ดร.พนม ปีย์เจริญ & ลัดดา ปีย์เจริญ

รักของเราคือ My Home

ความรักมักพบกันในช่วงเวลาที่เหมาะสม บางทีพระพรหมก็ชอบเลือกเวลาฝนพรำเป็นตัวนำทาง อย่างเช่นคู่ของ ‘ดร.พนม ปีย์เจริญ’ กับ ภรรยาคนสวย ‘ลัดดา ปีย์เจริญ’ ซึ่งพบเจอกันในช่วงเวลาแสนเป็นใจและลงตัว นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้สามสิบกว่าปีที่ได้เป็นคู่ชีวิตกันมา พระพรหมก็ยังคงบันดาลให้ฟ้าฝนเป็นใจในทุกครั้งของช่วงเวลาแม้กระทั่งยามมีสองนางฟ้าคนสวยอย่าง ‘พี่ออม พนัดา’ และ ‘น้องเอย พรปวีย์’ มาเป็นทายาทเสริมทัพความอบอุ่นให้บ้านหลังนี้ บ้านที่เป็น Home สถานที่ซึ่งสร้างด้วยหัวใจทั้งสี่ดวงหลอมรวมกัน


พรหมลิขิตบันดาลชักพา

พนม : เล็กเป็นเจ้าของโรงงานไม้อยู่ที่ลำพูน ผมเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด จะดูแลการตลาดทางภาคเหนือตอนบนทั้งหมด เดินสายไปอบรม ไปดูแลตลาด ไปสร้างคนในแต่ละสาขา จนกระทั่งไปเจอเขาที่ลำพูน นึกว่าเป็นสาวป่าซาง ตัวเล็กๆ เอวบางๆ คิดว่าสาวป่าซางสวยเว้ย คือเพื่อนมาบอกผมว่ามีคนที่น่าจะเชิญมาเป็นผู้จัดการสาขาลำพูน ให้ไปช่วยคุยหน่อย เลยได้เจอกัน ก็อาศัยธุรกิจบังหน้าละ เจอครั้งแรกนั้นฝนตก บรรยากาศดีมาก เหมือนหนังไทยน้ำเน่า แล้วเวลาผมทำอะไรที่เป็นเรื่องมงคล อย่าง เปิดบริษัท จัดงานแต่ง เป็นวันที่ฝนตกตลอด (ยิ้ม) มีลูกก็หน้าฝน ทุกอย่างเกิดขึ้นช่วงหน้าฝนหมด เจอเขาก็ช่วงนั้น พอคบกันสักพักถึงรู้ว่าไม่ใช่คนปาซาง เป็นคนเยาวราช คนละเรื่องเลย (หัวเราะชอบใจ)

ลัดดา : สมัยก่อนการคบกันค่อยเป็นค่อยไป เป็นธรรมชาติ อบอุ่นไปอีกแบบ

พนม : ใช่ เขียนจดหมายไป 2 หน้ากระดาษ ตอบกลับมาประมาณบรรทัดหนึ่ง ส่งไลน์ยังยาวกว่าเลย (คุณลัดดาหัวเราะ) แต่เป็นบรรทัดที่มีความหมายมากนะ ด้วยความเป็นนักเขียน ผมก็บรรยายว่าคิดถึงยังไง อยากเจอยังไง เล่าไปสองหน้า ตอบกลับมาว่า คิดถึงเหมือนกัน เดินทางปลอดภัยนะ

ลัดดา : ปกติหนุ่มไปจีบสาวจะเป็นช่อดอกไม้ใช่ไหม แต่นี่เป็นช่อผัก เอาผัก เห็ด มาให้ถึงบ้าน แล้วไม่ได้ให้อย่างเดียว มาทำให้ทานด้วย (หัวเราะ)

