น้าต๋อย เซมเบ้

รักนี้สู้ไม่ถอย

   ในยุค 90 เด็กผู้ชายทุกคนต้องเคยทำท่าพลังคลื่นเต่า เด็กผู้หญิงทุกคนก็ต้องแปลงร่างเป็นสาวน้อยแห่งดวงจันทร์ และเพื่อนรักวัยเด็กของพวกเขาก็คือเจ้าแมวสีฟ้าสดใส สิ่งเหล่านี้เติบโตมาพร้อมกับสร้างรอยยิ้มให้แก่เด็กๆ มากมาย โดยมีคนที่มอบเสียงเหล่านั้นให้เหล่าตัวการ์ตูนในจอแก้วก็คือ ‘นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์’ หรือ ‘น้าต๋อย เซมเบ้’ ชายที่สร้างเสียงหัวเราะให้แก่เด็กๆ ทุกคน ซึ่งในวันนี้ ไม่ได้ให้น้าต๋อยมาพากย์หนัง แต่จะมาชมภาพยนตร์เรื่องสำคัญ ที่เราภูมิใจนำเสนอ เรื่องราวของพระเอก หนุ่มผิวเข้ม ตาโต ผมหยิก ผู้จริงจัง ได้พบเจอกับ ‘แว่น – จักษณา บุณยรัตพันธุ์’ นางเอกที่แสนสดใส ร่าเริง มีเสน่ห์ เพราะอะไรทำให้ทั้งสองคนได้ตกหลุมรักกัน ลองรับชมกันได้เลย

ฉากแรกของหนังเรื่องนี้

น้าแว่น : เธอเล่าสิ เล่าเรื่องจริงอย่าเว่อร์นะ (หัวเราะ)

น้าต๋อย : เอาโกหกหรือเรื่องจริง (หัวเราะ) เราเรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ มศ.5 เป็นเพื่อนสมัยเรียน ตอนนั้นผมตัวดำๆ ผมหยิกๆ เริ่มทำงานในวงการทีวี เริ่มพากย์หนังแล้วล่ะ แต่ไม่มีใครรู้ ผมเป็นเด็กจนๆ ทำงานพอมีเงินไปโรงเรียน เห็นเขาแล้วสะดุดตา เขานั่งหน้า ผมนั่งหลัง ผู้ชายชอบมาจีบเขา หน้าสาวหมวยฮ่องกง เราไม่ค่อยได้คุย ผมเลิกเรียนต้องรีบไปทำงาน เคยได้ไปเที่ยวพัทยากันเป็นกลุ่ม สมัยนั้นพัทยาไม่มีอะไร ธรรมชาติมากๆ พอสนิทกัน เขาก็ไว้ใจผม เพราะไม่มีหลีอะไร ผมทำแต่งาน ขนาดไปเที่ยวยังต้องขอพ่อ จนใกล้จะจบ ผมหันเหไปชอบผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นอาหมวย มองอยู่เป็นปี ไม่ได้พูดอะไรเลย ไม่กล้า (ยิ้ม)
     จนวันที่โรงเรียนจัดทัวร์ครั้งสุดท้ายก่อนจะจบ ผมนั่งหน้าสุดกับคนขับ ยังคิดถึงคนที่แอบชอบอยู่ เขาที่นั่งอยู่กับเพื่อน เหมือนรำคาญเสียงโวยวายด้านหลัง จู่ๆ มานั่งข้างๆ ผม เขาใส่น้ำหอมกลิ่นที่ผมชอบมาก กลิ่นหอม เตะจมูก พอถึงสวนสน ข้างหลังยังโวยวายตีฉิ่งฉาบ ผมนึกถึงเรื่องที่เคยชอบเขา ทำให้ลืมเรื่องคนที่แอบชอบ ลองยื่นมือไปจับ ก็ไม่ว่าอะไร ผมลองเสี่ยงพูดว่าผมชอบคุณนะ เขาหันมามองหน้าแล้วยิ้มให้ ยอมให้ผมจับมือต่อ จนเขาจะเข้าห้องน้ำซึ่งมันมืดแล้ว เลยชวนผมลงไปด้วย จูงมือไปข้างล่างด้วยกัน บนรถที่เสียงดังอยู่พอเห็นก็เงียบทั้งคันเลย (หัวเราะ) พอผมจูงมือเขากลับมานั่ง ทุกคนซุบซิบงงกันไปหมด

