น้าติง - สุวัฒน์ & น้าบวบ จารุลัทธิ์

เรื่องรักนอกสนามของน้าติง ฮาร์ดคอร์

เสียงพากย์เฮฮาสนุกสนานทำให้เวลาดูกีฬาเราอินกว่าทุกครั้ง เจ้าของเสียงคุ้นเคยเหล่านั้นในวันนี้จะมาปรับลดโทนเร้าใจเพื่อเล่าเรื่องราวความรักในแบบฉบับลูกผู้ชายนักกีฬาของ ‘น้าติง - สุวัฒน์ กลิ่นเกษร’ ที่หลงรักสาวน้อยคนสวยร่วมรุ่น ‘น้าบวบ – จารุลัทธิ์ กลิ่นเกษร’ จนกลายมาเป็นคู่ชีวิตร่วมใจ มีพยานรักสองคนคือลูกชาย ‘ปอ – วสุ กลิ่นเกษร’ กับลูกสาว ‘ปุ๋ย – รุจา กลิ่นเกษร’ และพลพรรคสี่ขาแสนซนแสบซ่าประจำบ้านหลังนี้ เตรียมพร้อมกันให้ดีๆ เพราะครอบครัวนี้อินเลิฟ กันน่าดูเลยละ


วันที่เราได้พบกัน
     “เราเรียนคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ปีเดียวกัน จบรุ่นเดียวกัน แต่ไม่ได้รู้จักกันนะ มารู้จักตอนที่ทำงานเป็นอาจารย์ที่สาธิตจุฬา ต่างคนต่างได้รับการทาบทามมาทำงานเหมือนกัน ผมเป็นคนที่คนรู้จักทั้งคณะ ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง เป็นนักกิจกรรม ส่วนเขาเป็นเด็กเรียน”
     น้าติงเล่าอย่างอารมณ์ดีถึงแรกพบกับคู่ชีวิตในอนาคต ตอนนั้นเขายังนึกว่าสาวน้อยคนนี้คือรุ่นพี่ด้วยซ้ำ
     “เจอครั้งแรกที่สระว่ายน้ำ ผมไปสอนว่ายน้ำ พอเขาทักมา เราก็ไม่รู้จัก ยกมือไหว้ นึกว่าเขาเป็นรุ่นพี่ เพราะเรียกชื่อเฉยๆ คนที่เรียกแบบนี้ ต้องรุ่นพี่แน่ๆ ถ้ารุ่นน้องจะเรียกพี่ ถ้ารุ่นเพื่อนจะเรียกไอ้ ที่เรียกชื่อเฉยๆ ก็มี แต่ผมรู้จักไง”
     น้าบวบเล่าบ้าง “เราเคยเห็นน้าติงแต่ไม่รู้จัก รู้ว่าเขาชื่อสุวัฒน์ ชอบร้องเพลง แค่เดินเข้าประตูคณะก็มีเสียงมาละ นั่งอยู่สามคนกับเพื่อน เรียกว่าวันไหนถ้าได้ยินเสียงเพลงตามกำแพงก็รู้เลยว่าใคร”
     เรียกว่าความประทับใจแรกพบต่างเป็นศูนย์ แต่เมื่อได้มาพบพานกันอีกครั้งเพราะเป็นครูเข้าใหม่ที่ประจำชั้นเดียวกัน คนไม่ถนัดเรื่องงานเอกสารอย่างน้าติง ต้องมาขอลอกงานจากน้าบวบเสมอๆ ทำให้สนิทสนมกันมากขึ้น โดยมีเหล่าลูกศิษย์ช่วยเป็นกามเทพกลายๆ แต่เหตุการณ์ที่ครูหนุ่มพิชิตใจครูสาวจนได้ คือวันที่มีกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ ด้วยความเป็นนักกิจกรรม น้าติงจึงต้องรับผิดชอบหลายอย่างในงานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง แต่สาวน้อยข้างๆ กลับสังเกตเห็น
     “เขาเห็นผมทำงานวุ่นอยู่ ก็เอาผ้าเย็นมาให้ เอาน้ำมาให้ มาคอยช่วย ผมไม่เคยได้รับการดูแลแบบนี้มาก่อน เลยรู้สึกว่าคนนี้ดีจัง รู้ว่าเขาคิดว่าเราเป็นเพื่อนแหละ แต่ทุกทีที่ทำกิจกรรมต่างๆ ผมต้องดูแลตัวเอง เป็นคนนำ เวลาเล่นกีฬาก็เป็นหัวหน้าทีม ดูแลคนอื่น ไม่เคยมีใครมาดูแล แต่ครั้งนี้มี เลยรู้สึกดีๆ รู้สึกประทับใจ”
นับจากวันนั้น น้าติงเริ่มมองน้าบวบเปลี่ยนไป และอาศัยความใกล้ชิดในฐานะเพื่อนร่วมงาน หลอกไปส่งบ้าน ชวนไปดูเขาเล่นกีฬา ชวนไปทานข้าว เข้าหาด้วยความจริงใจ จนเมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็นความสนิทที่มีอะไรต่างเล่าสู่กันฟังเสมอ น้าติงเองก็อาศัยความสนิทนี้ ฝากเงินของตัวเองให้น้าบวบคอยดูแล เนื่องจากตัวเองใช้เงินเก่ง ต่างกับน้าบวบที่มีระเบียบในการใช้จ่าย
     “ตอนนั้นผมก็คิดเข้าข้างตัวเองนะ ว่าเขาคงชอบเราบ้าง เลยช่วยดูแลให้ แต่เปล่าเลย เขาช่วยดูแลเงินเพื่อนๆ ทุกคนเหมือนกัน พอเห็นเพื่อนๆ ไม่มีระเบียบในการใช้จ่าย เลยอาสาช่วยดูแล เอาเงินไปฝากธนาคารให้เหมือนกันหมด ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว”