พนม : ใช้เสน่ห์ปลายจวัก (ยิ้ม) ผมเป็นคนทำกับข้าวเองเสมอ ตอนนั้นไปขึ้นรถแดงในเชียงใหม่ สมัยก่อนวินอยู่ในตลาดวโรรส จะวิ่งจากเชียงใหม่ไปลำพูน ไหนๆ แวะตลาดแล้ว เห็นผักดีๆ สดๆ ผักเมืองหนาวน่ากินทั้งนั้น ก็หอบผักไปจีบสาว คิดเมนูมาแล้วด้วย แล้วครัวบ้านเขาน่าทำอาหารมาก อุปกรณ์ครบ ไฟร้อนๆ ทำอย่างมีความสุข ญาติพี่น้องเขาก็ เออ ไอ้หนุ่มนี่มาแปลก ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ของเล็กเสียไปก่อนนี้แล้ว เหลืออาอี๊กับอาม่าและคนงาน เป็นโรงงาน เขาก็ออกจากโรงเรียนมาดูแลงานที่บ้าน บริหารโรงงาน ส่วนใหญ่คนจีนไม่ได้ยกลูกสาวกับใครง่ายๆ นะ แต่ตอนไปสู่ขอ ผมไปขอเองโดยไม่มีผู้ใหญ่ ก็ไม่มีปัญหา ตามแต่ความต้องการของลูกสาว


เหตุผลที่คนนี้คือใช่

พนม : (หันไปหาภรรยา) ทำไมเลือกพ่อล่ะ อย่าบอกนะว่าเที่ยวสุดท้าย

ลัดดา : เขาเป็นคนมีความรับผิดชอบ ตอนนั้นเขาไม่มีคุณพ่อแล้ว ทำหน้าที่ดูแลคุณแม่ ดูแลพี่น้องกับที่บ้าน ดูแลครอบครัว การเป็นคนมีความรับผิดชอบคือสาเหตุใหญ่ และเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ดูแลคุณแม่ดีมาก เลยคิดว่าอย่างน้อยเราก็น่าจะฝากชีวิตไว้ได้ (หัวเราะ)

พนม : ผมเลือกเพราะเหตุผลเดียวคือเขาเป็นแม่ของลูกได้ เป็นภรรยาหาไม่ยากหรอก แต่ถ้าเป็นแม่ของลูกต้องดูเยอะ เขาเป็นคนเก่ง ถ้าผมบุกไปข้างหน้า จะวางใจข้างหลังได้เลย แต่ไม่ใช่ทิ้งข้างหลังนะ เป็นแรงผลักดันให้ผมในหลายเรื่องที่ไม่กล้าทำ ผมจะคุยปรึกษาเขาเสมอว่า แบบนี้ดีไหม ทำไม ลุยไหม เล็กจะให้เหตุผลว่าน่าทำเพราะอะไร ไม่น่าทำเพราะอะไร




คู่ชีวิตต้องแบ่งปันกัน

พนม : ฝากผู้ชายทุกคนไว้เลยว่า ไม่ควรทำตัวเป็นสุลต่าน กลับมาแล้วนอนให้ผู้หญิงคอยปรนเปรอ ในประเทศตะวันออกกลางมีได้ แต่ในเมืองไทยสุลต่านอาจถูกยันตกเก้าอี้ได้ (หัวเราะ) ไม่จำเป็นต้องให้ผู้หญิงมาทำกับข้าว ดูแลลูก เขาอุตส่าห์มีลูกให้แล้ว ผมเห็นแม่ของผม รู้ว่าเหนื่อยมากกับการมีลูกแต่ละคน เพราะฉะนั้นทันทีที่เขาท้อง ผมเลือกโรงพยาบาลที่ดีที่สุด หมอที่ดีที่สุด ให้ผ่า ไม่คลอดเอง ไม่อยากให้เจ็บ อยากให้สบาย แต่งงานกับผม ไม่ควรเหนื่อยแล้วละ มีลูกให้ก็บุญหนักหนาแล้ว ยังจะให้เขาทรมานอีกเหรอ ผมจะเป็นคนอาบน้ำดูแลลูกเอง จนเริ่มจะเข้าอนุบาลละ แม่ถึงจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ถ้าอยู่บ้านผมจะเลี้ยงลูก ทำกับข้าว เก็บที่นอน ทำอะไรอย่างที่ผู้หญิงทำ ส่วนเขาซ่อมแอร์ ซ่อมไฟแทน อย่างปลูกบ้าน จะคุมทุกอย่างตั้งแต่น็อต ตะปูทุกตัว ผมไม่ถนัดเลยเรื่องนี้ เรื่องทำกับข้าวยังพูดเล่นๆ ว่าถ้าเล็กหยิบตะหลิวเมื่อไร หมายิ้มเมื่อนั้น (หัวเราะทั้งคู่)

