ปอปี้ เกษสิรินภัชร์ จรัณยวัฒน์ & เนติ์ ธนพันธ์ อิ่มอุไร

แกนกลางรักเราคืออดทน

แรกเริ่มของการพบเจอกันอาจเป็นเรื่องบังเอิญ แต่การกระทำหลังจากนั้นเปี่ยมด้วยความตั้งใจ
บางคนอาจสงสัยกับความคุ้นเคยที่มีให้ใครบางคนตั้งแต่แรกเจอ หรือว่าเราเคยพานพบกันมาก่อน
แรกพบสบตาของคู่รักนักดนตรี ปอปี้ – เกษสิรินภัชร์ จรัณยวัฒน์ และ เนติ์ – ธนพันธ์ อิ่มอุไร คือการพบกันในงานวันเกิดของเพื่อนรุ่นพี่ ความสัมพันธ์อันดีจะไม่ก่อเกิดหากเขาและเธอไม่ประทับใจกันตั้งแต่แรกเห็น หรือหากเธอไม่สังเกตว่าเขาไม่ค่อยสบาย และไม่ใส่ใจซื้อยามาให้เขาในวันนั้น ซึ่งฝ่ายชายป่วยจริงแต่ก็แอบอยากลองใจว่าเธอจะสนใจกันบ้างหรือเปล่า จนเมื่อปอทำตามเสียงของหัวใจ ซื้อยามาให้เขาพร้อมกับบอกว่า ‘จะป่วยใช่ไหม กินยานะจะได้หาย’ นั่นเป็นประโยคที่ช่วยเปิดประตูหัวใจทั้งสองบานให้มีโอกาสได้ทำความรู้จัก รู้ใจกัน
เนติ์เข้าหาฝ่ายหญิงอย่างมีมารยาทโดยขอเบอร์โทร. ผ่านเพื่อนให้ขออนุญาตหญิงสาวว่ายินดีให้ทำความรู้จักมากขึ้นไหม “ให้สิ ณ เวลานั้นปอก็บอกไม่ถูก คือเราเป็นนักดนตรีและ MC ก็เจอคนเยอะ แต่ไม่รู้ทำไมถึงถูกตาต้องใจเขาตั้งแต่แรกเจอ ก็ไม่ถึงกับหวือหวา แต่เหมือนมีเส้นใยบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับคนคนนี้” จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มถักทอเส้นใยแห่งสายสัมพันธ์
แม้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันปอจะมีชายหนุ่มอีกคนที่เฝ้าจีบเธออยู่ หลังจากปอและเนติ์พูดคุยกันทางโทรศัพท์ร่วมสามเดือน ชายหนุ่มผู้แน่วแน่และมั่นใจในความรัก เอ่ยถาม ‘ปอยังคุยกับทางนั้นอยู่เหรอ ปอเลือกเลยว่าจะคุยกับใคร’ แม้ฝ่ายหญิงจะงุนงงแต่ก็พอจะมีคำตอบในใจ “เขาเป็นผู้ชายที่คิดมาทั้งระบบจริงๆ คือทำยังไงก็ได้ที่จะไม่เสียหน้า แต่ปอก็ชัดเจน คือคุยกับพี่เนติ์และมีความรู้สึกดีๆ ให้เขาจริงๆ ปอรู้ตัวว่าเวลาเราคุยกับอีกคนหนึ่งนั้นมีความรู้สึกต่างกัน และสิ่งที่เขาทำก็ชัดเจน ปอไม่รู้สึกอึดอัดหากต้องเลือกใครสักคน นั่นเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น และไม่รู้จะเรียกว่าอะไร แต่รู้สึกเหมือนเคยเจอกันมาก่อนและต้องกลับมาเจอกันอีก” 

 

