ฟิวส์-กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุล & โอ๋-เพชรดา เทียมเพ็ชร

เพราะเธอคือเพื่อนคู่ชีวิต

ฉากหนึ่งในละคร ชายหนุ่มกล่าวว่า “ผมจะรักผู้หญิงคนนี้ไปจนวันตาย” แสดงถึงความรักอันมั่นคงที่มีต่อหญิงสาว ฉากนี้เกิดขึ้นในชีวิตรักนอกจอของดาวร้ายกับนางเอก ฟิวส์-กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุล และ โอ๋-เพชรดา เทียมเพ็ชร ซึ่งฝ่ายชายพูดในงานแต่งงานด้วยบรรยากาศราวภาพฝัน เพื่อยืนยันความรักที่มีมาตลอดสิบปีที่คบหากันและในชีวิตคู่ต่อจากนี้ตลอดไป 

 

ความเป็น ‘เพื่อน’

ทั้งคู่เริ่มต้นจากความเป็น ‘เพื่อน’ ที่สนิทสนมจากการทำงาน โอ๋เป็นนางเอก ส่วนฟิวส์เป็นดาวร้ายที่พ่วงด้วยหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับ เป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน จุดที่สร้างโอกาสให้ได้พูดคุยกันมากขึ้นเริ่มจากข้อความที่โอ๋ส่งถึงเพื่อนทุกคนในกลุ่ม แต่ฟิวส์คิดว่าส่งถึงตนเองคนเดียวจึงส่งข้อความตอบกลับ ส่วนโอ๋ก็โต้ตอบโดยไม่ได้คิดอะไร

ระยะเวลาผ่านไปทั้งคู่ยังคงเป็นเพื่อนกัน กระทั่งได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง และต่างไม่มีแฟน ฟิวส์ซึ่งสนใจในตัวโอ๋มาก่อนจึงเริ่มจีบในแบบฉบับของตัวเอง “เราเล่นละครด้วยกันหลายเรื่อง มีละครเรื่องหนึ่งที่เราต้องถ่ายทำตลอดเจ็ดวัน มีบ้างที่เราแอบถามพี่ๆ ว่าโอ๋มีแฟนหรือยัง แต่ตอนนั้นเขามีแฟน หลังจากนั้นก็เว้นระยะเวลาผ่านไปสักพัก ได้กลับมาเจอกันในวันที่ต่างคนต่างไม่มีแฟน ถ้าเสี่ยวหน่อยผมก็อยากจะเรียกว่า มันคือพรหมลิขิต เพราะเราเริ่มจากการเจอกัน เราเคยแอบมองเขาแล้วก็ไม่รู้สึกอะไร ก็เว้นว่างหลายปีกว่าจะกลับมารู้สึกกับเขาอีกครั้ง อีกอย่างคือเราเป็นคนต่างจังหวัดเหมือนกันเลยมีประเด็นที่คุยกันแล้วคลิกกันได้ง่าย คุยกับโอ๋แล้วสนุก”

สำหรับโอ๋คิดว่า “เราเป็นคู่กัดกัน เวลามีงานเราจะเป็นคู่ที่ทุกคนเชียร์ให้จิกกัดกันด้วยคำพูดตลอดเวลา ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไร จนวันหนึ่งที่เราสงสัยว่าคนคนนี้จีบเรา ก็แอบคิดว่าเราจะเถียงกันเหมือนก่อนหน้านี้ไหมแต่กลายเป็นว่าไม่ใช่เลย”


