรกอยู่ในเรื่องต่อ’

ในฐานะนักเขียนหลายคนคงรอดูตัวละครในนิยายออกมาโลดแล่นผ่านจอแก้ว แต่คุณเมย์ต้องขอดูทีหลัง เพราะเวลาฉายเป็นเวลาเข้านอนกับลูกน้อย ที่ถ้าขาดคุณแม่ไปก็ไม่ยอมนอนจริงด้วยสิ


ครอบครัวต้องร่วมมือกัน

ด้วยงานของคุณเมย์ที่อยู่บ้านทำงานเป็นนักเขียน หลายคนมักคิดว่าหน้าที่ภรรยาที่ดูแลบ้าน ดูแลลูกต้องเป็นของภรรยาเพียงคนเดียว แต่ไม่ใช่กับคุณลี่ ที่ถึงงานจะยุ่งวุ่นวาย ตารางงานอัดแน่นขนาดไหน แต่ถ้ากลับบ้านเมื่อไร ก็ต้องแตะมือเปลี่ยนตัวเพื่อให้ภรรยาได้พักผ่อนบ้าง

‘บางทีผมทำงานก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน งานเยอะ ยุ่งมาก แต่จะง่วงนอนยังไงกลับมาต้องเลี้ยงลูก บางทีเมย์ไม่สบาย หรือไปงานหนังสือ ผมก็ช่วยทำกับข้าว เลี้ยงลูกแทนได้ ผู้ชายบางคนเลี้ยงไม่เป็น สมัยก่อนคนจะมองว่าผู้ชายเป็นคนทำงาน ส่วนผู้หญิงเป็นแม่บ้าน แต่ปัจจุบัน ผู้ชายกับผู้หญิงก็ทำงานทั้งคู่ แต่ทำไมยังแบ่งว่าหน้าที่เลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของผู้หญิง ผมเจอผู้ชายหลายคนบอกชัดว่าไม่เลี้ยง เลี้ยงไม่เป็น มีเงินก็ให้แม่บ้านเลี้ยงแทน แต่เราสองคนจะรู้สึกว่าการให้คนอื่นมาเลี้ยงลูก พอเกิดอะไรขึ้นล่ะ จะไปโทษคนอื่นไหม เพราะงั้นเราควรเลี้ยงกันเองสิ ผิดพลาดอะไรจะได้โทษกันเอง ได้รู้ว่าความผิดพลาดเป็นเพราะเรานะ’

ไม่ใช่แค่คุณลี่ แต่ตัวคุณเมย์เองช่วยเหลือสามี ด้วยการมีความไว้ใจ พร้อมทั้งไม่เข้าไปก้าวก่ายในเวลาที่สามีกำลังทำงานหนักเพื่อครอบครัว จนเป็นที่น่าแปลกใจของเหล่าเพื่อนร่วมงานของคุณลี่มาก

‘เพื่อนร่วมงานเขาเคยถามว่าภรรยาไม่ว่าเหรอ บางทีหายไปเป็นอาทิตย์ ไม่เห็นโทรตามเลย มีแค่โทรถามว่าเป็นยังไง จะกลับมากินข้าวไหม จะได้เก็บไว้ให้ สุดท้ายนานไปพี่ลี่ก็รู้สึกว่าไม่ไหว ไม่ได้เจอหน้าลูก เลยเปลี่ยนสายงาน’

ฟังแล้วบางคนอาจจะตกใจว่าทำไมยอมขนาดนี้ คุณเมย์ยิ้มอธิบายชัดว่าอยู่ที่ความเข้าใจกันมากกว่า ต่างฝ่ายต่างรู้จักกันดี รู้ว่าเขาเป็นยังไง เราเป็นยังไง และควรทำตัวแบบไหน การเชื่อใจและไว้ใจกัน พอรู้ใจกันดี ก็กลายเป็นต่างขาดกันไม่ได้แทน เพราะมีภรรยาดี ทำให้สามีอยากกลับบ้าน และเพราะมีสามีดี ภรรยาก็อยากทำให้บ้านน่าอยู่มากขึ้น


ความหวานของนักเขียนนิยายรัก

คุณลี่หัวเราะร่วนทีเดียวเมื่อถึงประเด็นนี้แน่นอนล่ะว่าทุกคนมักคิดว่านักเขียนนิยายรักหวานๆ ต้องเป็นหญิงสาวแนวหวานๆ ตามผลงาน แต่กับคุณเมย์คนนี้ คุณลี่การันตรีเลยว่าตรงกันข้าม เห็นได้จากซีรี่ย์ที่ชอบดูก็แนวสืบสวนต่างประเทศอีกด้วย