คู่รักสายธรรม
     จากการตัดสินใจครั้งนั้นจนถึงวันนี้ ทั้งคู่ผ่านช่วงเวลาความรักหลากรูปแบบ ทั้งช่วงโปรโมชั่นรักหวานชื่น ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ช่วงเปราะบางยามเจ็บป่วย ช่วงต่างคนต่างความคิด หลากอารมณ์หลายเหตุผล กระทั่งถึงวันที่ทั้งคู่หันหน้าเข้าหาธรรมะและนำมาปรับใช้ในชีวิต
     จุดเริ่มของการศึกษาธรรมะของทั้งคู่คือ ปอป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุมีอาการปวดหัว ปวดท้อง จนคุณหมอต้องให้มอร์ฟีน กระทั่งเนติ์ตัดสินใจนิมนต์พระมาทำพิธีบังสุกุล อาการของเธอกลับค่อยๆ ดีขึ้น หลังจากนั้นพี่ช่างแต่งหน้าที่สนิทกันแนะนำให้ทำบุญโดยบวชเนกขัมมะเจ็ดวัน หรือเป็นเจ้าภาพงานบวช เมื่อออกจากโรงพยาบาลเธอจึงชวนคุณแม่บวช เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เพราะในขณะที่ร่างกายยังไม่แข็งแรงดี แต่ระหว่างถือศีลเธอสามารถกวาดลานวัดตั้งแต่เช้าจรดเย็นโดยไม่มีอาการป่วยใดๆ นั่นเป็นแรงขับที่ทำให้เธอมีกำลังใจถือศีล ทำบุญ อย่างเต็มใจและตั้งใจทั้งที่ไม่เคยประพฤติปฏิบัติมาก่อน
     จากนั้นพี่คนเดิมแนะนำให้ไปวัดแห่งหนึ่งที่พิษณุโลก เมื่อพบกับหลวงพ่อและได้พูดคุยกัน ท่านแนะนำให้บวชที่วัดเป็นเวลาเก้าวันตลอดระยะเวลาสามปี ปอจึงบวชชีแบบปลงผม ทุกวันนี้เธอยังคงดำเนินชีวิตเช่นนั้นเป็นเวลาร่วมหกปี “พอเราไปวัดบ่อยขึ้น จากคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธรรมะเลย ก็ค่อยๆ ซึบซับคำเทศน์ของหลวงพ่อ เริ่มเรียนรู้ทีละบทสองบท และนำธรรมะมาใช้ในชีวิตจริง เกิดปัญญาบ้าง เจอความทุกข์บ้าง ทำแบบนี้มาตลอดจนถึงวันนี้ร่วมหกปี เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ก่อนเข้าวัดจนเข้าวัดด้วยกัน”
     ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับเมื่อเขาและเธอเริ่มศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ปีแรกที่เธอเข้าวัด เธอค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองของความคิด จากผู้หญิงที่เคยเอาแต่ใจ “ณ ปัจจุบันนี้ยังมีทะเลาะกัน แต่ว่าการทะเลาะของเราถ้าเทียบกับเมื่อก่อนก็เปลี่ยนเป็นพูดคุยกันมากขึ้น บอกเล่าความคิดเห็นของแต่ละคนที่อาจคิดไม่ตรงกัน ลองอยู่ห่างกันสักพัก ต่างคนต่างคิด เมื่อคิดได้แล้วค่อยพูดคุยกัน”