เริ่มสานสัมพันธ์รัก

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น โดยฟิวส์ไปรับส่งโอ๋ตลอดแต่ก็ปฏิบัติเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่คอยดูแลกัน “เราคุยกันประมาณหนึ่งปี โชคดีที่ผมเจอเขามาก่อนหน้านี้ทำให้เรียนรู้กันง่าย เราเห็นกันมาตลอดว่าธรรมชาติของเราเป็นยังไง ส่วนธรรมชาติของเขาคือใสๆ แบบนี้เลย เราชอบอะไรคล้ายๆ กัน ส่วนปัจจัยภายนอกเราก็ต่อสู้กับอะไรบางอย่างมาตลอดเพราะตอนที่เราจีบเขาเราเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ จะถูกตามมาตลอดว่าจีบนางเอกเลยเหรอ วันหนึ่งผมขับรถไปส่งโอ๋ที่คอนโดก็เล่าให้เขาฟัง โอ๋ก็ตอบกลับมาซึ่งทำให้ผมรู้สึกดี คือ ‘นางเอกก็คนนะ เดี๋ยววันหนึ่งก็ไม่ใช่แล้ว จะไปซีเรียสอะไรล่ะ’ ผมคิดว่าเขาเป็นจิ๊กซอว์ที่เติมเต็มชีวิตคู่และทำให้เรารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ใช่ อีกอย่างคือเราเริ่มจากความเป็นเพื่อน มันทำให้เราเหมือนกับเป็นทุกอย่างของกันและกัน เราเป็นเพื่อนคู่ชีวิตกัน เรามีทุกสถานะให้กัน”
โดยฟิวส์เป็นคนที่ชอบดูแล เช่น เวลาไปปาร์ตี้จะถามโอ๋ว่า ‘แกขับรถได้หรือเปล่า เดี๋ยวเราขับให้ก็ได้’ ซึ่งเขาบอกว่าเพียงแค่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ก็มีความสุขแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นก็คุยกันเรื่อยมา ชวนไปกินข้าว มีช่วงหนึ่งโอ๋ชอบดื่มชา ฟิวส์ซึ่งดื่มชาไม่เป็นก็เริ่มศึกษาจากการอ่านหนังสือ ไปสำรวจร้านที่มีมุมสวยๆ และคิดว่าโอ๋น่าจะชอบ ทั้งที่ไม่รู้หรอกว่าการลิ้มรสชาเป็นอย่างไร แต่เขาดูบรรยากาศแล้วคิดว่าต้องดี จึงมีร้านที่เป็นจุดนัดพบกัน นับเป็นส่วนหนึ่งของการได้เจอกันและค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ขึ้น



เป็นแฟนกันนะ

ทั้งคู่เล่าถึงบรรยากาศและความรู้สึกในวันที่ตกลงคบกันเป็นแฟน ฟิวส์เป็นผู้ชายที่จดจำในทุกรายละเอียด เขาเล่าราวกับเรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน “วันที่เราตกลงคบกันต้องไปทำงานด้วยกัน โดยตกลงกันว่าวันนี้เราคบกันแล้ว ความรู้สึกของคนที่ขับรถไปรับกับความรู้สึกของคนที่รอให้มารับจะรู้สึกแปลกๆ มันแตกต่างจากความรู้สึกตอนยังไม่ตกลงคบกัน วันนั้นระยะทางที่ไปรับเขาจนไปถึงที่งาน เราเขินจนไม่มองหน้ากันเลย เราได้รู้ว่าเวลามีความรักมันรู้สึกแบบนี้นี่เอง”
โอ๋บรรยายภาพขณะรถติดในวันนั้นว่า “ตอนที่รถติดเราก็นั่งมองออกไปข้างนอก ไม่กล้าหันมามองทางเขาเลย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน รู้สึกทำตัวไม่ถูก เก้ๆ กังๆ” ฟิวส์เสริมในทันทีว่า “ผมเชื่อว่าคู่รักทุกคู่ในช่วงเวลาแบบนี้คงอยากให้รถติด ติดนานแค่ไหนก็มีความสุข แล้วการเดินเข้าไปในสถานที่ที่มีคนเยอะๆ เราทั้งคู่ก็จะรู้สึกแปลก ว่าเขาจะยืนอยู่ตรงไหน ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะบอกกันว่าเลิกงานแล้วเจอกันนะ แค่นั้นจบ วันนั้นตอนกลับก็ขับรถกลับทางเดิม รถก็ติด ตอนนั้นมีเด็กมาขายลูกโป่งเราก็ซื้อให้เขา ก็เป็นวันที่เมื่อนึกถึงทีไรก็รู้สึกดีเสมอ”


