เร จีรินทร์ชยา & หวาน ณวิพงศ์ วิรพุฒินันท์

สุขกับรักที่ไม่คาดหวัง

หากเธอนั้น ได้รู้อะไรบางอย่าง คนที่เคยเคียงข้าง บางอย่างได้เปลี่ยนไป อยากจะรู้ ว่าเธอรับได้หรือไม่ ฉันต้องทำยังไง เมื่อเพื่อนคนนี้เปลี่ยนไปเป็นรักเธอ

โลกมันกลม

หวาน : ผมเจอเรครั้งแรกที่งาน ‘วันศิลป์ พีระศรี’ ศิลปากร (15 กันยายน) วันนั้นผมไปเล่นดนตรี ตอนนั้นเขาเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ แล้วนัดเพื่อนๆ มาดูดนตรีที่งาน เราก็เลยได้เจอกัน แต่รู้สึกว่าเขาเคยเจอผมมาก่อนตั้งแต่สมัยที่ผมเล่นดนตรีอยู่ร้านแนวบลูส์เป็นบาร์เล็กๆ แถวถนนสามเสน แล้วเหมือนเขาตามไปดูผมเล่นดนตรีที่งานอาจารย์ศิลป์ (หัวเราะ)

เร : คือเราเคยเจอเขามาก่อน แต่เขาไม่รู้ตัว เราเคยเจอเขาตามถนนหนทาง (หัวเราะ) ก็ตลกดีเหมือนกัน มีครั้งหนึ่งเราเดินสวนกัน แต่เขาไม่ได้สนใจเรา เพราะตอนนั้นเราไปหาเพื่อนที่หอพักแล้วเหมือนกับว่าเขาพักอยู่หอเดียวกันกับเพื่อนเรา เรายังบอกเพื่อนเลยว่าที่นี่มีคนหน้าตาดีแบบนี้ด้วย (หัวเราะ) ก็ขำๆ กัน แล้วหลังจากนั้นมาเจอที่ร้านซึ่งอยู่ใกล้กับหอพักของเพื่อน เลยได้รู้ว่าเขาเป็นนักดนตรี ตีกลองอยู่ที่ร้านนี้นี่เอง วันนั้นเราแค่ดูเขาเล่นดนตรี ก็ไม่มีอะไร หลังจากวันนั้นมาเจอที่งานอาจารย์ศิลป์ เขาก็เข้ามาจู่โจม
หวาน : จำไม่ได้แล้ว เล่าสิ (ยิ้มเขิน)


บอกเลย... ฉันคอยอยู่

เร : (สบตากัน) เขาเข้ามาจีบแล้วขอเบอร์ เราก็ให้ไป ไม่ได้คิดว่าเขาจะโทรฯ มา พอดนตรีเลิกแล้ว นักศึกษายังอยู่กันในงาน แต่เขากลับไปแล้ว อยู่ๆ เขาก็นั่งตุ๊กตุ๊กกลับมากับเพื่อน แล้วเข้ามาหาเรา บอกว่าทำเบอร์โทรศัพท์หาย มาขอเบอร์เราใหม่ (หัวเราะ) เราก็งงเพราะเขากลับมาโดยที่ไม่รู้ว่าเราจะยังอยู่ในงานไหม นั่นคือจุดเริ่มต้นค่ะ ถ้าเขาไม่ดั้นด้นกลับมาก็ไม่น่าจะมีวันนี้

หวาน : ตอนนั้นที่นั่งตุ๊กตุ๊กกลับมาเพราะอยากโดนเด็กหลอก (หัวเราะ) แล้วก็คิดว่าเขาน่าจะยังอยู่ในงาน เรารู้สึกว่าเขาพอมีความสนใจในตัวเราอยู่บ้าง ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าอยากติดต่อ อยากคุย ก็เลยลองเสี่ยงดวงกลับไป เรียกว่าเขาโชคร้ายที่ยังอยู่ในงานนั้นจนเจอเรากลับมาอีกรอบ (หัวเราะ)