ความประทับใจที่มีให้
     เพราะความสนิทสนม ความจริงใจที่มีให้กัน นานวันเข้าน้าบวบจึงเริ่มยอมรับว่าน้าติงเป็นยิ่งกว่าเพื่อนจนได้ ทั้งคู่คบหากันในฐานะคนรักโดยที่คนรอบข้างต่างให้กำลังใจ
     “เพราะเขาเป็นคนจริงใจ ซื่อสัตย์ มีเราคนเดียว ไม่เจ้าชู้ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เป็นคุณสมบัติที่เราพอใจ ไม่เคยตั้งเป้าว่าคนที่จะมาเป็นแฟนต้องหล่อ ต้องรวย เขาไปไหนกับเราได้ กินอาหารเหมือนๆ กัน มีแนวความคิดที่ไปกันได้ ไม่เสเพล แค่นี้พอละ” น้าบวบเล่าอย่างอารมณ์ดีถึงการเลือกคู่รัก
     “ส่วนผมมองว่าน้าบวบเป็นผู้หญิงที่ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ขี้โมโห ไม่เอาแต่ใจตัวเอง ผมมีเพื่อนๆ ผู้หญิงในคณะเยอะ เห็นมาหลายแบบ ตั้งคะแนนเต็มไว้แล้วติดลบลงเรื่อยๆ แต่เขาไม่มีอะไรให้ผมลบคะแนนได้เลย ไม่ได้พูดเพราะหลงเขา แต่เพราะไม่มีเหตุผลอะไรให้ลบคะแนน กลับกันด้วยว่าคะแนนบวกขึ้นเพราะความเอื้ออาทร เมตตาต่อคนอื่นๆ รักสัตว์ รักครอบครัว”
     เป็นคำตอบที่เรียบง่าย เมื่อต่างฝ่ายต่างคือคนที่ใช่ น้าติงยังคงสร้างความประทับใจในแบบเฉพาะ ในวันที่พาไปทานก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยร้านประจำ ด้วยความเคยชินเพราะกลับทางนี้ทุกวัน ครั้นเห็นรถเมล์สายเดิมผ่านมา น้าติงก็รีบวางเงินค่าก๋วยเตี๋ยวไว้บนโต๊ะ ก่อนจะวิ่งขึ้นรถเมล์ โดยลืมไปว่า ทิ้งแฟนสาวไว้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ยังดีที่นึกขึ้นได้เลยย้อนกลับมารับทัน ประกอบกับน้าบวบใจเย็นไม่ถือโกรธอะไร กลายเป็นเรื่องขำขันทุกครั้งที่นึกถึง