ปัญหาของชีวิตคู่

ระยะเวลาที่ทั้งคู่ศึกษาเรียนรู้กันมาตลอดสิบปี ทำให้รู้ว่าต่างฝ่ายนั้นชอบหรือไม่ชอบอะไร และพูดคุยกันในทุกๆ วัน เพื่อให้อีกฝ่ายได้บอกเล่าเรื่องราวที่พบเจอมา เป็นการส่งต่อความรู้สึกที่โอ๋เป็นฝ่ายดูแลฟิวส์ เพื่อแบ่งเบาภาระงานที่ฟิวส์อาจแบกไว้ให้คลายลง “ส่วนใหญ่เราจะคุยกัน เวลารู้สึกว่าเจอเรื่องที่ไม่ใช่ จะไม่ค่อยเก็บ เราจะคุยเพื่อเคลียร์กันเพราะถ้ามันถูกสะสมไว้เรื่อยๆ วันหนึ่งมันระเบิดแล้วจะไม่ดี โอ๋ไม่ชอบที่จะต้องเก็บเรื่องนั้นเรื่องนี้” โอ๋กล่าว
ฟิวส์ยังบอกอีกว่า “เราไม่มีเรื่องที่ทะเลาะกันเลย จนถึงวันนี้ก็ไม่มี โดยพื้นฐานของเราไม่ชอบการขึ้นเสียงใส่กัน ซึ่งโชคดีที่โอ๋เขาไม่เป็นแบบนี้ คือในขณะที่เรื่องกำลังดำเนินไปถึงจุดที่จะนำไปสู่การทะเลาะ ผมจะหยุดแล้วใช้จังหวะนั้นเล่นมุขกลับไป พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งเขาก็จะขำทันที คือผู้ชายต้องหาจังหวะเองพอจับจุดได้ให้รีบพลิก จากโกรธจะกลายเป็นขำ แล้วเราก็จะพยายามทำให้เขาลดความโกรธลงทันที แต่ถ้าเริ่มไปถึงจุดที่มากกว่านั้น เราก็จะหยุดก่อน”



การแต่งงาน

สถานที่จัดงานแต่งงานของทั้งคู่คือ ‘วังตะไคร้’ อันเป็นสถานที่ในความทรงจำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ ในช่วงแรกที่ตกลงคบกันแต่ยังไม่ค่อยมีใครรู้ ฟิวส์ถ่ายละครอยู่ที่วังตะไคร้ โอ๋จะแวะไปหาจึงผูกพันกับสถานที่แห่งนั้น “เราคิดว่าอยากจัดงานแต่งงานในสวนหรือสถานที่ที่มีต้นไม้เยอะๆ ซึ่งไม่คิดว่าจะได้รับอนุญาตให้จัดงานที่วังตะไคร้ เราดีใจมาก และพยายามจัดการจนสำเร็จ อาจเป็นเพราะเราทั้งคู่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการแต่งงาน เพราะหลายๆ คนอาจจะคิดว่าจัดให้เสร็จๆ ไป แต่สำหรับโอ๋คือระยะเวลาการคบกันของเรานั้นยาวนานมาก การที่จะจัดงานสักหนึ่งงานเพื่อให้เป็นความทรงจำระหว่างเรามันคุ้มค่ามาก มาถึงวันนี้โอ๋ยังคิดถึงวันนั้น มีหลายครั้งที่เพื่อนบอกว่า ‘คิดถึงงานแต่งงานของแกสองคน’ เรารู้สึกดีใจที่เขายังจำทุกช่วงเวลาในวันนั้นได้ เพราะเราคิดเอง ทำเอง โอ๋ไม่รู้ว่าความสมบูรณ์แบบในงานแต่งงานของคู่อื่นเป็นอย่างไร สำหรับเราในช่วงพิธีหมั้นคือพิธีการตามประเพณี ส่วนในงานเลี้ยงมันคือรูปแบบของเรา โอ๋เลยวางทุกอย่างตามสไตล์ที่เราชอบ อย่างงานอื่นเขามีตัดเค้กแล้วโยนดอกไม้ งานเราคือปั่นจักรยานมาแล้วโยนดอกไม้เลย เขาก็ถามว่าทำไม คือโอ๋อยากให้ช่อดอกไม้ที่โอ๋โยนขึ้นไปนั้นเห็นท้องฟ้า แล้วช่างภาพก็ถ่ายภาพนั้นได้จริงๆ โอ๋บอกเลยว่านี่คือสิ่งที่โอ๋อยากได้ เพราะมันคือความสุข ถึงวันนี้มีรุ่นน้องของฟิวส์เขาจะแต่งงานเรารีบบอกทันที่ว่าเดี๋ยวเราช่วย เพราะเรายังมีความสุขกับงานแต่งงานอยู่ ด้วยความที่โอ๋อินกับเรื่องราวความรัก เลยทำเพจ Youcameintomylife ในเฟชบุ๊คลงรูปงานแต่งงานไว้ เมื่อเวลาผ่านไปตอนเราอายุมากขึ้นก็ย้อนกลับมาอ่านไดอารี่นี้ได้”

