ซูยุ เยาวเรศ โอศิริพันธุ์ & เบล พรพจน์ เลาหสุขเกษม

โชคชะตาพารักให้ลงล็อค

คงไม่ผิดนักที่ใครหลายคนบอกว่า ‘โชคชะตา’ กับ ‘ความบังเอิญ’ ในการพบเจอใครสักคนนั้นมีเพียงเส้นบางๆ กั้นกลางไว้  หลายคนเชื่อใน ‘โชคชะตา’ ว่าอาจมีใครบางคนเป็นผู้กำหนด หลายคนกลับมองว่านั่นคือ ‘ความบังเอิญ’ ที่ไม่มีผู้ใดคาดเดาได้  แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้นที่เปี่ยมด้วยความตั้งใจและเต็มใจที่จะรัก ฮักขอพาคุณไปสัมผัสเรื่องราวที่ความบังเอิญและโชคชะตานำพาคนสองคนมาให้ได้พบเจอกันจนกระทั่งความรักก่อตัว ร่วมพูดคุยกับคู่รักที่ดูใจกันมา 7 ปี และครองคู่มานาน 6 ปี กับ ‘ซูยุ – เยาวเรศ โอศิริพันธุ์’ Senior Digital Marketing & PR Manager สินค้าสกินแคร์ และ ‘เบล – พรพจน์ เลาหสุขเกษม’ ผู้อำนวยการเครือข่ายช่องบูมเมอแรง

แรกพบ

ซูยุ : จริงๆ การเจอกันของเราเหมือนเรื่องบังเอิญคือสิบกว่าปีที่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งพอเลิกงานเราก็กลับบ้านตามปกติ เพื่อนสนิทของเราก็โทรมาบอกว่ามีคนมาจีบ เขาชวนไปกินข้าวอยากให้เราไปเป็นเพื่อน ตอนนั้นเรากำลังดูซีรี่ย์เกาหลี เตรียมตัวนอนแล้วเลยบอกว่าไม่ไป เพื่อนก็ยังขับรถมารับหน้าบ้าน เราก็เลยต้องไปกับเขา พอเราไปก็เจอทั้งคนที่คุยกับเพื่อนเราและเจอเบลด้วย กลายเป็นว่าหลังจากนั้นคู่ของเพื่อนคุยกันได้แค่สามเดือนก็เลิก ส่วนคู่เราก็จากความบังเอิญที่เจอกันจากวันนั้นก็ยาวนานมาสิบกว่าปีแล้วค่ะ

เบล : ฝั่งของผมก็คือเพื่อนผมจะไปจีบเพื่อนเขา เพื่อนก็มาชวนเราไปด้วยแต่เราก็ไปกับเพื่อนคนนี้บ่อยอยู่แล้ว ซึ่งเพื่อนก็เป็นคนเจ้าชู้นิดหนึ่ง เราก็ไปกับเขาอยู่บ่อยๆ แล้ววันนั้นผมก็มีปาร์ตี้กับพนักงานที่ออฟฟิศพอดีก็เลยไปด้วย

ซูยุ : ครั้งแรกที่เจอกันก็รู้สึกเฉยๆ แค่ได้รู้จักว่าคนนี้เป็นเพื่อนกับคนที่มาจีบเพื่อนเรา แค่นั้น


เมื่อความรักก่อตัว

ซูยุ : ตอนแรกๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้นแค่รู้สึกว่าเขาเป็นคนดี เพราะหลังจากที่เจอกันครั้งแรก เพื่อนก็เริ่มชวนเพื่อนผู้หญิงไปด้วยกันหลายๆ คน มีเหตุการณ์หนึ่งคือเพื่อนผู้หญิงของเราคนหนึ่งทำกำไลหาย เขาก็มาบอกให้เบลไปช่วยหา ซึ่งตอนนั้นคนก็เยอะแต่เบลก็ยอมไป เราก็รู้สึกว่าคนนี้เป็นคนดีนะ อุตส่าห์ไปช่วยเพื่อนเราหากำไลที่หล่นหาย