เร : จริงๆ ตอนนั้นก็ถือว่าเขาเป็นสเปกของเรา เพราะเราชอบผู้ชายผมยาว ตี๋ ตัวสูง เราปิ๊งเขาตั้งแต่เจอครั้งแรก พอเจอครั้งที่สองก็เริ่มถามตัวเอง เจอครั้งที่สามเราคิดว่านี่คือ destiny แล้ว (ยิ้ม)

หวาน : หลังจากนั้นเราก็เริ่มคุยแล้วคบกันมาร่วมๆ สิบปี

เร : ตอนที่เขาเข้ามาขอเบอร์ประมาณปี 2549 เรเรียนอยู่ปี 3 เท่ากับว่าเราคุยแล้วก็คบกันมา 7 ปี ตอนนี้เราแต่งงานกันมาได้ 4 ปี



ยิ่งโกรธ ยิ่งสวย

หวาน : เราแทบจะไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะกันเลย

เร : ใช่ค่ะ มีแค่ช่วงหลังมานี้ที่พอเรามีลูก บางครั้งเราเลี้ยงลูกแล้วเกิดอารมณ์หงุดหงิดขึ้น แต่เขาเป็นคนใจเย็น ก็เป็นโชคดีที่ทำให้เราไม่ค่อยมีปัญหากัน ส่วนใหญ่ถ้าเขาพูดหรือบ่นมากๆ บางทีก็เริ่มหงุดหงิดนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าน้อยมาก เพราะพอเขาหงุดหงิด เราก็จะเริ่มมีสติ เราไม่ใช่คู่ที่โวยมาโวยกลับ ถือว่าเราก็เลือกมาดีนะ (หัวเราะ) อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คู่เราไม่ค่อยมีปัญหาอาจเพราะว่าเรเป็นคนแมนๆ ด้วย คือ ไม่โทรฯ ตาม ไม่โทรฯ จิก ไม่วอแว เพราะเราไม่ชอบคนวอแว แต่ก็มีสมัยเป็นแฟนกันที่เขาวอแว คือเวลาเขาเมาแล้วชอบโทรฯ มา มีอยู่ปีหนึ่งวันวาเลนไทน์เขามาที่หน้าบ้าน เอาดอกกุหลาบมาให้ เขาบอกว่าที่จริงซื้อมาหลายดอกเลย แต่แจกสาวๆ ที่ร้าน แล้วเหลือมาให้เราดอกหนึ่ง (หัวเราะ)

หวาน : คือแจกมาเรื่อยๆ ครับ ดีว่าพอถึงบ้านเขาเหลือดอกหนึ่งพอดี (ยิ้ม) หลังๆ มานี้เรามีปัญหาบ้าง อย่างเรื่องเลือกสถานที่เที่ยว สถานที่กิน บางทีเขาลิสต์รายชื่อมาแล้วก็บอกให้เราช่วยเลือก เราบอกให้เขาเลือกเลยเพราะเราไปที่ไหนก็ได้

เร : อารมณ์เหมือนกับถามว่าจะกินอะไร แล้วตอบว่ากินอะไรก็ได้ คือบางทีจะไปเที่ยวด้วยกันเราก็อยากให้ช่วยกันคิด ช่วยกันเลือก
หวาน : มีบางทีที่เราเลือกว่าเอาแบบนี้สิ ไปที่นี่สิ เขาจะตอบกลับมาว่าไม่เอา ไม่ชอบ เราก็งงว่าแล้วให้ช่วยเลือกทำไม

เร : (หัวเราะ) จริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากให้เขาเลือก แต่เราแค่ตัดสินใจไม่ได้ แล้วอยากดูว่าเขาจะคิดแบบไหน เราจะได้ตัดสินใจง่ายขึ้น อยากให้มีโมเม้นต์แบบช่วยกันเลือกบ้าง บางทีเราดูคนเดียวมันก็เหนื่อย