ลัดดา : เขาฝีมือดีมากจริงๆ ทำให้กินทุกวัน ทุกคนชอบทานข้าวกันที่บ้านมากกว่าข้างนอก ลูกๆ ก็ถูกใจ บอกว่าไปทานที่ไหนก็สู้ฝีมือพ่อไม่ได้ (ยิ้ม) อยากกินอะไรบอกพ่อได้

พนม : ถ้าอาหารอิตาเลี่ยน เบเกอรี่ แม่ทำอร่อย ซุปข้น สปาเก็ตตี้ ผมชอบทานขนมปังที่ใส่เมล็ดทานตะวัน ใส่งา ใส่เมล็ดฟักทอง เยอะๆ เขาก็ทำให้ทานได้ ใส่เต็มเหนี่ยว เหมือนรถขนเมล็ดทานตะวันคว่ำ ถ้าทำขายก็เจ๊ง (หัวเราะ) ทำกินเองสนุกกันดี อบในบ้านกลิ่นจะหอมมาก แต่เวลาผมทำกับข้าวจะโดนไล่ไปทำที่อื่น เพราะกลิ่นแรง ผัดฉ่าปลากะพงเอย แพนงหมูเอย กลิ่นติดเต็มบ้าน


เพลงนี้เพื่อเธอ

พนม : มีบางทีเขาเอาแต่เล่นมือถือทำนั่นทำนี่ ไล่ให้ไปนอนไม่ไป ผมเลยบอกว่า อีกหนึ่งนาทีไม่ไปนอนจะร้องเพลงให้ฟัง เท่านั้นแหละเขารีบปิดเลย (หัวเราะ) เพลงก็แต่งเองนะ ร้องมั่วๆ

ลัดดา : ทนฟังไม่ไหว (ส่ายหน้า) มันก็ชินนะ สามสิบกว่าปี ก็โอเค แต่หลังๆ จะเริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะ) เราไม่ต่อกรอะไร เพราะไม่ชนะ การเงียบคือการตอบโต้ที่ดีที่สุด เงียบๆ ไว้เดี๋ยวก็เบื่อไปเอง เขาเป็นคนเฮฮา อารมณ์ดี ช่างคุยแบบนี้


ทำให้บ้านเป็น home

พนม : ถ้ารักจริง อย่าทำร้ายจิตใจเขา อย่าว่าแต่เลี้ยงวัวเลย แค่ไปซื้อนมวัวกิน ถ้าเขารู้คงเสียใจ เรื่องพวกนี้ ผู้ชายรู้ดี ปัญหามันจะเยอะกว่าที่คิด ผู้ชายพอแต่งงานก็ทำทุกอย่าง ตะลุยไปข้างหน้าทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง สู้แทบเป็นแทบตาย ท้ายที่สุดคือทำเพื่อครอบครัว ถ้าทำจนสำเร็จ แต่ไม่เหลือครอบครัวเลย แสดงว่าเป้าหมายเราล้มเหลว มาถึงวันนี้ผมพบแล้วว่าสุดท้ายจะเหลือแค่สองอย่าง ครอบครัว กับเพื่อน เพื่อนดีๆ นี่หายาก ไม่มีเพื่อนรุ่นไหนจริงใจเท่าสมัยมัธยม เพราะเป็นวัยที่คบกันโดยไม่มีผลประโยชน์

ลัดดา : ควรดูให้ดีตั้งแต่ก่อนจะแต่ง มีเวลาให้ศึกษากันสักพักจนแน่ใจ เพราะหลังจากนั้นหลายๆ อย่างที่ไม่เห็นก่อนแต่งจะออกมาเอง และสิ่งที่ไม่ควรทำที่สุดทั้งชายและหญิง คือการนอกใจ และถ้าอยากให้ราบรื่นต้องให้เกียรติ ให้อภัยกันไปตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ช่วงที่รักกันใหม่ๆ คงไม่มีใครถูกตลอด หรือผิดตลอด ความรักจะยืนยาวได้ต้องรักกัน ให้เกียรติกันตลอดเวลา ซึ่งบ้านเรายึดถือแบบนี้มาตลอด ส่วนใหญ่หลายคู่ที่มีปัญหาเพราะรู้ไม่ทันอารมณ์ตัวเอง การฝึกปฏิบัติธรรมช่วยให้ชีวิตครอบครัวยืนยาวได้จริง