เบล : จากวันแรกที่เจอกันเราก็รู้สึกว่าเขาน่ารักดี ส่วนเพื่อนของเราคนนี้ก็ชวนเราไปที่ต่างๆ อีกหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งชวนไปพัทยาซึ่งตอนนั้นเราไม่อยากไปแต่พอเรารู้ว่าคุณยุไปด้วย เราก็เลยไป (หัวเราะ) ตอนนั้นเขาไปปาร์ตี้กับเพื่อนในออฟฟิศเขาเต็มเลยพอได้ไปเจอเขาวันนั้นก็ทำให้เราได้เห็นเขาอีกลุคหนึ่ง จากที่เคยเจอแต่งตัวแบบไปเที่ยว วันนี้เราได้เห็นเขาในลุคที่ Casual นิดหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเขาน่ารักอีกแบบหนึ่ง เราก็เลยถามเพื่อนว่าคนนี้ชื่ออะไร สนใจอยากจะจีบ (ซูยุ : เจอกันหลายครั้งไม่เคยรู้จักชื่อกันเลย) ตอนเจอกันมีคนเยอะแล้วกลุ่มเขาก็มีคนที่น่ารักๆ หลายคน (หัวเราะ) แต่สุดท้ายเราก็เริ่มจีบเขาจริงจัง

ซูยุ : หลังจากนั้นก็คุยกันมาเรื่อยๆ เขาก็มาหาที่บ้านทุกวันอาจจะไม่ได้เข้าบ้านแต่ก็มาทุกวัน มาเห็นหน้าแล้วก็กลับ ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าเขาสม่ำเสมอดีซึ่งเราจะไม่เจอเขาก็ตอนเขาไปทำงานต่างประเทศหรือต่างจังหวัด แต่ถ้าโดยปกติเขาจะต้องมาเจอทุกวัน หรือเพราะช่วงนั้นเขาอาจจะว่าง (หัวเราะ)

เบล : ตอนนั้นผมก็มาจีบทุกวันเลย กว่าจะเป็นแฟนกันก็ไม่นานเพราะเรารุกเร็ว ตอนนั้นก็พยายามจีบทุกวัน คุยโทรศัพท์ทุกวัน

ซูยุ : ส่วนเราก็เป็นแนวแบบว่าถ้าใครมาจีบจะต้องดูว่าเข้ากับที่บ้านได้ไหม ช่วงแรกๆ ที่เขามาจีบเป็นวันเกิดคุณแม่พอดี ก็มีคุณแม่แล้วก็เพื่อนๆ ไปคาราโอเกะกัน เราก็เลยชวนเบลว่า ‘วันเกิดคุณแม่ ไปไหม’ (เบล : เพื่อนเราก็บอกว่า ‘อย่าไปๆ’) (หัวเราะ) คือวันนั้นถ้าเขารอดก็คือรอด แต่ถ้าไม่ผ่านเราก็จะไม่คุยต่อ เขาก็เอนเตอร์เทนโดยการไปร้องเพลงกับแม่ ซึ่งเต็มที่มาก เราก็เลยรู้สึกว่าสงสัยเขาจะรอดแล้ว (เบล : เพราะเราทำบริษัทเอนเตอร์เทนไง) เขาเป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ดีมากค่ะ ไม่ว่าจะเพื่อนหรือครอบครัว แต่จริงๆ คุณแม่กับเพื่อนๆ เป็นคนใจดีก็เลยสนุกสนานกันใหญ่ (เบล : แล้วหลังจากนั้นก็คาราโอเกะกันทุกคืน) (หัวเราะ)

เมื่อรักลงล็อค

เบล : ตอนนั้นเราก็คบกันไปเรื่อยๆ ยังไม่ได้คิดอะไรเพราะที่จริงเราก็อยากแต่งงานกับเขาอยู่แล้ว ตอนแรกก็คิดว่ารอพร้อมก่อนถึงจะแต่งแต่จริงๆ แล้วสำหรับการแต่งงานนั้นคงไม่มีคำว่าพร้อมหรือไม่พร้อม แต่จุดที่พูดคุยจริงจังเรื่องการแต่งงานคือที่บ้านผมอยากให้มีหลานที่เกิดในปีมังกร เพราะว่าปีนั้นกำลังจะเข้าปีมังกรพอดี ส่วนเราเกิดปีไก่ก็อยากได้ลูกที่มาส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพราะมีความเชื่อว่าเด็กที่เกิดในปีมังกรโดยส่วนใหญ่จะมีชีวิตที่ดี

ซูยุ : ทางคุณพ่อบอกเรื่องแต่งงานประมาณเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นปีกระต่าย เขาก็บอกว่าปีหน้าเป็นปีมังกรนะ แต่ก่อนหน้านั้นเราก็คุยกันตลอดว่าจะแต่งกันหรือยัง อยู่ๆ เบลก็มาบอกว่าที่บ้านให้แต่งงานแต่ต้องรีบแต่งเลย