น้าแว่น : ก็ตกลงเป็นแฟนกัน ไม่รู้ทำไมตกลงนะ นึกไม่ออก (หัวเราะ) เราถูกสอนมาตลอดว่าคนกตัญญูต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ แล้วเขาเป็นคนแบบนี้ เป็นคนทำงาน มีรายได้แล้วส่งเสียครอบครัว แสดงว่าคนนี้ไว้ใจได้ เรียนหนังสือก็โอเค ถ้ามีรายได้แล้วไม่เลี้ยงครอบครัวเลยก็คบไม่ได้

น้าต๋อย : สะดุดตาคือความสวย นิสัยยังไม่รู้เลยว่าเป็นไง (น้าแว่นหัวเราะ) เพื่อนเคยถามว่าตกลงเป็นแฟนกันเมื่อไร ก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆ มันก็เป็นไปเอง ตั้งแต่วันนั้นไปไหนมาไหนก็ตัวติดกันตลอด จูงมือกัน เพื่อนๆ เดินตามคอยดูกันเป็นแถว (หัวเราะทั้งคู่)


เรื่องราวบทต่อไป

น้าต๋อย : พ่อแม่เขาไม่รู้ว่าเราคบกัน บ้านเขาคนจีน แต่ไม่ได้บังคับ จนผมได้บรรจุเป็นพนักงานของช่อง 4 บางขุนพรหม ซึ่งเป็นคนสุดท้ายก่อนจะเปลี่ยนเป็นช่อง 9 อสมท. แล้วตระกูลผมเกี่ยวกับด้านนี้มาตั้งแต่คุณปู่ เป็นพนักงานดูเรื่องไฟฟ้า คุณพ่อเก่งเรื่องฟิล์มภาพยนตร์ ดูแลเรื่องเครื่องฉาย ส่วนผมจะด้านตัดต่อ เป็นเรื่องฟิล์มตั้งแต่เด็ก ทำงานเก็บเงินมาเรื่อย ตอนนั้นอากงเขาเสีย ผมไม่ได้อยากแสดงตัว แค่อยากไปคารวะ ด้วยความที่ไม่รู้ธรรมเนียมจีน เข้าไปในงานเห็นเขาในพิธีสวดกงเต็ก ผมไม่รู้จักใคร ไหว้พระจีนที่สวดอยู่ ก่อนจะเดินไปนั่งข้างเขา จังหวะนั้นพระหยุดสวดพอดี ทุกสายตามองมาหมดว่าหมอนี่คือใคร จู่ๆ มานั่งข้างๆ แบบนี้ (หัวเราะ) เสร็จงาน แม่เขาก็เรียกไปอบรม ว่าผมเป็นใคร มาทำแบบนี้ต่อหน้าผู้ใหญ่ ทำให้เสียหายนะ ต้องรีบมาสู่ขอ ทำการหมั้น ก็เข้าล็อคผมล่ะ (ยิ้ม) แม่ยายถามว่าผมทำงานอะไร บอกสถานีโทรทัศน์ เขาก็กลัวว่าเข้าข่ายเต้นกินรำกิน เราจะชิ่งทิ้งลูกสาวเขา

น้าแว่น : ไม่รู้อีท่าไหน ตกกระไดพลอยโจน (หัวเราะ) ที่บ้านผู้หญิงเยอะ ลูกผู้หญิง 7 คน เดี๋ยวเป็นแบบอย่างให้คนอื่นด้วย หลังจากแต่งงาน ก็ไปไหนก็ไปด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ยิ่งรู้เลยว่าน้าต๋อยเป็นคนรักครอบครัว ใครเชิญน้าต๋อยไปงานไหนรู้เลยว่าต้องไปทั้ง 4 คน พ่อแม่และลูกๆ