‘เมย์เป็นคนไม่มีความโรแมนติกเลย เป็นผู้หญิงยุคเก่า เหมือนหญิงไทยโบราณ กระมิดกระเมี้ยนอยู่ในกรอบตัวเอง ไม่เปิดเผยความรู้สึก อยากบอกรักแต่ก็ไม่บอก แต่ไปสาธยายเป็นเรื่องเป็นราวในนิยายได้ ปกติผมจะไปกอดเขาตลอด และชอบพูดว่าไม่รู้ว่าจะแสดงความรักได้อีกเมื่อไร อยู่ๆ วันหนึ่งอาจเกิดเหตุอะไรขึ้นมา พอตายไปแล้วมาบอกว่าโอ้ย ฉันรักเธอมากเลยก็ไม่ทันเสียแล้ว ส่วนเขาก็นิ่ง แต่เอาไปเขียนในนิยายแทน เหมือนอยากบอกรักก็ไม่เอ่ยออกมาเอง’

การแอบฟ้องยังไม่จบ คุณลี่เล่าต่อทันทีไม่สนต่อรอยยิ้มเขินๆ จากคุณเมย์ที่ถูกสามีระบายความอัดอั้นตันใจนี้ตั้งแต่สมัยยังจีบกันใหม่ๆ

‘แสดงความรักออกไป เขาก็นิ่ง ช่วงหนึ่งผมคิดว่าเมย์เหมือนน้ำแข็งมากเลย ความรักแสดงไปฝ่ายเดียวเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ชีวิตคู่ต้องมีการให้และรับ อีกฝ่ายแสดงมาเราก็แสดงกลับ แต่ถ้าทำแล้วไม่แสดงตอบก็มีเริ่มคิดว่าคงไม่ได้แล้ว เสียเวลา พอดีผมคิดอีกแบบว่าไม่เป็นไร ผมจะเหมือนฝรั่งที่แสดงความรักกันตลอดเวลา เห็นคนอายุมากๆ เดินจูงมือกันน่ารักนะ ความรักไม่ได้แสดงด้วยคำหวาน แสดงด้วยกริยาท่าทางมากกว่า มันจะอยู่ได้นาน’

‘คือตอนนั้นคิดว่าเราก็ดูแลเขาในชีวิตประจำวันอยู่ แล้วพี่ลี่ไม่ใช่คนที่พอคบกันใหม่ๆ มาคอยเอาอกเอาใจ ทำนั่นนี่ให้ แต่เป็นคนที่เคยทำอะไรให้ ตอนนี้ก็ยังทำให้เหมือนเดิม ต่อให้อยู่มานานก็ยังเสมอต้นเสมอปลาย’

คำอธิบายนี้ดูจะทำให้สามีอารมณ์ดีขึ้นมาเชียว


ความประทับใจที่อยากบอก

‘พี่ลี่เป็นส่วนสำคัญในชีวิต ผลักดันให้ได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง ตอนนั้นยังไม่มีลูก ทุ่มเทกับงานเขียน เลยอยากลาออก พี่ลี่ก็บอกว่าเอาสิ พอลาออกมาปุ๊บ ก็มีลูก เขาก็ยังเป็นกำลังใจ เป็นคนผลักดันให้เราเดินมาถึงจุดนี้ ทุกวันนี้ก็ยังผลักดันอยู่ ก็อยากให้อยู่ด้วยกันไปนานๆ’

คุณเมย์เล่าถึงความประทับใจต่อสามีคู่ชีวิต ที่ถึงแม้จะเกิดอะไร สามีก็ยังคงคอยให้กำลังใจข้างๆ เสมอมา แม้จะเป็นจังหวะการเปลี่ยนครั้งใหญ่กี่ครั้งก็ตาม

‘การออกมาเป็นฟรีแลนซ์มันเสี่ยง ผมเองก็รู้ตรงนี้ดี มันต่างจากพนักงานประจำ ต้องดูแลรับผิดชอบหลายอย่าง แต่ถ้าเขาอยากทำก็ทำให้เต็มที่ บางคนอาจจะห้าม กลัวไม่มั่นคง แต่ผมว่าเมย์มีศักยภาพ แต่ด้วยนิสัย เลยไม่มีแรงผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ ของผมจะเป็นพวกกัดไม่ปล่อย งานต้องตามเดตไลน์ พลาดไม่ได้ แต่เขาจะต่างกัน แรงผลักเขายังน้อยไปนิด ผมนี่ผลักมาเป็นสิบปีแล้วนะ ก็พยายามจะเป็นแรงผลักดันให้เขาต่อไป’


คำหวานทิ้งท้าย

คุณเมย์: เป็นประโยคที่เคยเขียนเอาไว้ในเรื่องสั้นเรื่องแรกว่า ‘ความรักจะไม่มีวันตีจาก เพราะสายใยแห่งความเข้าใจได้ผูกมัดคุณไว้ด้วยกันแล้ว’

คุณลี่: เดี๋ยวนี้สายใยคงไม่ไหว เพราะตัวใหญ่ขึ้น คงต้องใช้เชือกหรือสายเคเบิ้ล