เรียนรู้กันและกัน

เร : จากวันที่เป็นแฟนจนถึงแต่งงานแล้วมีน้องลันตา เราต้องมาเรียนรู้กันใหม่หมด เพราะเราไม่ได้ใช้ชีวิตคู่กันมาก่อนเลย พอมาอยู่ด้วยกันก็มีลันตา กลายเป็นครอบครัวที่มีสามคน พ่อ แม่ ลูก เขาทำหน้าที่ได้ดี และเราก็โชคดีที่เขาค่อนข้างเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ พอเรามีลูกเขาก็ดูแลดี เราได้เรียนรู้กันในมุมที่เราไม่เคยรู้มากขึ้น ตอนเป็นแฟนเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาชอบกินอะไร เขาก็คงไม่รู้เหมือนกันว่าเราชอบกินอะไร หรือถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เราก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง คือถ้าเขาไม่ถามเราก็ไม่พูด แต่พอมาแต่งงานแล้ว ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ถึงได้รู้ว่าเขาชอบกินแบบนี้ ทำไมวันๆ กินแต่บะหมี่ (หัวเราะ) ทำไมไม่กินน้ำพริกกับเรา มันก็จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ซึ่งตอนนี้เรามาโฟกัสที่ลูกมากกว่า เขาก็เหมือนกัน คือเป็นพ่อคนแล้วต้องขยันทำงานมากขึ้น เราเป็นแม่ก็ต้องปรับตัว

หวาน : ก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาว่าเขาทำอาหารไม่เป็น เขาก็ฝึกทำมาเรื่อยๆ จนผมกินได้ตลอด (หัวเราะ) ที่บ้านเขาถามว่ากินได้จริงเหรอ เราก็รู้สึกว่าอร่อยดีนะ ส่วนเรื่องของการใช้ชีวิตคู่หรือการเลี้ยงลูก บางคนมองว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แต่ผมกลับมองว่าอย่าไปคิดล่วงหน้า ถ้าจะมีก็มีเป็นปกติ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เพียงแต่ว่าเราต้องวางแผนในการดูแลเขาให้ดี เราโชคดีตรงที่เรเลี้ยงลูกเองคนเดียว ซึ่งเขาทำได้ดี เพราะจะเห็นว่าหลายๆ ครอบครัวมีปัญหาเรื่องการเลี้ยงลูก


ความผูกพัน

เร : เดี๋ยวนี้เวลาจะไปไหนก็ต้องยึดลูกเป็นหลัก อย่างวันหยุดนี้จะพาลูกไปทำอะไรดี ถ้าไปเที่ยวต่างจังหวัดจะมีกิจกรรมอะไรให้ลูกทำบ้าง ต้องเลือกโรงแรมที่มีกิจกรรมสำหรับเด็ก

หวาน : เมื่อตอนเขาหกเดือนเป็นช่วงที่เขาเริ่มกำมือ ผมเอาไม้กลองให้เขาจับเล่น ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะมีแต่คนถามว่าทำไมไม่ยอมสอนให้เขาตีกลอง ผมรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปสอน วัยนี้เขามีความสนใจในแบบของเขาแล้วเขาก็จะเลือกเอง อย่างเมื่อวานพาเขาไปเล่นสเกต ผมเองไม่ได้เล่นสเกตมา 20 ปีแล้ว เขาเริ่มตั้งแต่หัดยืน หลังจากนั้นประมาณเกือบๆ ชั่วโมง เขาก็เริ่มเล่นเอง ในช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสามขวบถ้าเราปล่อยให้เขาได้มีการเรียนรู้อย่างเต็มที่ เขาก็จะฝึกพัฒนาการของเขาได้เอง อย่างเวลาที่ลันตาหกล้มผมก็ไม่เข้าไปช่วย แต่ใช้วิธีเฝ้าดูเขาแล้วบอกว่าควรลุกขึ้นมาด้วยตัวเองยังไง

เร : เราจะคุยกันเรื่องวิธีเลี้ยงลูก ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะเชื่อใจเราและมอบหมายว่าหน้าที่นี้เป็นของเธอ แต่อาจมีบางทีด้วยความเป็นผู้ชายทำให้เขาอาจมองข้ามไป เราจะคอยบอกซึ่งเขาก็รับฟัง ทั้งๆ ที่เขาอายุเยอะกว่าแต่ก็ไม่ได้ใช้อำนาจจากวัยมาปิดกั้นความคิดเห็นของเราเลย