คลายปมรัก
     เส้นทางรักที่ทั้งคู่ร่วมเดินมาแม้ทุลักทุเลถึงขั้นจะเลิกรา แต่ก็พยายามเรียนรู้และเข้าใจในธรรมชาติของกันและกัน โดยใช้ความอดทนเป็นแกนกลางซึ่งเป็นสิ่งที่เนติ์เน้นย้ำ และปอก็เห็นด้วย “คนอื่นอาจสงสัยว่าทำไมมีชีวิตคู่แล้วต้องใช้ความอดทน เรามองว่าไม่ใช่แค่เรื่องชีวิตคู่ แต่ทุกความสัมพันธ์คุณก็ต้องอดทน ขับรถก็ต้องอดทนกับรถติด อดทนกับการทำงาน ถ้ามองให้ดีการอดทนไม่ใช่เรื่องแย่ กลับเป็นเรื่องดีๆ เพราะคุณจะได้รับสิ่งที่ดีจากการอดทน ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต”
ก่อนที่เส้นทางความรักของปอและเนติ์จะเดินมาไกลอย่างทุกวันนี้ ต่างพบพานและฝ่าฟันปัญหาร่วมกันมาโดยตลอด พอได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขก็เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายที่เติบโตมาในครอบครัวและการเลี้ยงดูที่แตกต่าง ช่วงอายุที่เริ่มคบหากันก็มีส่วนในการปรับตัวและใจเข้าหากัน ฝ่ายหญิงเป็นสายอารมณ์ ฝ่ายชายเป็นสายเหตุผล เนติ์มีความเห็นว่าหากต่างฝ่ายต่างยืนกรานก็ไม่มีทางคุยกันรู้เรื่อง
     อีกสิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันว่าช่วยลดปัญหา เช่น เรื่องความหวาดระแวง หึงหวง คือ การถือศีล 5 อันเป็นหลักพื้นฐานง่ายๆ ที่ทำให้ความรักของเขาและเธอลงตัว ทะเลาะเบาะแว้งกันน้อยลง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละคู่ว่าจะหาสิ่งใดมาเป็นหลักยึด “ศีล 5 เป็นสิ่งที่เราตั้งใจรับตลอดชีวิต เพราะศีลเป็นเหมือนกำแพงชั้นแรกสุดที่ทำให้คนเราเป็นคนจริงๆ สิ่งนี้ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์ ทุกคู่มีปัญหาแต่จะใช้เทคนิคอะไรให้ผ่านพ้นไปได้ คู่ที่ไม่มีธรรมะหรือธรรมชาติของความใจเย็นและความเข้าใจ อาจปรับตัวลำบากหน่อย เมื่อเข้าใจธรรมชาติแล้วก็ต้องคุยกัน ยอมรับกันและกัน ที่สำคัญคือต้องมีความอดทนเป็นแกนกลาง”
     ส่วนปอมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “สำหรับคู่เราพอถือศีล 5 ก็ไม่โกหกกัน ไม่กินเหล้า ไม่ห่วงว่าเขาจะมีคนอื่น คือตัดปัญหาที่ทำให้ปอโมโห หงุดหงิด หรือเหวี่ยงใส่เขาไปได้เยอะมาก ต้องเข้าใจว่าเราทั้งคู่เป็นนักดนตรีที่ก่อนหน้านี้อยู่คนละวง เราเชื่อใจเขาแต่ไม่เชื่อใจคนอื่น เรารู้สึกว่าผู้หญิงเข้าหาเขา และเขาไม่ค่อยระแวดระวังตัวเอง แต่เมื่อมีศีลเข้ามาประกอบก็ตัดข้อเหล่านี้ไปได้ ปอรู้สึกหมดห่วงกับเรื่องเหล่านี้ ถ้าเขาทำผิดก็ไปใช้กรรมของเขาเอง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกรรม เราเลยใช้ชีวิตง่ายขึ้น ปอว่าหลายๆ คู่ถ้าไม่มีศีลสักข้อจะทำให้ระแวงซึ่งกันและกัน เพราะถ้าเราไว้ใจอยู่ฝ่ายเดียวแล้วอีกฝ่ายไม่ได้ทำอย่างจริงจัง ก็ไม่มีประโยชน์”

คู่ชีวิตและมิตรร่วมงาน
     ตลอดเวลาหกปีที่คบกัน ทั้งคู่คิดว่าแค่รักและคอยดูแลกันเสมอก็เพียงพอแล้ว จึงไม่คิดถึงเรื่องการจัดพิธีแต่งงาน “ตอนแรกเราไม่คิดจัดงานแต่งงานเพราะมองว่าเป็นเรื่องเปลือกนอก ต่อมามีโอกาสถามหลวงพ่อว่าทำไมคนเราต้องแต่งงาน ท่านบอกว่าแต่งงานเพื่อสานต่อประเพณีที่ดีงาม และเป็นการบอกคุณพ่อคุณแม่แต่ละฝ่ายแบบถูกวิธี เราเลยตัดสินใจว่าจะจัดงานแต่งแบบเรียบง่าย คือแต่งงานในวัด เชิญญาติมาทำบุญเช้าและถวายเพล ซึ่งทางบ้านก็เข้าใจ และในวันงานทุกอย่างก็ออกมาเรียบง่าย” เนติ์กล่าว
    ภายหลังแต่งงาน แม้บทบาทจะเปลี่ยนจากแฟนสู่การเป็นสามี – ภรรยา แต่ทั้งคู่ยังพ่วงตำแหน่งเพื่อนร่วมงานด้วย เพราะทำวงดนตรี ‘The Red Carpet Band’ รับงานจ้างทั่วไป เนติ์ผู้ใจเย็นรับหน้าที่ประสานงานกับลูกค้า ส่วนปอศิลปินสาวสวยทำหน้าที่เอนเตอร์เทนผู้ชมหน้าเวที ทั้งคู่ยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน “แรกเริ่มที่ทำงานด้วยกันยังไม่มีปัญหา แต่พอเราโตขึ้นแล้ว ทำงานชิ้นใหญ่ขึ้น ความคิดเขาจะโตกว่า เป็นระบบแบบแผนมากกว่า ส่วนปอคิดวิธีลัดมากกว่า เมื่อทางละเอียดกับทางลัดมาคุยกันบางทีก็ไม่ตรงกัน มีข้อขัดแย้งกันบ้าง เขาเป็นคนละเอียดมากก็เลยช้า เพราะเขาจะค่อยๆ คิดประมวลผล แต่เราเร็วก็จะรู้สึกว่าทำไมเขาช้า เมื่อเราค่อยๆ ทำความเข้าใจวิถีชีวิตของอีกฝ่ายว่าเป็นอย่างไร ก็ค่อยๆ ดีขึ้น”