น้าต๋อย : ตอนจะแต่งผมหาเงินได้ แต่ใช้เวลาหน่อย แม่ยายบอกไม่เป็นไร ออกค่าใช้จ่ายให้หมด ให้ผมหาเงินไปซื้อแหวนเพชรแทน จากนั้นผมเริ่มทำงานเยอะขึ้น เป็นผู้ประกาศ นักพากย์ มือตัดต่อ เขียนก็อปปี้ไรท์เตอร์ เงินเดือนไม่มาก แต่มีค่าพากย์หนังและค่าอยู่เวร ทำงานเลิกสามทุ่มเกือบทุกวัน เขาก็คอยเลี้ยงลูก พอยุควิดีโอเข้ามางานยิ่งหนัก เข้างานเก้าโมง สิบโมงพากย์หนัง เที่ยงกินข้าว เตรียมบท บ่ายสองโมงพากย์ต่อ ห้าโมงตอกบัตรออกไปหาข้าวกิน ทุ่มหนึ่งไปบริษัทวิดีโอ พากย์ต่อตั้งแต่ทุ่มครึ่งถึงตีสาม ออกมาเบลอไปหมด ไปนั่งทานข้าวต้ม กลับบ้านนอนหกโมงครึ่ง ตื่นแปดโมงครึ่ง วันเสาร์งานน้อยสบายหน่อย วันอาทิตย์หยุด ทำแบบนี้สิบปีเต็มๆ ทำให้มีรายได้เข้ามาเยอะ ไปซื้อบ้านอยู่กัน จนเริ่มไม่ไหวขอพักบ้าง ลาออกมาแต่ยังพากย์การ์ตูนให้ช่อง 9 อยู่ สักพักไปเปิดบริษัทตูนทาวน์ อยากทำการ์ตูนเอง

น้าแว่น : การแต่งงานแล้วเลี้ยงลูกมันคือหน้าที่ เป็นสิ่งที่เราต้องทำ แล้วช่วงนั้นน้าต๋อยทำงานหนักหาเงินซื้อบ้าน ซื้ออะไรต่อมิอะไร เพราะอย่างนั้นสิ่งไหนที่ทำได้ก็ทำเอง เป็นคนชอบขับรถไปส่งลูกตอนเช้า ตอนเย็นจะได้คุยกันว่าวันนี้เป็นยังไงบ้าง จนมาเปิดบริษัทงานจะหนักแล้ว ถามลูกว่าไปเรียนเมืองนอกไหม ลูกบอกไป เลยตัดสินใจส่งไป เพราะถ้าอยู่กับเราที่เอาแต่ทำงาน ไม่มีเวลาให้เขา กลัวจะแย่ กว่าจะตัดใจได้ เพราะเลี้ยงมาเอง อยู่ด้วยกันตลอด ตอนเรียนในไทยก็ห่วงกลัวว่าจะเกิดอะไรไหม พอไปเมืองนอกก็ห่วงหนัก ไปกันสองคน อยู่กับครอบครัวที่นั่น


วิธีสอนแบบพ่อต๋อย

น้าต๋อย : ผมไม่สอนอะไรเลย แค่ทำให้ลูกดูว่าพ่อทำงานยังไง ไม่ชอบสอนคน มันไม่จำเป็นต้องปากเปียกปากแฉะ ลูกมีวิจารณญาณในการดู ผมไม่ชอบบงการลูก ไม่ชี้บอกว่าต้องทำอะไร ให้มีเส้นทางของตัวเองกันทุกคน แต่ถ้าไปไหนต้องไปด้วยกัน จัดทริปไปญี่ปุ่น ลูกๆ ก็ไปตั้งแต่ยังเด็กๆ ร่วมกับทางเจแปนแอร์ไลน์ กับ อสท. ญี่ปุ่น เรียกว่าโคโดโมะกรุ๊ป ลูกชายเจ้าของยนตรกิจกรุ๊ปก็มากับน้องสาว ประมาณ 7 – 8 ขวบ แต่พ่อแม่ไม่ไปด้วยนะ จะไปเที่ยวอังกฤษ มาฝากให้น้าต๋อยช่วยดูแล (หัวเราะทั้งคู่)