จากคู่รักสู่คู่ชีวิต
     “เขาทำให้ผมอยากทำตัวให้ดีขึ้น ตั้งใจทำงานพิเศษหาเงินเพื่อเขา อาจารย์รอบข้างเห็นว่าพวกเราอยู่ในกรอบไม่นอกลู่นอกทาง ก็สนับสนุน จนครบสี่ปี ผมก็ขอเขาแต่งงาน ผมไม่เคยบอกเลยนะ ว่าผมตั้งใจไว้ว่าแต่งงานแล้ว พาเขามาอยู่ด้วยจะทำให้เขาเดือดร้อนน้อยที่สุด น้าบวบมาจากครอบครัวที่อบอุ่นมาก ผมอยากให้อยู่ด้วยความสบายใจ อาจจะไม่ได้สุขสบายเหมือนบ้านเขา แต่พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ชีวิตผู้ชายคนหนึ่งจะทำให้ได้”
     ถ้อยคำเรียบง่ายแต่มุ่งมั่นและซื่อตรงอย่างยิ่ง ที่ยังคงทำจนถึงวันนี้ แต่ใครจะคิดล่ะว่าแค่หลังแต่งงานวันเดียว สามีหมาดๆ ก็สร้างความประทับใจอีกครั้งแก่ภรรยา ด้วยการลืมว่าแต่งงานไปแล้ว
     “ผมเป็นหัวหน้าทีมฟุตบอล แล้วทีมเก่งก็ต้องฝึกซ้อมเพื่อรักษามาตรฐานไว้ จัดงานแต่งวันอาทิตย์ พอวันจันทร์ไปทำงาน ซ้อมบอลปกติจนมืด ยังคิดว่านอนอยู่ที่ห้องพักในโรงเรียน ลืมว่าย้ายออกไปแล้ว และปกติผมอาบน้ำทีหลัง ให้คนที่มีบ้านอยู่ข้างนอกรีบอาบน้ำแต่งตัวกลับ นั่งคุยกับเพื่อนๆ ก็เอ๊ะ ลืมอะไรวะ อ้อ นึกได้ ตายละ ตอนนั้นไม่มีรถ ต้องนั่งรถเมล์มาต่อเรือหางยาวที่สะพานพุทธเพื่อเข้าสวน แล้วเดินเข้าในสวนต่อ พอไปถึงบ้านปิดเงียบเลย”
      “เรารู้อยู่แหละว่าน้าติงกลับไม่เป็นเวลา เตรียมกับข้าวไว้ ถ้ามาพร้อมกันก็กินด้วยกัน ถ้าไม่มาก็กินก่อน รอแบบนี้จนทุกวันนี้ ขนาดเกษียณแล้วนึกว่าจะได้สบายๆ จัดรายการประเภทไลฟ์สด สี่ทุ่มเริ่มไลฟ์ ห้าทุ่มเสร็จ เที่ยงคืนถึงบ้าน เราก็รอไปเถอะ”
เรียกว่าเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ


ปัญหาหลักของบ้านกลิ่นเกษร

     น้าติงเอ่ยถึงชีวิตคู่ที่ราบรื่นมาถึงปีที่ 36 ได้นั้น สิ่งสำคัญคือ ทั้งสองไม่มีสาเหตุอะไรให้ทะเลาะกันเลย ไม่มีเรื่องใหญ่โตให้ต้องกลุ้มใจ แม้ในบางครั้งอาจมีหงุดหงิดกันก็แค่แยกไปคนละมุม พออารมณ์ดีก็กลับมาหากัน ทำให้ชีวิตคู่ยืนยาว แต่น้าบวบยังแอบมีปัญหาอยู่นิดหน่อยตามประสาคนอยู่ด้วยกัน คือเรื่อง สามีชอบช้อปปิ้ง
     “คนอื่นมีแต่ผู้หญิงซื้อรองเท้า บ้านนี้สามีซื้อรองเท้ามาเต็มบ้าน ยิ่งรองเท้าผ้าใบลดเมื่อไรซื้อตลอด ที่บ้านมีห้องที่ยกให้ไว้ใส่เสื้อผ้าเขาเลย พอเราเห็นว่าเสื้อตัวไหนเขาใส่ไม่ได้จะยกให้คนอื่น น้าติงบอกว่าเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวฉันจะลดน้ำหนัก แล้วก็กองไว้อย่างนั้น”
     โดนภรรยาประกาศมาแบบนี้ สามีที่ดีจึงรีบอธิบายอย่างอ้อมแอ้ม
“ไม่ได้ซื้ออะไรขนาดนั้น จะเลือกเอาแค่ที่อยากได้จริงๆ เดี๋ยวนี้ซื้อน้อยลง แล้วผมก็ชอบซื้อให้เขาด้วย น้าบวบชอบซื้อผ้ามาตัดเอง พอผมไปเจอผ้าลายไทยสวยๆ ก็นึกถึง ซื้อไปให้ พอผมหาเงินได้ก็อยากซื้อของดีๆ ให้เขา อย่างรองเท้าซื้อให้ก็ไม่ใส่ แล้วเวลาผมซื้อส่วนมากจะเก็บไว้หลังรถเป็นปี พอเจอก็บอกเขาว่าซื้อนานแล้ว”
มิน่าล่ะ น้าบวบถึงว่าเจอของซื้อมานานแล้วบ่อยเหลือเกิน