ประทับใจในเธอ
     ความรักที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้กันนั้นแฝงเรื่องประทับใจตั้งแต่วันแรกที่พบเจอ เหมือนมีบางสิ่งที่ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูดหรือถ่ายทอดเป็นตัวอักษรได้ เป็นความรู้สึกดีอันแสนพิเศษซึ่งจนทุกวันนี้ก็ยังคงอยู่ในใจทั้งสองดวง “ปอให้สัตย์ปฏิญาณแก่ตัวเองว่า จะไม่มีแฟนเป็นนักดนตรีอย่างเด็ดขาด ปอประทับใจพี่เนติ์เพราะเขาเป็นนักดนตรีที่ไม่เจ้าชู้ เป็นผู้ชายที่มีแบบแผน มีระบบความคิด คิดถึงเรื่องอนาคต คิดว่าจะทำอะไรต่อไป คือเป็นคนที่เราฝากชีวิตไว้ได้ วันแรกที่เจอเขาเป็นยังไง วันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น เขายังคงน่ารักและตลก ทุกครั้งที่เราเดือดร้อนเขาอยู่ข้างๆ เราเสมอ เขาเป็นคนที่รักและให้เกียรติครอบครัวมาก ยินดีเสียสละเพื่อผู้อื่น มีพื้นนิสัยและจิตใจดี ถ้าเราอารมณ์ร้อนเขาก็จะเป็นน้ำแข็งให้ปอค่อยๆ เย็นลง ข้อนี้สำคัญมากเพราะปอเติบโตมาแบบคนเจ้าอารมณ์ นอกจากธรรมะแล้วก็มีเขาคอยเป็นกระจกส่องให้ปอตลอด เขาจะคอยบอก คอยเตือนเรา คู่ชีวิตที่ดีไม่ใช่คนที่อวยกันอย่างเดียว ต้องเป็นคนที่กล้าบอกเมื่อเราทำผิด ไม่ใช่เอาแต่เข้าข้างเรา”
     ส่วนหนุ่มเนติ์ ชายหนุ่มพูดน้อยรู้สึกเขิน แต่คำตอบของเขาต่อจากนี้ช่างอบอุ่นและละมุนละไม “ปอมีความรัก ความอบอุ่น มอบให้มากกว่าเดิม ซึ่งสำหรับผมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ปอให้กำลังใจยามที่เรามีปัญหา นี่ล่ะครับความรัก”