ไม่คาดหวังใดๆ ในรัก

เร : โดยส่วนตัวคิดว่าการที่เรามีบัดดี้ มีเพื่อน มีใครสักคนไว้พูดคุยหรือปรึกษาเรื่องต่างๆ ในชีวิตย่อมเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญของชีวิตคู่คือการเรียนรู้ที่จะปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะโดยพื้นฐานถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็ไม่ควรไปต่อ อีกเรื่องหนึ่งของการมีความรักคือการเผื่อใจ เราไม่ควรเอาชีวิตไปผูกติดกับใครคนนั้นมากจนเกินไป อย่าไปคิดยึดติดถึงขนาดที่ว่าเขาจะอยู่คู่กันกับเราไปตราบชั่วนิจนิรันดร์ เราต้องเผื่อใจไว้บ้าง เพราะมนุษย์ย่อมมีความเบื่อหน่าย หรือมีความสนใจในสิ่งใหม่ รวมทั้งช่วงอายุที่เปลี่ยนไปก็อาจทำให้ความชอบเปลี่ยนไป จากที่เคยชอบแบบนี้พออายุเพิ่มมากขึ้นก็อาจจะหันไปชอบอีกแบบหนึ่ง เราต้องมองว่ามันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่วันหนึ่งเราอาจเดินไปต่อด้วยกันไม่ได้ ทั้งหมดทั้งมวลคืออย่าคาดหวัง แล้วชีวิตคู่จะดำเนินไปได้เรื่อยๆ อย่าคาดหวังว่าชีวิตต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะพอไม่ได้อย่างที่ใจเราตั้งเป้าไว้ก็จะมีปัญหาตามมา

หวาน : เหมือนกับว่าพออายุเพิ่มขึ้นก็ต้องรักเมียมากกว่าเดิม (หัวเราะ) สำหรับคู่ของเราผมคิดว่าโชคดีอย่างหนึ่ง คือตั้งแต่เริ่มต้นมาเราคบกันแบบเพื่อน สิ่งสำคัญคือทัศนคติหลักที่สอดคล้องกัน เรื่องอื่นๆ ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหา ส่วนใหญ่ที่เห็นคู่อื่นๆ มีปัญหาก็เพราะทัศนคติไม่ตรงกันจึงเป็นสาเหตุให้สักพักหนึ่งต้องแยกย้าย เพื่อไปหาใครคนใหม่ที่มีความสอดคล้องกันมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องพื้นฐานของการที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ผมคิดว่าใครที่มีคู่ถ้าโชคดีก็อาจได้พูดคุยหรือทำความรู้จักกับคนมีทัศนคติตรงกัน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้มีช่วงเวลาที่ดีร่วมกัน


รอยประทับในหัวใจ

หวาน : ผมประทับใจเขาในเรื่องของมุมมองความคิดส่วนใหญ่ที่เป็นบวก แล้วเขาก็เป็นคนที่คุยด้วยได้ทุกเรื่อง รู้สึกว่าเขาแมนๆ ทั้งที่เราอายุห่างกันตั้ง 8 ปี หรือจริงๆ แล้วผมอาจจะโดนเด็กหลอกเลยตามเด็กไม่ทัน (ยิ้ม)

เร : เดี๋ยวก่อน เข้าข้างตัวเองตลอดเลยนะ ไม่คิดว่าเราโดนหลอกบ้างหรือไง (หัวเราะ) อันที่จริงเขามีความเป็นผู้ใหญ่มาก ทั้งที่อาชีพของเขาอาจจะดูไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพาย ความที่เขาเป็นนักดนตรีกลางคืนเราไม่ได้คาดหวังอะไร เขาเป็นคนที่มีความคิด แต่ตอนแรกที่รู้จักกันเราก็จะยังไม่รู้ความคิดของเขาเท่าไร สัมผัสได้แค่ว่าเขาเป็นคนนิ่งๆ ดูเป็นผู้ใหญ่ พออยู่ด้วยกันก็รู้สึกว่าความคิดของเขาจะล้ำกว่าคนในรุ่นเดียวกันนิดหนึ่ง พอเรามองอะไรคล้ายๆ กัน เรคิดว่ามันทำให้การใช้ชีวิตของเรานั้นง่ายขึ้น อย่างเวลาเราเจอปัญหาที่คิดว่ามันยาก จนเราถึงทางตัน แต่เขาก็พาเราเดินต่อไปได้ ซึ่งโดยพื้นฐานเขาเป็นคนใจเย็นแต่เราใจร้อนกว่า เลยรู้สึกว่าทำให้ชีวิตคู่ของเรามีความสมดุล