น้าแว่น : ยิ่งตอนปิดเทอมใหญ่นะ หลายครอบครัวมาฝากไปเที่ยวด้วย 10 วันก็ยังดี (หัวเราะ) เราก็ไปด้วย ไปช่วยดูแลกัน

น้าต๋อย : ผู้ใหญ่ไม่กี่คน แต่เด็กเกือบร้อย พอลงเครื่องเดินกันให้พล่าน มีรถบัสมารับ 2 คัน ไปพักที่โรงแรมอย่างดี แต่เด็กไทยไม่พัก ปกติหกโมงเย็นเด็กญี่ปุ่นไม่มาเดินแล้ว เด็กไทยเดินกันเต็มไปหมดจนตำรวจงง เด็กที่ไหนมาเดิน (หัวเราะ) ตอนนั้นลูกๆ จะอยู่กับแม่ ผมคอยดูแลกลุ่มเด็กๆ


สิ่งที่ยึดเหนี่ยวกันไว้

น้าต๋อย : มันเป็นกรรมครับ (หัวเราะ) คนสองคนนิสัยไม่เหมือนกัน มาอยู่ด้วยกัน ทะเลาะกันเต็มๆ สักพักก็หยุด และเงียบไป ตามหลักศาสนา การจะมาเป็นสามีภรรยาคือเป็นกรรมคู่กันมา แยกกันไม่ได้จนกว่ากรรมจะหมดลง ผมกับเขานิสัยต่างกันเยอะมาก จุดหนึ่งที่เหมือนกันคือมันรักกัน ซึ่งไม่รู้ว่ารักกันได้ยังไงนะ (หัวเราะ)

น้าแว่น : พื้นฐานนิสัยเราสองคนแตกต่างกัน เหมือนขาวกับดำ การเป็นอยู่ พื้นฐานความคิด นิสัย แต่เราไม่ฝืนบังคับกัน มีปัญหาให้เงียบก็จบ เขาเป็นแบบนี้เราเข้าใจ ถ้าฉันแว้ดขึ้นมาเธอเสร็จแน่ (หัวเราะ) ขี้เกียจไง หยุดดีกว่า ไม่ใช่ว่าเป็นผู้หญิงต้องมาทน แค่คิดว่าทำไปแล้วได้อะไร ชนะแล้วได้อะไร เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือลูก ถ้ามัวแต่จะเอาชนะกัน แล้วลูกล่ะ อนาคตลูกสำคัญที่สุด

น้าต๋อย : ถ้านับว่าแต่งงานกันมา 39 ปี แต่ถ้าเห็นหน้ากันมาคือ 42 ปี มีหงุดหงิดกันบ้าง มีขึ้นเสียงบ้างแต่ไม่เคยพูดจาไม่ดี ไม่พูดทำร้าย ถ้านับถอยหลังจากนี้ไป อยู่ได้ไม่กี่สิบปีก็ต้องจากกันล่ะ ผมไม่ชอบเอาชนะใคร ทั้งเรื่องงานหรือเรื่องอะไร ใครจะทำยังไงผมไม่พูดนะ นักพากย์ด้วยกันผมไม่เคยวิจารณ์ใครทั้งสิ้น ถือว่าเขาทำดีอยู่แล้ว


เมื่อบททดสอบเข้ามา

น้าต๋อย : ลูกชายคนเล็กเป็นคนพาผมไปโรงพยาบาล ผมเดินไม่ได้ กระดูกสันหลังแตกเหมือนโดนยิง ผมเดินไม่ได้ ต้องอุ้มไปโรงพยาบาล โชคดีที่ทันหมอ ถ้าไม่ผ่าตัดวันนั้นตายแน่ ก่อนนี้ผมเป็นไซนัสอักเสบ จากการที่อยู่ห้องเย็นมาตลอดทุกวันตั้งแต่อายุ 12 เป็นโดยไม่รู้ตัว แล้วช่วงนั้นไปรับโรคจากที่ไหนไม่รู้เป็นโรคที่เมืองไทยไม่ค่อยมี คือวัณโรคกระดูกสันหลัง มันกินกระดูกสันหลัง