บอกความในใจ
     ทั้งคู่ต่างห่วงใยกันและกัน โดยเฉพาะในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว นั่นคือเรื่องของการทำงานและสุขภาพ “ปออยากให้พี่เนติ์เครียดน้อยลง เขาตั้งใจทำงานมาก คิดเยอะทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เขาเป็นคนที่มีระบบระเบียบ เลยเครียดไม่รู้ตัว เขาชอบบอกว่าเขาเป็นนักคิด แต่เราสัมผัสได้ว่าเขาเครียดเกินไป แล้วก็เริ่มออกอาการด้านสุขภาพ ปอห่วงเขาเรื่องนี้ อยากให้เขาทำใจสบายๆ จะได้ไม่กระทบเรื่องสุขภาพ จะได้อยู่กันไปนานๆ”
     ส่วนเนติ์ห่วงใยเรื่องอารมณ์และจิตใจของภรรยา “อยากให้เขาใจเย็นลง เราเข้าใจในแง่ที่เขาทำงานหลายๆ อย่าง เวลาอยู่หน้างานที่ต้องตัดสินใจฉับพลันก็อยากให้เขาใจเย็นลง แค่นั้นครับที่อยากจะบอก จริงๆ เขาก็ไม่ได้ร้อนขนาดนั้น แต่อยากให้เขาเย็นลงกว่านี้”
     ปอเสริมท้าย “ปอเป็นคนเซนซิทีฟ คือไม่ได้หัวร้อน โกรธ โมโห แต่เป็นคนที่เสียใจง่าย เคยถามเขาว่าคิดว่าปอเป็นโรคซึมเศร้าไหม คือเราแอบกลัวตัวเองเพราะเศร้าบ่อย พอมีเรื่องมากระทบจิตใจ ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนที่เรารักหรือสนิทก็จะรับเร็วมาก”


ส่งต่อมุมมองรัก
     จากการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ปอมีมุมมองต่อความรักความสัมพันธ์ว่า ช่วงเริ่มต้นคบหาดูใจกันย่อมมีแต่สิ่งสวยงาม ต้องไม่ลืมว่ายิ่งคบกันนานอาจยิ่งหลงลืมบางเรื่อง มีคนใหม่ๆ เข้ามาเป็นบททดสอบมากขึ้น หากทั้งคู่ไม่หนักแน่น ความสัมพันธ์ย่อมสั่นคลอน ฉะนั้น ต้องอดทนถ้าตัดสินใจเลือกแล้ว อย่าคิดเพียงว่าเพราะตอนนั้นไม่มีตัวเลือกอื่น แต่ต้องมั่นใจว่าเลือกเพราะจะใช้ชีวิตร่วมกัน โดยไม่คาดหวังเรื่องระยะเวลาของความสัมพันธ์ จำไว้ว่าในทุกความสัมพันธ์ต้องใช้ความอดทน เพราะแม้แต่กับคนในครอบครัวเราก็ต้องอดทน ขณะที่แฟนหรือคนรักเป็นคนใหม่ที่เราเลือกเข้ามาในชีวิต เราต้องเริ่มจากการอดทนก่อนเพราะยังต้องเรียนรู้กันอีกมากมาย เราใช้เวลาเป็นสิบปีก็เรียนรู้คนคนเดียวไม่หมด เพราะแค่ตัวเราเองยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงเลย “อย่าคาดหวังให้ใครอีกคนที่เข้ามาในชีวิตคุณเป็นทุกอย่างที่คุณอยากให้เป็น เพราะตัวคุณเองยังเป็นแบบที่คุณต้องการทุกอย่างไม่ได้เลย ทำได้แค่ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ อดทน ค่อยๆ ปรับ ปอเชื่อว่าถ้ามันเริ่มต้นจากจุดที่ดีแล้วก็เหมือนการติดกระดุม เมื่อติดเม็ดแรกถูก เม็ดต่อไปก็ถูก” ปอกล่าว
     ส่วนเนติ์เน้นย้ำให้ “ใช้ความอดทนเป็นแกนกลาง และเข้าใจธรรมชาติของคนคนนั้น เวลาเขามีปัญหาก็ลงกับเรานี่แหละ เป็นแบบนี้ทุกคู่ครับ พ่อแม่เราเวลามีปัญหาก็งอนกัน ต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของเขาเป็นแบบนี้ แล้วก็อดทน เมื่อเวลาผ่านไปก็จะเข้าใจเอง ให้ใช้ความอดทนนำไว้”

     ความรัก... นอกจากความรู้สึกพิเศษเมื่อแรกพบ การกระทำหลังจากนั้นย่อมนำไปสู่ความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ องค์ประกอบของความรักในแต่ละคู่นั้นแตกต่างกัน ส่วนคู่รักนักดนตรีคู่นี้ประกอบด้วยส่วนผสม ‘ความรู้สึกพิเศษเมื่อแรกพบ ธรรมะจัดสรร และอดทนเป็นแกนกลาง’