พนม : พอแต่งงาน ก็ไม่ได้อยู่แค่คนเดียว มีอีกคนเพิ่มขึ้นมา หลังๆ อาจมีลูก มีหลาน เพราะฉะนั้นบ้านต้องเป็น home (โฮม) ไม่ใช่ house (เฮ้าส์) คืออยู่ด้วยความรัก ความเข้าใจ ยอมบ้าง อย่าเอาแต่ชนะ บ้านคือสถานที่ซึ่งเราสามารถเกาตรงไหนก็ได้ทุกที่ (ยิ้ม) คือโลกส่วนตัวของคนในครอบครัว อยากจะทำอะไรก็ทำ บ้านเป็นที่ซึ่งเราสามารถโยนกุญแจรถได้ สะบัดรองเท้าได้

ลัดดา : ทุกคนควรจะมีความสุขในบ้าน แต่ควรจะมีระเบียบในบ้าน (หัวเราะทั้งคู่) ของที่อยู่ตรงไหนควรอยู่ตรงนั้นในเวลาที่เราต้องการ




ของขวัญแห่งชีวิตคู่


พนม : ตอนคลอดผมลุ้นอย่างเดียว ขอให้แม่และลูกปลอดภัย ไปยืนรอหน้าห้อง ภาวนาแค่นั้น ปรากฏว่าลูกครบ 32 แต่ตัวไม่โต ต้องไปอยู่ในตู้อบ แม่กลับมาบ้าน แต่ลูกยังอยู่โรงพยาบาล พอไปเห็นลูก โห เหี่ยวมากเลย แต่พอออกจากตู้แล้วพองมาก ทุกวันนี้ยังลดน้ำหนักไม่ลง พองนานไปหน่อย


ลัดดา : เขาสำลักน้ำคร่ำ ไปอยู่ในตู้สองอาทิตย์ หลายคนบอกเหมือนกันว่าเด็กที่อยู่ในตู้มักจะตัวใหญ่ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หรือในตู้อัดออกซิเจนดี (หัวเราะ)


พนม : ความโชคดีของผมคือครอบครัวเราสี่คน ที่ไม่ได้หรูหราอะไร แต่ได้ลูกน่ารัก ไม่เกเร เกเรตอนอนุบาลนิดเดียว


ลัดดา : น้องเอย คนเล็กจะติสท์ๆ ไม่ชอบครูก็ไม่เข้าเรียน หนีไปห้องน้ำ ครูถามไม่ตอบ ตอนเล็กเขาเรียนไม่เก่งเพราะไม่ยอมไปเรียน ไปหลบในห้องน้ำบ้าง สนามเด็กเล่นบ้าง ครูจะเรียกแม่ไปถามประจำ คุณแม่คะ ลูกสาวไม่เข้าห้องเรียน แล้วเวลาอยู่บ้าน ลูกพูดบ้างไหมคะ (หัวเราะ) คือครูถามไม่พูด แล้วปกติเด็กๆ ส่วนใหญ่ตอนเล็กๆ จะเรียนดี โตขึ้นจะลดลง แต่คนนี้แปลก ตอนเล็กๆ เรียนไม่ดี เกือบตก ตอนประถมซ่อมเลขทุกเทอม แต่พอเรียนสูงขึ้น เรียนดีขึ้น มาบอกว่าจะไปเรียนต่อที่เมืองนอกนะ เราก็ถามว่าเอาจริงเหรอ เขาจัดการเองเสร็จสรรพ ไปเรียนต่อได้เกียรตินิยมกลับมา


พนม : ‘ยาว อยุธยา’ เจอผมที่เชียงใหม่ นั่งเครื่องมาด้วยกัน นั่งติดกับน้องเอย เขาพยายามคุยจากเชียงใหม่จนถึงดอนเมือง พอลงเครื่อง ‘ยาว อยุธยา’ มาบอกกับผมว่า อาจารย์ครับ ลูกคนเล็กอาจารย์สุดยอดมาก เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก แต่แกะพลาสติกไม่ได้ (หัวเราะทั้งคู่) คือไม่พูดด้วย คุยมาก็ยิ้ม พยักหน้าให้แต่ไม่พูดสักคำเดียว น้องเอยเคยถามพี่สาวว่า ไม่รู้ว่าจะเรียนดีไปทำไม แต่พอโตเหมือนรู้ว่าเรียนดีแล้วได้อะไร ได้อาชีพ ได้ความก้าวหน้า พ่อชอบคนเรียนดี เขาก็เลยตั้งใจ ตั้งเป้าเอาไว้