น้าแว่น : ลักษณะคล้ายกับมะเร็ง ทำให้ตรวจไม่เจอ ปกติวัณโรคจะตรวจเจอง่าย นี่เจาะไขกระดูก เจาะต่อมน้ำเหลือง ตอนเจาะขั้วปอดก็ทรมาน แค่หาสาเหตุก็ทรมานหนัก เจาะจนพรุน เจาะทุกอย่างก็ไม่เจอ หมอจะผ่าตัดแล้วยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร

น้าต๋อย : ทุกคนคิดว่าผมเป็นมะเร็งไปแล้ว ระหว่างที่รอผลก็กินยาแก้ปวด กินมอร์ฟีน หมอให้ผ่า ไม่ผ่าตายแน่ๆ หมอเก่งมากๆ (นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ) ตัดสินใจผ่าแบบวัณโรค เพราะไม่น่าจะเป็นมะเร็งแน่นอนล่ะ จะเป็นวัณโรคไหมก็ไม่รู้ แต่ใช้วิธีการรักษาแบบวัณโรค แต่ถ้าผ่าแบบมะเร็ง วัณโรคจะกระจายเต็มปอดและถ้ารอดมาได้ก็อาจเป็นอัมพาตตลอดชีวิต พอผ่าเสร็จ ผมได้โรคใหม่ตามมาคืองูสวัด ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่หาย งูสวัดขึ้นกลางหลังจนถึงรอบเอวปวดยิ่งกว่ากระดูกสันหลังแตกซะอีก นอนไม่ได้ นั่งไม่ได้
ออกจากโรงพยาบาล งูสวัดขึ้นรอบตัว ต้องกลับไปนอนโรงพยาบาลใหม่เกือบครึ่งเดือน ช่วงนั้นท้อมาก กินยาเข้าไปเต็มที่ ยังปวดมาก สองทุ่มคืนนั้นจะถอดใจแล้ว นึกว่าไม่รอดแน่ๆ มอร์ฟีนหมอให้เต็มที่แล้วให้มากกว่านั้นไม่ได้ล่ะ ผมขอไม่ให้หมอหรือใครเข้ามา ไม่อยากคุยกับใคร มันปวดมาก นอนนึกถึงซุนโงคู ตอนสู้กับฟรีเซอร์บาดเจ็บหนัก ยังทนได้เลย ผมก็อดทนกับความเจ็บจนสลบไป มันข้ามความเจ็บที่สุดที่เจอมาได้ ตื่นมาอีกทีเกือบห้าทุ่ม ร่างกายมันเริ่มสู้ล่ะ จนทุกวันนี้ยังสู้อยู่ ส่วนกระดูกสันหลังที่แตกไป ผ่าตัดเสริมใส่เหล็กเข้าไปใหม่ ยังไม่เจ็บเท่าเป็นงูสวัดเลย

น้าแว่น : งูสวัดพอขึ้นเม็ดหนึ่งก็ลามล่ะ ลามเยอะมาก ต้องฉีดยา ฉายแสงสารพัด เวลาปวดมันจะจี๊ดเข้าไปเลย การผ่าตัดเจ็บแล้วหาย แต่งูสวัดไม่ใช่ 1 เดือนกินยาเป็นร้อยเม็ด เพราะช่วงผ่าตัดร่างกายอ่อนแอ เสียเลือดเยอะ แถมโดนฉายแสงทำให้ภูมิตก เลยขึ้นมาเต็มไปหมด ก่อนนั้นเราทำงานหลายอย่าง ไปประชุมที่นั่นนี่ จัดงานการกุศลเยอะ พอน้าต๋อยมาป่วย ก็บอกเพื่อนเลยว่าตัดตรงนี้หมดเลยนะ ตอนเช้าจากที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ก็จัดอาหารเช้าใส่ถาดยกไปให้ บ้านอยู่กันแค่สองคน กับหมา 1 ตัว พอดีช่วงนั้นคุณแม่ป่วย ดูแลน้าต๋อยเสร็จแล้วไปดูแม่ต่อ จนคุณแม่เสีย เลยมาดูแลเขาต่อ ทำไปเรื่อยๆ ทุกอย่างมันเป็นจังหวะชีวิต (ยิ้ม) จริงๆ นะ ภรรยาต้องมีคนที่เป็นกำลังใจ เพื่อนที่ไว้ใจได้ พี่น้อง กำลังใจสำคัญที่สุด ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ โชคดีที่มีพี่น้องเยอะ ผลัดกันเอาของบำรุงมาให้ พอเขามาเจ็บ จากที่เคยไปออกงาน เปลี่ยนมาดูแลเขา มาทำกับข้าวที่ปกติก็ทำไม่ค่อยจะเป็น ชีวิตคู่กำลังใจจึงสำคัญที่สุด (ยิ้ม)