ฝ่ายชายอย่างฟิวส์เล่าถึงการเนรมิตงานแต่งงานและความพยายามของเจ้าสาวว่า “โอ๋เป็นคนที่บ้าดีเดือดเพราะวันที่ไปดูสถานที่จัดงานนั้นมืดมากจนเราตกใจ แต่โอ๋ยืนยันว่าจัดตรงนี้ เราก็บอกว่าตอนกลางวันก็สวยดีแต่เราจัดงานกลางคืนนะ เราก็ดูกันว่าต้องใช้ไฟเท่าไร แต่แววตาของโอ๋มุ่งมั่นมากว่าฉันจะจัดงานที่นี่ ผมยอมรับในตัวโอ๋คือถ้าเขาจะทำอะไรสักอย่างต้องทำให้สำเร็จ เราเลยเริ่มจัดงานช่วงบ่ายๆ แล้วตอนที่แขกเริ่มเข้างานจะมีแสงช่วงพลบค่ำ ณ เวลานั้นคนที่มางานจะได้เห็นภาพของสองช่วงเวลา เราเคยคุยกันว่าถ้าจัดงานที่โรงแรม แขกที่มางานคงนึกไม่ออกว่าเคยไปงานแต่งงานของใครที่โรงแรมไหนบ้าง ซึ่งเราไม่อยากเป็นแบบนั้น”


ดูแลใส่ใจกัน

การดูแลเอาใจใส่กันนับเป็นสิ่งสำคัญของคู่รัก สำหรับคู่นี้ใส่ใจกันอยู่เสมอจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยโอ๋จะมีความสุขกับการได้ดูแลและรับฟังเพื่อแบ่งเบาเรื่องราวในการทำงานของฟิวส์ “เขาทำงานหนักมาก สิ่งที่เราจะทดแทนเพื่อให้ชีวิตสมดุล เพื่อไม่ให้เขาเครียดกับงาน คือเวลาเขากลับถึงบ้าน เราจะคอยถามเขาว่า ‘เป็นยังไงบ้างวันนี้’ ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าเดี๋ยวจะมีเรื่องราวต่างๆ เล่าให้เราฟัง แต่ต้องคอยถามเขาเป็นประจำ เพราะเรารู้สึกว่าโยนมาให้เราบ้างก็ได้ อย่างน้อยเราก็ได้แสดงความคิดเห็นบ้าง หรือเวลาไปออกกองต่างจังหวัดหลังจากการทำงานก็อยากจัดหาที่พักไว้ให้เขาได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นเช้ามากินอาหารเช้า พอไปทำงานก็จะมีพลังตลอดทั้งวัน”
ฟิวส์ปลาบปลื้มกับการทำหน้าที่ของภรรยาที่ไม่ขาดตกบกพร่องแม้เดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด “ด้วยบรรยากาศกองถ่ายต่างจังหวัดเป็นทุ่งหญ้าร้อนๆ เราชื่นชมเขาตรงจุดที่พอเขามาส่งเราที่กองแล้ว หลังจากนั้นเขาสามารถดูแลตัวเองได้จนกว่าจะถึงสี่ทุ่ม ซึ่งตรงนั้นเรารู้สึกว่าเขาเก่งมาก โชคดีที่เขามีโลกส่วนตัว ขับรถคนเดียวไปทำความรู้จักร้านขนม ร้านกาแฟ พอตอนเที่ยงเราก็เจอกาแฟตั้งไว้ให้แล้ว ทีมไฟก็ได้กินขนมแล้ว เขาจะสนิทสนมกับชาวบ้านในพื้นที่ที่เราไปถ่ายทำ เรารู้สึกได้ว่าแฟนเราจิตใจดี เวลาเจอใครเขาก็รักหมด ก็ต้องขอบคุณเขาจริงๆ”