     ผมไม่หวงลูกสาวนะ (ยิ้ม) ถึงเวลาให้ลูกเป็นคนตัดสินใจเอง เราสองคนไม่เคยแนะนำ จะสอนลูกด้วยวิธีการอยากให้เขาเป็นแบบไหนก็ทำให้เขาดู เพราะงั้นลูกสองคนจะไม่ทะเลาะกัน ไม่พูดให้ร้ายใส่กัน เพราะเราทำให้เขาเห็น ยิ่งตอนนี้พ่อแม่ยิ่งไม่ทะเลาะกันใหญ่เลย เพราะเหลือกันแค่สองคน (หัวเราะ)


กฎเหล็กของบ้าน

พนม : กฎเหล็กสำหรับลูกคือ ห้ามไปนอนค้างบ้านเพื่อน จะดึกขนาดไหน พ่อไปรับได้ แต่ห้ามค้าง จนเข้ามหา’ลัยถึงจะได้ แต่ยังมีกฎว่า ห้ามนั่งแท็กซี่คนเดียว ห้ามขึ้นรถตู้คนเดียว ทุกวันนี้พอมี Grab มี Uber ค่อยยังชั่ว มีรายละเอียดส่งมา แต่ยังให้ลูกถ่ายรูปมาให้ดูตลอด ผมเป็นที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้คุยกับน้องๆ ตำรวจ สิ่งสำคัญมากสำหรับทุกคนคือ ต้องให้คนในครอบครัวรู้ที่อยู่ล่าสุด จะได้สืบค้นได้ว่าตรงนี้คือที่สุดท้ายที่ติดต่อได้ จะไปไหนต่อ ลูกจะไลน์มาบอกตลอด หรือแม้แต่ภรรยา ก็ไม่ให้ไปไหนคนเดียว ทุกวันนี้ไปไหนด้วยกันตลอด




ระหว่างเงินตรากับความรัก

ลัดดา : เรื่องนี้อันตรายมาก เพราะทำให้ความรักเบี่ยงเบน ทุกคนไม่ได้มีจังหวะชีวิตเหมือนกัน บางคนกัดก้อนเกลือกินก็มีความสุข ผู้ใหญ่หลายคู่ในบ้านเรารวยมาจากกัดก้อนเกลือกินมาด้วยกัน แล้วในปัจจุบันทรัพย์สมบัติฟูกันทั้งคู่ แต่หม้อข้าวไม่ทันจะดำก็เลิกกันแล้ว คิดไหมว่าลูกจะเป็นยังไง ต้องตระหนักในเรื่องนี้

พนม : เห็นหลายคู่นะ ต่างคนต่างมีดีมา ลูกเจ้าของกิจการนั้นนี้ จัดงานใหญ่โต บางคู่สมรสพระราชทาน แต่อยู่ไม่ทันข้ามปี เพราะไม่ได้เริ่มมาด้วยกัน มันเหมือนทำธุรกิจ ต้องมีผู้นำกับผู้ตาม ไม่ต้องนำตลอด บางช่วงสลับกันนำได้ ไม่เห็นเป็นไร แต่เป็นผู้นำทั้งคู่มันไม่ไหว บางทีผู้นำก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่ากำลังใจ


หลักการไม่ทะเลาะกัน

พนม : จะมีทะเลาะกันแค่เรื่องกิน เขาจะว่า พ่อกินนี่แล้วท้องไม่ดี ยังกินอยู่อีก ก็มันอร่อยนี่