เบล : พอพ่อบอกว่าอยากมีหลานเกิดปีมังกร เราก็เริ่มนับเดือนแล้วก็คิดว่าต้องเร่งมือแล้วสินะ (หัวเราะ)

ซูยุ : ตอนแรกเราได้ฤกษ์มาว่าต้องแต่งงานประมาณเดือน 6 พ่อก็บอกว่า ‘ไม่ได้ นับเดือนแล้วยังไงก็มีลูกไม่ทันปีมังกร’ เขาเลยหาฤกษ์ใหม่ ก็ได้ฤกษ์มาเป็นวันที่ 9 เดือน 3 เราก็นับไปว่าต้องรีบแล้ว (หัวเราะ) ก็เลยแต่ง แล้วก็พยายามกันซึ่งก็โชคดีค่ะเพราะน้องชิชิน-ลูกชายก็คลอดวันที่ 26 เดือนพฤศจิกายนทันในปีมังกรพอดีเลยค่ะ

เบล : เรียกว่าติดเดือนมีนาคมเลย ท้องเดือนนั้นเลย (หัวเราะ)

ซูยุ : ก็คือโชคดีมากที่ทางบ้านอยากได้หลาน แล้วเราก็ได้หลานชายให้เขาในปีมังกร ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเราโชคดีมาก แต่หลังจากคนแรกมาก็ไม่ได้อีกเลย

เบล : ตอนนั้นเรารู้สึกว่าคนแรกได้มาง่าย คนต่อไปต้องติดง่ายแน่ๆ แต่หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมา 5 ปีคนที่สองก็ยังไม่มาอีกเลย เราเลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องของโชคชะตาจริงๆ

ซูยุ : ใช่ค่ะ เป็นโชคชะตาหรือความบังเอิญก็ไม่รู้ ตั้งแต่เริ่มเจอกัน จนแต่งงาน มีลูกก็เป็นคำสั่งแบบสายฟ้าฟาด แล้วก็หลังจากได้ฤกษ์แรกมาแล้วไม่ทันก็ยังไปหาฤกษ์ใหม่มาให้อีกฤกษ์หนึ่ง

เบล : ตอนแต่งงานก็จัดที่โรงแรมใหม่ด้วย เพราะว่าช่วงนั้นโรงแรมจะเต็มเสียส่วนใหญ่ แล้วช่วงนั้นเราก็รีบหาสถานที่ ปรากฏว่าโรงแรมโซเทลโซเพิ่งเปิดพอดี (ซูยุ : เราก็เลยกลายเป็นคู่แรกที่แต่งงานที่โรงแรมนี้) คือทุกอย่างมาถูกที่ถูกเวลาไปหมดก็เลยลงตัว (หัวเราะ)


ประทับใจกันและกัน

ซูยุ : เบลเป็นคนตลกค่ะ คืองานที่ยุทำจะเครียดๆ หน่อยหนึ่ง เขาก็จะเป็นคนแบบนี้ คือไม่คิดอะไร อยู่ๆ ก็พูดตลกขึ้นมา เลยทำให้เราไม่เครียด ก็ประทับใจที่เขาใจเย็นแล้วก็ทำให้เราอารมณ์เย็นลงมาได้ (เบล : เขาเพิ่งตัดผมมาด้วย) นี่ไงคะคือเขาเป็นแบบนี้ค่ะ อยู่ๆ ก็พูดอะไรไม่รู้ขึ้นมาซึ่งไม่เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังคุยกันอยู่ (หัวเราะ) นี่ก็นับเป็นสิ่งที่เขาทำให้เรายิ้มได้

เบล : คือจะบอกว่าก่อนหน้านี้เขาผมยาวแล้วเขาเพิ่งตัดผมสั้น (ซูยุ : แล้วเกี่ยวกับอะไรที่คุยกันอยู่) คือผมก็ประทับใจที่เขาดูแลที่บ้านเป็นอย่างดี แล้วก็ทำงานจริงจัง ใส่ใจในการทำงาน คือเราก็ต้องการคนที่ปรึกษาเรื่องงานได้ด้วยซึ่งเขาก็ให้คำปรึกษาได้เป็นอย่างดี