ประทับใจในกันและกัน

ฟิวส์ประทับใจโอ๋ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเพื่อนกัน ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกัน อาจเป็นสิ่งที่ทำให้มีเรื่องคุยกันในหลายๆ เรื่อง ทั้งยังชอบความมีน้ำใจของฝ่ายหญิงที่ต่างซื้อขนมมาฝากทีมงานพร้อมกันอยู่บ่อยๆ “ผมคิดว่าคนที่จะเป็นนางเอกคงถูกจำกัดมาให้เป็นแบบนี้ จนได้มาเจอโอ๋และได้คุยกัน ภาพแรกที่เราเห็นเขาคือหน้าตาน่ารักแต่พอได้คุยแล้วรู้สึกว่าน่ารักกว่าเดิม มีละครเรื่องหนึ่งสถานที่ถ่ายทำจะมีศาลาริมน้ำที่นักแสดงชอบไปนั่ง เวลาไปเจอกันที่นั่นเราไม่ต้องมีประโยคทักทายอะไรก็สามารถคุยกับเขาได้เลย พอเราเริ่มรู้สึกชอบเขาก็ยิ่งได้เห็นว่าเขาเป็นคนดี เป็นคนใสๆ ไม่มีพิษมีภัย ยิ่งได้รู้จักก็ยิ่งได้เห็นความโก๊ะของเขา แล้วก็มีความบ้านนอกนิดๆ เหมือนเรา ทำให้คิดว่าน่าจะไปกันได้ แล้วเราก็ได้เห็นวิธีคิดบวกของเขา เป็นคนไม่นินทาใคร เราหาแง่ลบในตัวเขาได้น้อยมาก พอเวลาผ่านไปแล้วมาเจอเขาอีกที เขาก็ยังเป็นโอ๋คนเดิมที่มีความคิดโตขึ้น ตอนนั้นเราก็โตขึ้นและเจอผู้คนหลากหลายเลยยิ่งรู้สึกว่าคนแบบนี้หายาก พอคุยกันก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องรักษาเขาไว้ให้ได้เพราะเราคงหาคนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

ส่วนโอ๋ชอบความเสมอต้นเสมอปลายที่ฟิวส์ปฏิบัติต่อเธอ ซึ่งในช่วงแรกเธอก็แอบคิดว่าเขาจะทำแบบนี้ตลอดไปหรือไม่ แต่ฟิวส์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขายังดูแลเธอมาจนถึงทุกวันนี้ อีกสิ่งที่เธอประทับใจในตัวเขาคือ “ฟิวส์เป็นคนไม่ฉวยโอกาส คุยกับเราได้ทุกเรื่องและไม่จู้จี้จุกจิก อีกทั้งเพราะเขาเป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกับเรา การคุยกันก็ง่าย คือโอ๋เป็นคนกลัวคนที่เข้ามาจีบ เราจะมีกำแพงเพราะโอ๋เป็นคนไม่ทันคน เวลามีคนมาจีบเราจะไม่กล้าไปกินข้าวด้วย แต่กับฟิวส์เรากลับรู้สึกว่าคลิกกันง่าย”