อยากบอกให้เธอรู้

หวาน : ฝากดูแลลูกด้วย (หัวเราะ)

เร : หมายความว่ายังไง เธอจะไปไหน (หัวเราะ)

หวาน : เราเข้าใจเขาเพราะเขาดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมง เวลาที่เราทำงานนอกบ้านดูเหมือนว่าเป็นการทำงานหนัก แต่ที่จริงแล้วเขาทำงานหนักกว่าเราเยอะ ก็อยากจะบอกว่า เข้าใจ และขอบคุณที่ดูแลลูกเป็นอย่างดี

เร : เหมือนกันค่ะ เขาทำงานหนักเพื่อเรา เพื่อลูก ก่อนหน้านี้ก็คุยกันว่าเราขอดูแลลูกอย่างเดียวนะ เพราะเราคงทั้งทำงานและเลี้ยงลูกด้วยไม่ได้ คนอื่นทำได้แต่เราทำไม่ได้ เขาก็ยอมทำงานหนักขึ้นสองเท่า แทนที่จะมีรายได้สองทางจากสามีและภรรยา เขาไม่เคยสร้างความหนักอกหนักใจให้กับเรา บางทีเรารู้สึกว่ามีปัญหา แต่คาแรคเตอร์ความชิลล์ของเขาทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ เลยคิดว่าคำขอบคุณเป็นคำที่ดีที่สุด ทำให้นึกถึงตอนแต่งงานที่พิธีกรถามว่ามีอะไรจะพูดกับเจ้าบ่าวไหม เราคิดไม่ออก ก็พูดแต่ว่าขอบคุณ รู้สึกขอบคุณที่เขาเลือกเรา เพราะเราก็ไม่ได้เพอร์เฟ็กต์อะไร


ตอบเธอ (ผู้เคยฟังเพลงวงพอง พอง)

หวาน : วงพอง พอง เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2539 มาถึงวันนี้ก็ 20 ปี ช่วงนี้เราก็เริ่มกลับมารวมตัวกัน อาจจะมีอัลบั้มพิเศษมาให้ได้ฟังกัน แต่ส่วนใหญ่อัลบั้มครบรอบของวงอื่นๆ เขาจะทำเพลงใหม่ แต่ของเราเอาเพลงเก่ามาทำ (หัวเราะ) ยี่สิบปีที่ผ่านมาถือว่าพอง พอง หายไปจากวงการ เด็กรุ่นใหม่ได้ยินเพลงแต่ไม่เคยรู้เลยว่านั่นเป็นเพลงของใคร เราจึงคิดว่าไหนๆ ก็ไม่มีใครรู้จักเราแล้ว เอาเพลงเก่ามาทำใหม่กันดีกว่า อย่างเพลง ‘เพื่อน’ ทุกคนคิดว่าเป็นเพลงของ ‘พั้นช์-วรกาญจน์’ เวลาที่เราไปเล่นคอนเสิร์ตก็มักจะล้อตัวเองว่าขออนุญาตนำเพลงของพั้นช์มาร้อง แต่ที่จริงแล้วเป็นเพลงของพอง พอง เราเลยมองว่าไหนๆ ก็มาทางนี้แล้ว เอาเพลงเก่าของเรากลับมาทำใหม่ดีกว่า ซึ่งในปี 2561 จะมีงาน 20 ปี ของวงพอง พอง เชิญติดตามได้ทาง Facebook : Pong Pong ครับ

...บทเพลงบรรเลงเคล้าคลอกับเสียงหัวเราะหยอกล้อของพ่อหวาน แม่เร และหนูน้อยลันตา สัมผัสได้ถึงบรรยากาศรักเมื่อครั้งวันวานที่ร้อยเรียงเป็นบทเพลงที่เรียกว่า ‘ครอบครัว’...