พลอย รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล & เต็นท์ กัลป์ กัลป์จาฤก

จิ๊กซอว์แห่งรัก

ความลงตัวในชีวิตรัก สำหรับบางคู่ต้องใช้พละกำลังมหาศาลในการ ‘ปรับ’ ‘เปลี่ยน’ เข้าหากันและกัน แต่สำหรับบางคู่ แค่การปรับนิดจูนหน่อยทุกอย่างก็กลับลงล็อคได้อย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนจิ๊กซอว์แห่งความรักสุดลงตัวของ ‘พลอย - รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล’ นักแสดงสาวผู้เพิ่งขยับฐานะเป็นคุณแม่ลูกสอง กับ ‘เต็นท์ – กัลป์ กัลย์จาฤก’ ผู้กำกับหนุ่มทายาทอาณาจักรใหญ่แห่งค่าย ‘กันตนา’ ความรักของคู่รักนักทำงานสุดติสท์คู่นี้จะลงตัวแค่ไหนไปคุยกับพวกเขากัน

เจอกันเพราะเรื่องงาน

เต็นท์ : เจอกันครั้งแรกที่กองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง ‘ห้องหุ่น’ ซึ่งเรื่องนี้เราคัดเลือกนักแสดงเยอะมาก คัดจากร้อยกว่าคน แล้ว Scope down ลงมาเรื่อยๆ จนวันสุดท้าย พี่อนันดา ซึ่งเป็นพระเอกที่เราเลือกก็มาเล่นให้กับทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมา แล้วเราก็มานั่งดูว่าเคมีคนไหนดีที่สุด เข้ากันได้มากที่สุด สุดท้ายก็เป็น ‘พลอย’ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักว่าเป็นใคร

พลอย : ตอนนั้นเต็นท์เพิ่งกลับมาจากอเมริกาใหม่ๆ กลับมาแล้วไฟแรง จะทำหนังใหญ่เรื่องแรก ซึ่งตอนแรกพลอยก็ไม่ได้อยากเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะว่าเป็นหนังผี พลอยกลัว (หัวเราะ) แต่เพื่อนพลอยที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวก็บอกให้มาลองคัดตัวเถอะ หนังเรื่องนี้เล่นกับพี่อนันดาเลยนะ พลอยก็เลยมาดูบท เห็นว่าเป็นละครเก่ามาทำใหม่เป็นภาพยนตร์ ประกอบกับช่วงนั้นพลอยเองก็ไม่ได้ติดงานอะไร ก็เลยมาคัดตัว ใจคิดว่าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ พอมาคัดตัวรอบสุดท้าย ในวันนั้นมีคนผ่านการคัดเลือกเข้ามา 6 - 7 คน ทุกคนก็ได้มาเล่นกับพี่อนันดาทีละคน ซึ่งวันนั้นพลอยก็เล่นอย่างร่าเริง ไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้กำกับ คิดว่าวันนั้นไม่มีเขาอยู่ แล้วก็มีคนบอกว่าเต็นท์เป็นผู้กำกับถึงได้ทักทายกัน
     หลังจากนั้นไป ก็เป็นวันเวิร์คช้อปเขาก็ต้องมานั่งดูเราตลอด ก็ได้ออกมายืนคุยกันข้างนอก ถึงตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ก็ยืนคุยกันก็ถามว่าอายุเท่าไหร่ พอรู้ว่าอายุเท่ากันพลอยก็เลยชมว่าเต็นท์เก่ง อายุยังน้อยก็ได้มาทำงานเป็นผู้กำกับแล้ว เพราะว่าปกติจะเจอคนที่มีอายุแล้วที่เข้ามาเป็นผู้กำกับ ซึ่งตอนนั้นก็คุยกันว่าเรียนจบอะไรมา ทำไมเก่ง ก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าเขาเป็นใคร คุยกันมาสักพักแล้ว เริ่มสนิทเริ่มไป Hang Out กันเป็นแก๊งค์ๆ กับทีมงาน เพราะพลอยเป็นคนชอบทำงานคลุกคลีอยู่กับ โปรดักชั่นอยู่แล้ว
     เสร็จแล้วก็ถึงวันฟิตติ้ง ก็ไปที่บ้านเขา ระหว่างเดินทางก็คุยกับผู้จัดการส่วนตัวว่าทำไมไปฟิตติ้งไกลจัง ผู้จัดการเขาก็บอกว่าไปฟิตติ้งที่บ้านผู้กำกับ ซึ่งพอถึงหน้าบ้านเขาจะมีพื้นที่กว้างและด้านหลังเป็น Studio ใหญ่ ก็ทำให้รู้วันนั้นว่าเต็นท์เป็นลูกชายเจ้าของบริษัทกันตนา ซึ่งเต็นท์ไม่เคยพูดกับพลอยเลยว่าเขาเป็นใคร แค่คุยกันว่ามาทำงานที่บริษัทกันตนาแค่นั้นเอง (หัวเราะ)