ครอบครัวเฮฮากับรักอบอุ่น

     ผู้ชายบางคนยังมีความคิดว่างานบ้านและการเลี้ยงลูกให้ภรรยาทำ แต่บ้านนี้ สามีถือว่าต้องช่วยกัน ต่อให้เหนื่อยกลับมาจากงานข้างนอก ถึงบ้านต้องช่วยภรรยา เพราะเขาก็ทำงานเหนื่อยมาเหมือนกัน กลางคืนจึงเป็นภาระน้าติงที่คอยดูแลลูกๆ ให้ภรรยาได้พักผ่อนบ้าง ด้วยความรักความเอาใจใส่ที่มีให้เต็มเปี่ยม ครอบครัวกลิ่นเกษรจึงเป็นครอบครัวอบอุ่นจนถึงขั้นเฮฮากันทีเดียว
     “เราไม่มีแบบแผน ไม่มีหลักเกณฑ์ว่าลูกชายต้องแบบนั้น ลูกสาวต้องแบบนี้ สิ่งที่ภูมิใจคือความซื่อสัตย์ของลูกๆ พวกเขาไม่มีปัญหาเรื่องการเอาเปรียบใคร ที่บ้านเราคุยเล่น แหย่กัน ผมเป็นคนถูกกลั่นแกล้งเยอะแยะ ตัวจริงน้าบวบเป็นคนตลกมาก ลูกเล่นแพรวพราวกว่าผม พออยู่ข้างนอกดูเงียบๆ แต่อยู่ในบ้านจะเป็นตัวนำลูกๆ      เลยละ”
     “เขาก็พอกัน พ่อชอบแกล้งลูกๆ เราสอนเรื่องความซื่อสัตย์เป็นสำคัญ ลูกๆ จะรู้เลยว่า สอบตกแม่ไม่อาย แต่ทุจริตในการสอบ แม่อาย เราเป็นครู เวลาสอบต้องป้องกันไม่ให้นักเรียนทุจริต ถ้าลูกทำเองจะเอาหน้าไปไว้ไหน แต่ถ้าสอบตก ก็ไม่เป็นไร เด็กไม่ได้เก่งกันหมดทุกคน แล้วไม่เคยบังคับเลยว่าจะเรียนสายไหน ต้องจบมาเป็นอะไร ใครอยากเรียนอะไร เราให้อิสระ ให้เรียนแบบไม่กดดัน”