อยากบอกกันและกัน

โอ๋บอกความรู้สึกที่มีต่อสามี “ตลอดระยะเวลา 11 ปี ที่เรามีกันและกัน สิ่งหนึ่งที่รู้สึกคือความเสมอต้นเสมอปลาย ฟิวส์เคยเป็นยังไงวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น ถ้าให้พูดก็จะเหมือนในงานแต่งงานเลยค่ะ เพราะหลายคนมักพูดถึงช่วงโปรโมชั่นแต่สำหรับฟิวส์ไม่มีเลย เพราะเขารับส่งเราตลอดแม้เขาจะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม มีเหตุการณ์หนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ โอ๋ขับรถออกไปรับเขาโดยที่ไม่รู้สึกหงุดหงิดว่าทำไมต้องออกไปรับ โอ๋ยังบอกเขาเลยว่า ‘อ้วนรู้หรือเปล่าว่าตอนที่โอ๋ขับรถมารู้สึกว่านี่ผ่านมา 11 ปี แล้ว แต่ทำไมยังรู้สึกว่าขับรถมารับแฟนอย่างมีความสุขอยู่เลย’ คือความรู้สึกแบบนี้ยังไม่หายไป เรายังอยากไปรับส่งกัน สิ่งที่เขาเป็นอยู่ ณ วันนี้มันถ่ายทอดมาถึงเรา เขาเป็นคนที่ไม่เคยละเลยในรายละเอียด ทำทุกอย่างให้เราเห็นจนเราซึมซับสิ่งดีๆ และทำตาม”



ส่วนฟิวส์บอกความรู้สึกที่มีต่อภรรยาว่า “ผมโชคดี คือชีวิตหนึ่งเราเลือกได้ว่าจะอยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นคู่ ผมว่าอะไรบางอย่างข้างบนคงดลมาแล้วว่าผมต้องมีคู่ ชีวิตนี้เกิดมาแล้วต้องมีคู่ และเราคงอยากจะมีคู่ที่ดี เพราะว่าเราเห็นจากคุณพ่อคุณแม่ของเรา เห็นจากคนรอบข้างว่าการที่คนรักกันนั้นมีความสุขแค่ไหน ผมรู้สึกว่าผมเจอเขาแล้วผมก็ได้คบกับเขา แต่ตอนคบกันก่อนจะแต่งงานผมก็คิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งมันไม่ใช่เขา ผมจะหาคนแบบนี้ได้ที่ไหน ถ้าจะพลาดคงพลาดที่ผม ผมเลยบอกกับตัวเองทุกครั้งว่าต้องระลึกอยู่เสมอว่ามีอีกคนที่ต้องรักษาไว้ หลังจากวันแต่งงานที่เราใช้ชีวิตด้วยกันวันแรก ทุกคนบอกว่าความรู้สึกจะเปลี่ยนไป วันรุ่งขึ้นหลังจากแต่งงาน ผมออกไปทำงานด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เหมือนสิบปีที่ผ่านมาย้อนกลับมาใหม่ ความรู้สึกที่เดินเข้ากองถ่ายเราถามตัวเองว่าเราใช้คำว่าสามีแล้วใช่ไหม คือได้สัมผัสว่าการแต่งงานเป็นอย่างนี้นี่เอง ผมรู้สึกว่าชีวิตตอบโจทย์แล้ว โชคดีที่มีเขาอยู่ในชีวิต ได้เป็นเพื่อน เป็นแฟน และเป็นภรรยา”

นอกจากความรัก ความเข้าใจ และการเอาใจใส่กัน เหนือสิ่งอื่นใดคือสถานะที่มากกว่าสามีภรรยา ซึ่งทั้งคู่มอบให้กันนั่นคือ ‘เพื่อนคู่ชีวิต’