มองต่างมุม

เบล : จริงๆ แล้วเราทะเลาะกันตลอดเลยครับ (หัวเราะ) ทะเลาะตั้งแต่ตอนจีบกันเลยจนถึงตอนนี้ก็ยังทะเลาะกันสม่ำเสมอมาก

ซูยุ : (หัวเราะ) ใช่ค่ะ เราทะเลาะกันในเรื่องไร้สาระ หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

เบล : อย่างเมื่อวานเราทะเลาะกันเรื่องถุงอาหารที่ลืมไว้บนรถ แค่นั้น

ซูยุ : (หัวเราะ) อาหารก็เน่าอยู่ในรถคือต่างคนต่างลืม แต่ข้อดีของเราคือถึงจะทะเลาะกันบ่อยแต่ก็สงบกันได้เร็ว คือแค่อยู่เฉยๆ (เบล : ไม่ต้องคุยกัน อยู่เงียบๆ) เพราะบางทีพอทะเลาะแล้วมาคุยกันเยอะๆ จะทำให้ยิ่งได้ใจ ตอนเราโกรธแล้วเขามาคุยกับเราเยอะๆ เราก็จะยิ่งได้ใจว่าเขามาง้อ เราก็ยิ่งเล่นให้ใหญ่เข้าไว้ (หัวเราะ) แต่พอเขาไม่มายุ่งสักพักอารมณ์เราก็เย็นลงเองซึ่งปกติเวลาเราทะเลาะกันจะไม่ปล่อยทิ้งไว้จนข้ามวัน สมมุติทะเลาะกันแล้วเราหลับไปพอตื่นเช้ามาเราก็หายโกรธแล้ว ก็จะเป็นการทะเลาะกันที่พอตื่นเช้ามาก็ลืมทุกอย่างหมดแล้ว บางทีหายใจเข้าออกผิดจังหวะก็เป็นเรื่องให้ทะเลาะกันได้ (เบล : คู่อื่นเป็นอย่างนี้หรือเปล่าครับ) อย่างเวลาคุยกันแล้วมีจังหวะที่ไม่สนใจกันหรือเราทำอย่างอื่นไปด้วย เบลก็จะบอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้ต้องหันมามองหน้ากัน จ้องตากันเวลาคุย เราก็จะงงๆ ว่าคืออะไร

เบล : เราเป็นแบบ American Style คือเวลาคุยกันต้องจ้องตา แต่นี่แค่เรื่องนี้เดี๋ยวก็ทะเลาะกันแล้วนะ (หัวเราะ)

ซูยุ : หรือบางทีที่เราดูหนังอยู่ด้วยกันที่บ้าน พอยุอยากรู้เรื่องไหนก็จะถามขึ้นมาทันที เขาจะไม่คุยกับเราตอนนั้น แต่จะกดปุ่ม Pause แล้วค่อยหันมาคุย (หัวเราะ) คือทำไมต้องขนาดนั้น

เบล : คือเราต้องเก็บรายละเอียดให้หมดไงครับ


ดูแลใส่ใจกันและกัน

ซูยุ : ช่วงก่อนคบกันเขาก็ดูแลเราเป็นอย่างดีนะคะ ยิ่งช่วงที่เราท้องเขายิ่งดูแลเราดีมากๆ เพราะว่าเขาทั้งดูแลเราและเป็นห่วงลูก เรียกได้ว่าช่วงท้องคือช่วงที่รู้สึกสบายที่สุด (หัวเราะ) (เบล : นอนดูซีรี่ย์อย่างเดียวเลย จนติดมาถึงตอนนี้เลยใช่ไหม) แต่พอลูกคลอดเท่านั้นค่ะ ชีวิตเราเปลี่ยนทันที พอเป็นมนุษย์แม่ก็ต้องทำทุกอย่าง

เบล : ต้องยอมรับว่าเขาดูแลลูกดีมากๆ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราประทับใจในตัวเขา คือเขาต้องตื่นมาปั๊มนมทุกๆ สองชั่วโมง