ประทับใจในการทำงาน
     ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีของงานพากย์ ชื่อน้าติงเป็นที่รู้จักของเหล่าแฟนคลับจำนวนมาก ตั้งแต่รุ่นเด็กจนถึงรุ่นใหญ่ ที่โตมากับเสียงพากย์สนุกสนานเฮฮานี้ เวลาไปไหนจึงมักมีเหล่าแฟนคลับรายล้อม เมื่อถามว่าประทับใจอะไรที่สุดในงานพากย์ที่ผ่านมา น้าติงตอบได้ทันทีว่าประทับใจหมด เพราะนี่คือการทำงานที่เขาทำด้วยใจรัก
     “ผมเริ่มจากพากย์กีฬาแห่งชาติ กีฬาเขตพิษณุโลก ขยับมาพากย์ซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ โอลิมปิก พอมีนักพากย์มากขึ้นก็ขยับไปทางอื่นแทน เพราะไม่อยากมีคู่แข่ง การมีคู่แข่งในสังคมไทยมักโดนวิจารณ์ ผมเป็นอาจารย์ เป็นคนนอกวงการ ส่วนใหญ่คู่แข่งเป็นคนในวงการข่าว เราทำพลาดนิดเดียวก็โดนตำหนิละ การที่ผมประทับใจทุกงานที่ได้ทำ ไม่ใช่เพราะมีเงินมาล่อ เราทำด้วยใจที่อยากทำ ทุกวันนี้เกษียณแล้วก็ยังมีงาน เพราะผมทำอย่างไม่เกี่ยงงอน ไม่ค่อยปฏิเสธ ยกเว้นเป็นกีฬาที่ไม่เคยรู้จัก สำหรับผม งานทุกอย่างเหมือนศิลปะที่ทำออกมาแล้วอาจมีคนชอบหรือไม่ชอบ แต่ผมก็ยังประทับใจในงานที่ทำ”
      น้าบวบภรรยาคู่ใจอยู่เคียงข้างเสมอแม้ในช่วงที่สามีถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง แต่ทั้งสองเลือกวางเฉย ไม่ไปต่อล้อต่อเถียงใดๆ ทำงานอย่างตั้งใจต่อไป
     “ผลกระทบด้านลบก็ดีอย่าง ทำให้เราได้รู้และปรับปรุงตัว ไม่ใช่แค่เอาแต่คำสรรเสริญเยินยอ ถ้าไม่เป็นความจริงก็ไม่ต้องสนใจ เหมือนภูเขาที่แข็งแกร่ง อย่าหวั่นไหวกับคำติฉินนินทา และอย่าหวั่นไหวกับคำสรรเสริญเยินยอ ทุกวันนี้น้าติงมีลูกศิษย์ในวงการพากย์เยอะ ได้รางวัลนักพากย์ ก็ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นลูกศิษย์น้าติง”
ปัจจุบันนี้น้าติงยังคงใช้ชีวิตเรียบง่ายเช่นเดิม ไม่เคยคิดทวงบุญคุณใคร อีกทั้งมีคำแนะนำเสมอแก่เหล่าผู้มีใจรักในการพากย์ว่า
     “การทำงานพากย์ ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จเหมือนกันหมด 1. ต้องมีโอกาส คือโอกาสในการเข้าไปทำ 2. มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ 3. มีโชค คนไม่ชอบเยอะก็เกิดไม่ได้ พี่เป็นคนดัง แต่น้องที่พากย์ด้วยกลับไม่ดังก็มี ถึงต้องมีโชควาสนาร่วมด้วย”



ฝากถึงคู่ชีวิตทุกคน

     “อย่าคิดถึงตัวเอง คิดถึงสิ่งที่เราต้องทำให้เขาดีกว่า และสิ่งที่เขาเคยทำให้เรา คิดถึงที่เขาเสียสละมาอยู่กับเรา ไม่เปรียบเทียบภรรยากับใครเพื่อทำให้ตัวเองเบื่อครอบครัว ผู้ชายเวลาไปเจอผู้หญิงคนใหม่ที่ไม่ใช่เมียตัวเองอะไรๆ ก็ดีทั้งนั้น แต่ลองนึกถึงคนที่อยู่ข้างหลังว่า ที่ผ่านมาเขาทำอะไรให้ดีกว่าคนที่เราเจอตรงหน้าอีก น้าบวบไม่เคยมายุ่งโทรศัพท์ ไม่มายุ่งเรื่องงาน เขาให้เกียรติผม ผมก็ให้เกียรติเขา”
     น้าติงมองว่าผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว การเผลอนอกใจภรรยาเป็นสิ่งที่พึงระวัง จะทำอะไรขอให้มีสตินึกถึงคนข้างหลังไหม ส่วนน้าบวบเองก็แนะนำผู้หญิงทุกคนเช่นกัน ว่าการจะเป็นภรรยาที่ดีให้บ้านอยู่ได้นานนั้นคือการไว้ใจกันและกัน
     “เราต้องให้เกียรติสามี เหมือนที่เขาให้เกียรติเรา การให้เกียรติแสดงถึงการไว้ใจ เราต่างมีโอกาสทั้งคู่ น้าติงไปทำงานนอกบ้านก็เจอ ดารา พริตตี้เยอะแยะ คนอื่นบอกว่าน้าติงดีนะไม่วอกแวก ให้ลองนึกในมุมกลับ เราอยู่บ้านคนเดียวนะ เราไม่ทำ เพราะให้เกียรติและซื่อสัตย์ สามีไม่ได้ไปสำมะเลเทเมาที่ไหน ออกไปทำงานให้ครอบครัว ภรรยาก็ดูแลบ้าน ดูแลลูก หรือกลางคืนมีผู้หญิงโทรศัพท์มา ไม่สนใจเพราะถือว่าเขาเป็นคนมีเกียรติ ไม่นอกลู่นอกทางแน่นอน ถ้าสมมติเกิดขึ้นจริง ให้คุยกัน เราไม่รับสถานะสองบ้าน เลิกเลย เห็นมาเยอะแหละ เรื่องคาราคาซังแบบนี้”