เต็นท์ : ต้องบอกว่าจริงๆ แล้วพลอยเข้ากับบทในเรื่อง ‘ห้องหุ่น’ ในแบบที่เราคิดไว้ พลอยคือคนที่ใช่ที่สุด จากที่เห็นมาทั้งหมดคือเห็นว่าใช่ก็คือใช่ ระหว่างทางก็มีการเวิร์คช้อปไปเรื่อยๆ ทำงานอยู่ด้วยกันนานเป็นเดือนๆ กว่าจะบวงสรวง กว่าจะฟิตติ้ง จนใกล้เปิดกล้อง พวกเราอยู่กันเป็นแก๊งค์ๆ ตลอด (ยิ้ม)


จุดเปลี่ยนที่มากกว่าเพื่อน

พลอย : มันเกิดจากเหตุการณ์ในวันแรกที่ถ่าย

เต็นท์ : เหมือนกับว่าถ่ายวันแรกแล้วมีปัญหาหลายๆ เรื่อง กองเลยต้องหยุดถ่าย เพราะเต็นท์เองก็มือใหม่ และเกี่ยวกับเรื่องระบบจัดการของหลังบ้านที่ยังไม่ค่อยดี เลยหยุดถ่ายไปหนึ่งอาทิตย์ หยุดไปก่อนเพื่อพัก รีเซ็ต หาวิธีการเกี่ยวกับเรื่องระบบ เรื่องทีมงาน เรื่องการจัดการที่มันไม่เรียบร้อย ก็เลยเป็นช่วงเวลาว่างที่ไม่ทำงาน เลยได้เจอพลอยกับเพื่อนๆ ในแก๊งค์ แล้วมันก็เป็นวงๆ ทำให้รู้จักว่า พลอยเป็นเพื่อนของเพื่อน ก็ยิ่งบังเอิญเข้าไปอีก

พลอย : ตอนนั้นเหมือนหยุดหายไปหนึ่งอาทิตย์ พลอยก็ส่งข้อความไปให้กำลังใจ ประมาณว่าไม่เป็นไรนะ ทุกอย่างมันจะโอเค แล้วก็ส่งเพลงให้กำลังใจเต็นท์ไป เป็นเพลงของ Bob Marley ‘everything is gonna be alright everything's gonna be ok..’ (หัวเราะ) ซึ่งเขาก็รู้สึกแฮปปี้เพราะเขารู้สึกว่ายังมีคนให้กำลังใจเขา มีคนรู้ว่าสิ่งที่เขากำลังพยายามทำอยู่คืออะไร
หลังจากนั้นก็มีคุยกันส่วนตัวมาเรื่อยๆ แต่ปกติก็จะอยู่กันเป็นแก๊งค์ๆ เราก็คุยกันมาเรื่อยๆ ก็คือไม่จำเป็นที่ต้องบอกว่าเป็นแฟนกัน คุยกันจนถึงทุกวันนี้