เจ้าโนบิแสนรัก

น้าต๋อย : เขาเสียชีวิตไปเพราะมะเร็งที่ร้ายแรงกว่าผม ต้องตัดจมูกทิ้ง ไม่มียาคีโมไหนบำบัดได้ เป็นหมาดีมาก ผมเช็ดอึเช็ดฉี่ให้เอง จะคอยเห่าให้ผมมาพลิกตัวให้ เพราะเขานอนจนเหน็บชา ก่อนนั้นให้หมอมาฉีดมอร์ฟีนให้ไม่เจ็บ จนกระทั่งวันที่เขาจากไป เห่าเรียกผม ผมก็ไปประคองแล้วสวดมนต์ให้ โนบิเข้าใจเพราะฟังทุกวัน จนเขาถอนหายใจสามเฮือกใหญ่แล้วนิ่งไป

น้าแว่น : โนบิไปสบายแล้ว เขาเป็นหมาที่ชอบดูข่าว อยู่บ้านเปิดแอร์ให้ ร้อนไม่ได้ เราก็ดูแลทั้งน้าต๋อย และโนบิด้วย เขารักกัน มีอยู่ครั้งที่เราสองคนพูดเสียงดังกัน ไม่ได้ทะเลาะกันนะ โนบิเดินมาล่ะ มามองว่าทะเลาะอะไร เหมือนจะมาถามว่าเป็นอะไรทำไมเสียงดังกัน มาซบที่มืออ้อน


ต่อจากนี้ไป

น้าต๋อย : ผมไม่ค่อยได้นอน พอพักผ่อนน้อยก็ยิ่งเจ็บงูสวัดมาก ตอนนี้พอนอน ทุก 45 นาทีต้องลุกยืน เพราะปัญหากระดูกสันหลัง ไขสันหลังไม่ไปเลี้ยงข้างล่าง ทำให้เวลานอนจะขาชาและเย็นเจี้ยบเหมือนเป็นเหน็บชา ผมต้องลุกขึ้นมายืน ผมก็เริ่มคิดว่า เมื่อก่อนที่บ้านมีลูกอยู่ คนโตแต่งงานแยกไปมีบ้านใหม่ คนเล็กมาๆ ไปๆ มีหมาตัวหนึ่ง อบอุ่นอยู่สักพัก หมาก็จากไป ทำให้รู้ว่าสักวันหนึ่งต้องจากกันไป มันทำให้หดหู่ แต่ผมจะไม่สร้างความหดหู่ให้เขา เช่นผมหดหู่เพราะเรื่องโนบิ ผมก็ไม่แสดงอาการให้รู้ พอบอกว่าเป็นห่วงเขา เขาไม่เชื่อนะ (ยิ้ม) เอาเป็นว่าต่อจากนี้ไป ผมขอตายก่อนเขา ผมไม่สามารถรับความรู้สึกสูญเสียได้อีกแล้ว มันหนักมากแล้ว เขายังมีที่ปลดปล่อยได้ แต่ผมไม่มี แล้วถ้าผมไปก่อนเขา เขาคงทนไม่ได้ จิตไม่แข็งพอ