ลัดดา : ต้องปล่อยไป ให้ท้องเสียซะให้เข็ด

พนม : พอท้องเสียก็ไปหาเขา บอก “แม่ ยาฆ่าเชื้ออยู่ไหน” (หัวเราะ) สังเกตว่าชีวิตคู่หลายคนทะเลาะกันเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องมือที่สาม แล้วก็ความคาดหวัง หลักๆ มีแค่นี้ เห็นหลายคู่เลิกกันเพราะความคาดหวัง คิดว่าอีกฝ่ายรวยแล้วทุกอย่างต้องดี เชื่อเถอะ เงินไม่ใช่ทุกอย่าง ผมยังเคยไปบรรยายให้ผู้สูงอายุฟัง ถามว่าในห้องนี้มีใครอายุเท่าเจ้าสัวซีพีไหม ยกมือกันพรึ่บ ผมถามต่อว่า เคยเห็นเขาเดินตลาดเยาวราชสบายๆ กี่หน แต่พวกคุณอาแป๊ะ อาอึ้ม เหล่าม่า ไปเดินบ่อย ไม่ได้ซื้อของ บางทีไปคุยกับเพื่อนๆ มีความสุข แต่เจ้าสัวไม่มีเวลาแบบนั้น มีหลายเรื่องต้องดูแลบริหาร ดังนั้นถ้ามองในแง่เวลา บางเรื่องเราโชคดีกว่า มันอยู่ที่วิธีคิด


วันเวลาที่เหลืออยู่ของสองเรา

พนม : ต้องประคองกัน ปล่อยไปเดี๋ยวล้ม (หัวเราะ) ผมเคยบอกไว้ว่า ถ้าเป็นอะไร ขอให้ผมไปก่อนได้ไหม เพราะมีลูกๆ เลี้ยงได้แล้ว เขาก็จะบอกว่าขอเขาไปก่อน เราจะคิดเหมือนกัน (ยิ้ม) ผมอยากขอบคุณในทุกอย่าง ทุกเรื่อง ถ้าไม่มีเล็ก ผมจะไม่มาถึงในวันนี้ได้ คนที่จะก้าวไปข้างหน้า ถ้าเราล้ม มีคนประคองเราขึ้นมาได้ เขาไม่ใช่แค่ภรรยา เป็นคนที่ให้ความมั่นใจกับผม มีหลายเรื่องที่ผมทำได้ แต่จะไม่กล้า ถ้าไม่มีเขาอยู่ข้างหลัง ทุกวันนี้ผมยังกอดเขาอยู่ เราอยู่ด้วยกันท่นาน แค่นี้มีความสุขแล้ว

ลัดดา : ก็อยู่ด้วยกันไปแบบนี้เนอะ (ยิ้มมองสามี) อยากบอกว่าขอบคุณนะคะ ที่รัก ที่ดูแลมาตลอด ขอบคุณที่เป็นสามีที่ดี เป็นคุณพ่อที่ดีของลูก แล้วเราจะรักกันตลอดไป





นิยามรักจากอาจารย์พนม

พนม : ความรักคือความห่วงใยที่เราแคร์ซึ่งกันและกัน ไม่จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยที่เรียกว่าเงินทอง มันเป็นแค่องค์ประกอบ ถ้าเราเข้าใจ ปรับตัวเข้าหากันได้ ก็อยู่กันได้ยาว อย่าคาดหวังว่าเขาจะเป็นอย่างที่เราคิดไปทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้หรอก พอวัยนี้แล้ว ผมมักจะได้รับเชิญเป็นเถ้าแก่ในงานแต่งงาน คงเห็นว่าเราแต่งงานกันมาสามสิบกว่าปี ไม่เคยทะเลาะกัน ไม่เคยพูดหยาบคายกัน หรือพูดแรงๆ ใส่กัน จนทุกวันนี้ ลูกโตจบปริญญาโท เราก็ยังกอดลูก กอดกันเองอยู่ ทำกันแบบนี้ตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ จนเป็นเรื่องปกติแล้ว (ยิ้ม)

Home หมายถึงบ้านที่อยู่ด้วยหัวใจ เป็นสถานที่ซึ่งใช้ใจและความรู้สึกผูกพัน สถานที่นั้นจึงสำคัญ ดังเช่นบ้านหลังนี้ซึ่งมี ‘พ่อไก่ แม่เล็ก พี่ออม น้องเอย’ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และเป็นที่ซึ่งมีแต่เสียงหัวเราะเคล้ากลิ่นอาหารหอมๆ ตลอดเวลา