มนต์ขลังของกองถ่าย

เต็นท์ : การทำงานในกองถ่ายอยู่ด้วยกันทุกวัน ทำงานด้วยกันมันทำให้สนิทกัน ทำงานแล้วสนุก เหมือนกับได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน จะบอกว่ากองถ่ายก็เหมือนมีเวทมนตร์ของมัน ถ้าเข้าไปอยู่ด้วยกันก็จะทำให้เกิดการผูกพันกันเอง ถ้ากองถ่ายที่ดี และทุกคนสนุกกับมัน ทุกคนก็อยากจะทำงานให้ออกมาดี และงานที่มันออกมาดีได้เพราะเราร่วมกันทำ มันสำคัญที่ Relationship ในกองด้วย มันไม่ใช่แค่นักแสดงกับผู้กำกับเท่านั้น

พลอย : มันเหมือนกับว่าในวันรุ่งขึ้น ทำให้เราอยากจะออกมาทำงานอยากสนุกกับมัน อยากมาเจอเพื่อน อยากมาทำงาน ไม่ว่าจะนอนน้อยแค่ไหนเราก็จะมา เราพร้อมที่จะสนุกกับการทำงาน แล้วก็ยังเป็นแบบนั้นจนถึงทุกวันนี้ เราทำงานด้วยกันโดยที่ไม่มีปัญหา อาจจะมีแค่หงุดหงิดใส่กันบ้างแค่บางเรื่องตามประสา แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเลย (ยิ้ม)


วิวาห์ฟ้าแล่บ

พลอย : ตอนนั้น พลอยอายุประมาณ 28 แล้ว เราก็คิดว่าเราพร้อมนะ แม้เราจะท้องก่อนแต่ง แต่ตอนนั้นด้วยวัยวุฒิเราโอเค พร้อมจะเป็นพ่อเป็นแม่คนได้ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายอะไร แม้บางทีคนนอกอาจจะมองว่า เฮ้ย! ท้องก่อนแต่ง แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าเรารู้จักกันยังไง สนิทกันแบบไหน เราเข้าใจกันมากขนาดไหน และความสัมพันธ์ของเราเป็นยังไง ไม่ใช่แบบว่าเจอกันปุ๊บแล้วท้อง เรามี Relationship กันมาก่อนซึ่งเราไม่จำเป็นที่จะต้องมานั่งป่าวประกาศ

เต็นท์ : จะบอกว่าการแต่งงานก็ถือเป็นพิธีการหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว สำหรับเราสองคนไม่ต้องแต่งก็ได้ ที่เราแต่งก็เพื่อผู้ใหญ่ ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องว่ารักหรือไม่รัก

พลอย : เราเหมือนคน Generation เดียวกัน อยู่บนความเข้าใจกัน พอวันแรกที่รู้ว่าท้องเราดีใจกันมาก happy (ยิ้ม) เราก็วางแผนว่าจะทำยังไงกันดี เราก็คิดกันสนุกๆ เลยว่าเราจะเลี้ยงลูกกันยังไงดี จะตั้งชื่อว่าอะไรดี ชื่อเล่นของลูก พลอยจะเป็นคนตั้งให้ แต่ชื่อจริง คุณย่าทวด (คุณสมสุข กัลย์จาฤก) เป็นคนตั้งให้ ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทกันตนา ชื่อที่ท่านตั้งให้ย่อมดีอยู่แล้ว


คู่รักนักทำงาน

พลอย : ตอนนั้นแต่งงานกันแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำงานร่วมกัน ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง พอพลอยท้องก็หยุดงานด้านการแสดง แต่ก็ยังดีไซน์เสื้อผ้าทำงานไม่หยุด ไปเดินสำเพ็งจน 9 เดือน บางทีก็ไปออกกองกับเต็นท์บ้าง ไปช่วยเขาที่กองหนังอวสานโลกสวย ยังไปทำคอสตูมอยู่ ทำงานไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งผู้ช่วยขอร้องให้พลอยหยุดทำงาน พลอยก็เลยต้องหยุด (หัวเราะ)

เต็นท์ : จริงๆ แล้วพลอยกับเต็นท์มีเป้าหมายเดียวกัน พอทำด้วยกันแล้วมันสนุก ก็อยากทำอะไรร่วมกันอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นงานเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง

พลอย : เวลาเต็นท์เขียนบทเสร็จเขาก็จะมาให้พลอยอ่าน แล้วก็จะถามว่าสนุกไหม ถ้าสนุกพลอยก็จะบอกว่าสนุก ถ้ายังก็จะบอกว่าอีกนิดหนึ่งนะตรงนั้นตรงนี้ ก็เหมือนกับช่วยกันคิดช่วยกันทำ



จิ๊กซอว์ที่ลงล็อค

พลอย : รู้สึกว่าโชคดีที่มาเจอกัน (ยิ้ม) คนที่มีเป็นล้านๆ คนบนโลก เหมือนกับจิ๊กซอว์ที่มันมีเยอะมากๆ แต่ว่ามันก็ต้องมีตัวสุดท้ายที่มันลงล็อคพอดี

เต็นท์ : จริงๆ แล้ว เราทั้งสองคนเป็นตัวของตัวเองมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาก็เข้าใจเรา เราก็เข้าใจเขา เข้าใจกันและกันว่าเขาเป็นแบบนี้นะ เราเป็นแบบนี้นะ เราก็ต่างมีโมเมนต์ของตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่จำเป็นที่เราต้องชอบเหมือนกันทุกอย่าง

พลอย : เช่นว่าเต็นท์ชอบดูหนังผี แต่พลอยไม่ชอบดูหนังผีเลย แต่โอเค เขาก็จะให้เราไปด้วยเราก็ไป แต่ว่าก็จะขอเอาผ้าปิดตานะไม่ขอดู (หัวเราะ) เราค่อนข้างตัวติดกันไปไหนเราก็จะไปด้วยกัน แต่ถ้าหากว่าพลอยไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อน ถ้าเขาไม่อยากไปเราก็ไม่บังคับ เพราะว่าพลอยรู้ว่าเขาไม่ชอบจิ๊จ๊ะแบบผู้หญิงๆ เขาจะไปอยู่กับแก๊งค์เพื่อนเขาบ้าง เราก็ให้ที่ว่างเขาให้ช่วงเวลาส่วนตัวสำหรับเขา

เต็นท์ : เพราะว่าผมเป็นคนที่เก็บตัว ถ้าไม่สนิทด้วยเป็นก็จะมีกำแพงส่วนตัว เข้ากับคนค่อนข้างยากในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากรู้จักกันแล้วก็จะโอเค คุยกันได้ ส่วนพลอยเป็นคนสนุกสนาน มีเพื่อนเยอะ เราก็จะให้พลอยไปพวก เพราะว่าผมไม่ชอบไปสถานที่ที่มีคนเยอะๆ ถ้ามีคนเยอะจะรู้สึกอึดอัด

พลอย : เวลาไปห้างก็ไม่เหมือนเดินเล่น เขาจะเดินแบบเร็วๆ พลอยบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องตาม เดี๋ยวพลอยไปช้อปปิ้งเอง (หัวเราะ)


หลักคิดชีวิตรัก

เต็นท์ : จริงๆ แล้วมันไม่ตายตัว มันก็ต้องมีการยืดหยุ่น จึงสามารถจะอยู่ด้วยกันได้ ซึ่งมันควรมีพื้นที่เป็นของตัวเอง และเป้าหมายชีวิตก็ควรมีใกล้เคียงกัน เป็นเป้าหมายที่มีร่วมกันได้ เหมือนความฝันเขาเราก็จะไปช่วยเขาทำความฝันให้สำเร็จ และความฝันเราเขาก็มาช่วยความฝันเราให้สำเร็จ เหมือนมันต้องไปด้วยกัน ถ้าไม่งั้นมันก็จะเป็นการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ซึ่งเรามี Passion ในการทำความฝันหลายอย่างร่วมกัน สำหรับเรื่องลูก เราก็ต้องพัฒนาให้เขาเป็นคนดีเท่าที่เขาจะเป็นไปได้ ให้การศึกษา ให้ความรักความอบอุ่น ดูแลเขาให้ดีเพราะว่าโตมาแล้วเราไม่มีสมบัติอะไรให้เขานอกจากวิชาชีพ ไม่ใช่เรื่องเงินทองแต่เป็นเรื่องของความรู้ ซึ่งผมเองก็พาลูกไปกองถ่ายตลอด แม้ว่าโตขึ้นแล้วเขาจะไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แต่ให้เขาได้รู้ว่าพ่อแม่ของเขาทำอะไรอยู่