น้าแว่น : เรามีพี่น้องเยอะ ทุกวันนี้โทรตามเจอกันตลอด ถ้าแม่ยังอยู่ก็จะไปรวมตัวกันที่บ้านแม่ มีที่ปรึกษา ชีวิตที่ผ่านมา 42 ปี สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้มีครอบครัว เลี้ยงลูกมา ทำชีวิตให้ง่าย ไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรซีเรียสหรอก อยู่กันมาขนาดนี้แล้ว ก็เก็บความรู้สึกดีๆ เอาไว้ มันแค่นี้เอง


คำสารภาพของน้าต๋อย

น้าต๋อย : ยังชอบที่ความสวยเขาอยู่ (ยิ้มทั้งคู่) เขาไม่รู้หรอก บางทีผมก็เอารูปเก่าๆ เขาออกมาดู ผมชอบการแต่งตัวของเขา แม้อยู่บ้านก็แต่งดีนะ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแต่งตัวล่ะ ถึงรูปร่างเปลี่ยนแปลงไป ก็อยากให้กลับไปแต่งตัวดีๆ ไม่ใช่บางทีก็เอาเสื้อยืดผมไปใส่ (หัวเราะ) ผมชอบของเก่า ชอบการรื้อฟื้น แต่เขาไม่ชอบ ชอบเดินไปข้างหน้าเป็นอีกจุดที่แตกต่างกัน

น้าแว่น : อย่าไปหวานมากมันจะดราม่า (หัวเราะ) ชีวิตมันต้องไปข้างหน้า


ทำไมถึงให้จับมือ

น้าแว่น : นั่นสิ (มองน้าต๋อย)

น้าต๋อย : เพราะกรรม ทำให้เราต้องจับมือกัน หรือไม่ก็ผีเข้า (หัวเราะ) ผมก็เสี่ยงจับไปนะ คิดในใจว่ายังไงจะจบแล้ว ไม่เป็นไรหรอก (น้าแว่นหัวเราะ)


เคล็ดการมีคู่

น้าต๋อย : หาเวลาว่างฟังธรรมะบ้างนะ (น้าแว่นหัวเราะ) จะได้หาคู่ครองได้ดีขึ้น คู่กรรมที่ได้มาเจอกัน มีทั้งคู่ดี คู่ไม่ดี มันเป็นกรรม ทะเลาะกันก็ต้องอย่าไปร้อน มันจะเป็นการต่อกรรม ไปวัดฟังธรรมกันดีกว่า แต่หาวัดดีๆ นะ (หัวเราะ)


จุดกำเนิดโดราเอมอน

น้าต๋อย : มีคนรู้แค่ 2 คนเท่านั้นที่รู้ว่าโดราเอมอนมาช่อง 9 ได้ยังไง คือมาจาก คุณประวิทย์ มาลีนนท์ ที่จริงโดราเอมอนมาจากช่อง 3 ก่อน ในตอนนั้นช่อง 3 ซื้ออิคคิวซังกับนินจาฮาโตริ ที่อยู่บริษัทเดียวกันกับโดราเอมอน เซลล์ก็ขายโดราเอมอนให้ แต่คุณประวิทย์ บอกให้กับช่อง 9 เถอะ ให้ได้มีการ์ตูนเกิดขึ้น เรื่องนี้คุณประวิทย์คุยกับผมแค่ 2 คน เวลาผมไปไหนจะบอกเสมอว่า ถ้าไม่มีคุณประวิทย์ ช่อง 9 การ์ตูนก็ไม่เกิดขึ้นได้

     เสียดายที่ความสนุกในวันนี้ต้องจบลง และเสียดายที่ไม่สามารถอัดความสนุกทั้งหมดที่ได้รับฟังใส่ลงในนี้จนหมดได้ เพราะประกายตาสดใสพร้อมรอยยิ้มของทั้งสองพระนางยังเหมือนสมัยที่ได้เจอกันไม่มีผิด ทำให้เป็นเรื่องราวภาพยนตร์รักที่ยาวนานมาถึง 42 ปี โดยมีตัวละครเสริมเพิ่มเติมขึ้นมากมายในภาพยนตร์นี้ และยังคงยาวต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงตอนสุดท้าย ในวันนี้ขอขึ้นคำว่า ‘โปรดติดตามตอนต่อไป’ จ้า