ของขวัญแด่เธอ
     จากวันที่น้าติงขอน้าบวบเป็นภรรยา ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่ติดค้างในใจเสมอมา ทุกวันนี้น้าติงจึงทำตามความตั้งมั่นในใจด้วยการดูแลและให้เท่าที่จะให้ได้แด่ภรรยาคนนี้
     “เขาซื้อทองให้ทุกปี เพราะตอนขอเราแต่งงาน ยังไม่ค่อยมีเงิน มีให้แค่แหวน 50 สตางค์ เงินหนึ่งหมื่น พอเวลาไปงานแต่งอื่น รู้ว่าสินสอดเป็นแสน น้าติงก็จะนึกถึงเราทุกที เลยชดเชยให้ด้วยการซื้อทอง แล้วมาบอกว่าฉันหมั้นเธอผ่อนส่งละกัน ซื้อให้จนบอกว่าพอเถอะ เป็นคนไม่ชอบใส่ด้วย ไม่รู้จะเก็บไว้ไหน และเขาชอบซื้อดอกไม้ให้ แต่ไม่ให้เองนะ ต้องไปฝากยามเอามาให้ เป็นคนหวานๆ แบบนี้ล่ะ


ขอบคุณที่ได้รักกัน
     ก่อนจากกัน เราขอให้น้าติงและน้าบวบพูดถึงความในใจที่มีต่อกัน รอยยิ้มเขินๆ ของทั้งสองตอนมองหน้ากันนั้นทำให้ประโยคต่อไปนี้ ดูน่ารักหวานๆ มากขึ้นจนเขินตามแล้วสิ
     น้าบวบ : ขอบคุณที่ดูแลเรามาอย่างดี รู้ว่ารักเรามาก แม้บางทีการกระทำจะไม่ถูกใจในบางอย่าง แต่รู้ว่าที่ทำนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรัก น้าติงเป็นผู้ชายที่รักผู้หญิงคนหนึ่งสุดหัวใจเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักได้ รักโดยไม่มีเงื่อนไข รักแบบบริสุทธ์ใจ ไม่หวังจะได้เกียรติยศชื่อเสียงหรือเงินทองจากเรา หวังแค่เป็นผู้ให้แก่เรา ขอบคุณในสิ่งเหล่านี้มากๆ ไม่คิดว่าจะมีผู้ชายคนไหนรักเราได้เท่านี้ ดีใจที่ได้เจอ มีความสุขดีที่ได้อยู่ด้วยกัน
     น้าติง : การที่ได้อยู่กับเขา ผมมีความสุข เวลาไปไหน ทำอะไร จะนึกถึงเขา ว่าของนี้เหมาะกับเขาไหม อาหารอร่อยเขาจะชอบไหม วันไหนที่ผมไปทำงานกลางคืนแล้วเขาอยู่คนเดียวจะรีบกลับมาบ้าน เราอยู่ด้วยกันมานาน ชีวิตผมไม่มีอะไรสะดุด อยู่กันไปเรื่อยๆ พอใจมากแล้ว ผมได้เจอผู้หญิงที่ถูกใจที่สุดแล้ว น้าบวบยังสวยอยู่ตลอด เจอคนที่เราชอบที่สุด ถูกใจทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรอีกแล้ว มีแค่รักเขามาก ถ้าให้พากย์ ก็คงสนุกสนาน อารมณ์ดี มีความสุข เหมือนที่ได้เจอกันในวันแรก