พลอย : สำหรับพลอยคิดว่ามันเกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจ ถ้าเราเข้าใจกันแล้วสุดท้ายมันก็จะไม่มีเรื่องที่เราทะเลาะกัน คุยกันไม่รู้เรื่อง หรือว่าไม่เข้าใจ พลอยจะพยายามคุยกันให้เกิดความเข้าใจ ทั้งเราและเขาต้องแชร์กัน ถ้าเราไม่เข้าใจกัน แล้วเอาแต่ใจเราฝ่ายเดียว พลอยว่าไม่มีประโยชน์ สุดท้ายก็ไม่จบ ทุกเรื่องพลอยเชื่อว่าต้องเกิดจากความเข้าใจ เข้าใจในเรื่องการทำงานร่วมกัน เข้าใจการใช้ชีวิตร่วมกัน เข้าใจเรื่องเลี้ยงลูกร่วมกัน อย่างเรื่องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเต็นท์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นนกอินทรีตัวใหญ่ เราเข้ามาอาศัยอยู่กับเขาเราต้องเข้าใจทุกอย่าง (ยิ้ม) เหมือนเราต้องเข้าใจเขา และเขาเข้าใจเรา ช่วยกันสร้างช่วยกันสานต่อครอบครัว


แนะนำคนอยากมีคู่

พลอย : พลอยเชื่อว่าเรื่องพวกนี้คือโชคชะตานะ คนบางคนอาจจะเล่น Tinder (แอพพลิเคชั่นหาคู่) แล้วเจอกัน คุยกัน ชอบกัน แต่งงานกันก็มีนะ ทุกอย่างเป็นเรื่องของเวลา โชคชะตา ซึ่งเรื่องความรักมันกำหนดไม่ได้ เราไปรักเขาแต่เขาไม่รักเราแล้วจะไปบังคับเขาจะให้เขามาอยู่กับเรามันก็เป็นไปไม่ได้ บางครั้งโชคชะตาอาจจะเหวี่ยงคนที่ไม่ใช่มาให้เรา แต่พอคบๆ ไปแล้ว ถ้ามันไม่ใช่ก็ต้องเลิกรากันไป บางคู่ก็เป็นคู่กรรมคู่เวรเกลียดกัน บ้างรักกันบ้างแต่ก็อยู่ด้วยกัน พลอยว่าอย่าไปคาดหวังให้มาก เดี๋ยวมันก็มาเอง


ทิ้งท้ายคำพูดให้แก่กัน

พลอย : เต็นท์ก็ยังคงเป็น My best partner อยู่เสมอ (ยิ้มหวานให้เต็นท์) เป็น Partner ที่ดีมาก คุยได้ทุกเรื่อง เล่นด้วยกันได้ทุกอย่าง เราเข้ากันได้ทุกเรื่อง แม้ว่าจะมีลูกคนที่ 2 แล้วก็ยังสนุกไปด้วยกัน

เต็นท์ : (เขิน) บอกพลอยอยู่ทุกวัน อาจจะบอกด้วยทางสายตา บอกรักกันทุกวัน ผมอาจจะเป็นคนที่ตอบไม่ตรงคำถาม จะกวนๆ หน่อย แต่การที่เราคุยกันอยู่ทุกวันนั้น คือสิ่งที่ไม่ควรเปลี่ยนแปลง ถ้าเมื่อใดแล้วเราไม่คุยกันแล้วมันก็คือจบ อยู่ด้วยกันแล้วสนุก มีความสุขเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

จิ๊กซอว์แห่งรักที่ลงตัว แท้จริงแล้วอาจตามหาได้ไม่ยาก หากคู่รักมีความเข้าใจ และยอมรับในตัวตนซึ่งกันและกัน และจิ๊กซอว์นั้นก็จะถูกประกอบขึ้นเป็นภาพครอบครัวที่สวยงามเปี่ยมด้วยความสุขในที่สุด