ซูยุ : ช่วงนั้นเราอยากให้น้องดื่มนมแม่ แต่ว่าน้องไม่ได้เข้าเต้าโดยตรงเราเลยต้องใช้วิธีปั๊มน้ำนมออกมาเก็บไว้ให้เขาได้ดื่มอย่างเพียงพอซึ่งเราก็ศึกษามาว่าถ้าจะให้ได้น้ำนมที่ดีมีคุณภาพควรปั๊มทุกสองชั่วโมง รู้สึกว่าตอนนั้นเราเหมือนแม่วัวมากๆ (หัวเราะ) เพราะต้องใช้เวลาปั๊มครึ่งชั่วโมง ในทุกๆ สองชั่วโมง (เบล : ช่วงนั้นตอนกลางคืนเราก็จะเห็นเขาสะดุ้งตื่นมาปั๊มนมเป็นเรื่องปกติ)


เรื่องดีๆ ของคนมีคู่

ซูยุ : การมีคู่นับเป็นเรื่องดีนะคะ เพราะทำให้เรามีเพื่อนช่วยคิดในยามที่เรามีปัญหาหรือเครียด แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ทุกคนรีบหาคู่นะคะ คือถ้ายังไม่ดีหรือยังรู้สึกว่าไม่ใช่ก็ยังไม่ต้องตัดสินใจ แต่ถ้ามีโอกาสได้เจอคนๆ นั้นแล้วก็อยากให้รักษาเขาไว้ให้ดีๆ ค่ะ

เบล : สำหรับผมมองว่าคู่จะเป็นคนที่ช่วยให้คำปรึกษาเวลาที่เราหาทางออกไม่เจอ มีคนช่วยปลอบใจเวลาเครียด ส่วนมากจะช่วยคุย ช่วยปลอบใจ ช่วยให้คำปรึกษา ถือเป็นข้อดีที่สุด

ซูยุ : เวลาไปไหนหรือทำอะไรก็ไม่ต้องทำคนเดียว แค่รู้ว่ามีคู่ของเราไปด้วยเราก็อุ่นใจ

เบล : พอมีลูกกิจกรรมต่างๆ ก็จะเกี่ยวกับลูกเป็นส่วนใหญ่ แต่ก่อนหน้านี้เราก็มีไปเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศกันเป็นส่วนใหญ่

ซูยุ : ที่เราอ่านหนังสือมาก็เจอว่าให้เด็กเขาได้เรียนรู้และลงมือทำ พาเขาไปดำนา ปลูกต้นไม้


ส่งต่อความใน(หัว)ใจ

ซูยุ : ก็รู้สึกโชคดีที่ได้เจอเขาในวันนั้น แล้วก็มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ ดีใจที่สุดก็คือได้ใช้ชีวิตคู่แล้วก็มีลูกที่น่ารักในช่วงเวลาที่เราอยากมีเขามากๆ ในตอนนั้น

เบล : เขาเป็นคนจริงจังในทุกๆ อย่างส่วนผมเป็นคนชิลล์ไปเสียทุกๆ อย่าง ก็เลยดูต่างกันมากทั้งในด้านการทำงาน ความคิด เลยคิดว่าบางทีก็ไม่จำเป็นต้องเครียดทุกอย่าง เรื่องการทำงานก็อยากให้ปล่อยวางบ้าง อยากให้อยู่ในจุดที่พอดีมากกว่า เพราะเวลาที่เราเห็นเขาเครียดมากก็จะรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย คือเมื่อก่อนเราเคยเป็นคนที่ทำงานแล้วจริงจังมากเกินไป สุดท้ายเราก็กลับมาคิดว่าทำไมเราต้องจริงจังขนาดนั้น แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราได้ไปบวชเลยทำให้ย้อนมองกลับมาว่าบางทีเราไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้น คุยกับทุกคนดีๆ คิดถึงใจของกันและกัน ทำให้สึกออกมาแล้วเป็นสไตล์ชิลล์ (หัวเราะ) เราคิดว่าทำให้ลูกน้องรู้สึกสบายใจเวลาทำงานดีกว่า แต่จริงๆ ตอนนั้นเราก็ศึกษาลึกไปก็เลยพาตัวเองกลับมาให้อยู่ตรงกลางให้มากที่สุด

ซูยุ : ซึ่งยุเองก็อยากทำให้เบลเครียดขึ้นบ้าง (หัวเราะ) แต่จริงๆ ยุก็ไม่ได้ซีเรียสขนาดที่เบลบอก คือถ้าอยู่ที่ทำงานเราก็เต็มที่อาจเพราะเราประชุมเยอะเลยไม่ค่อยมีเวลาคุย เขาก็จะบอกว่า ‘ทำไมประชุมเยอะ ไม่มีเวลาคุยกันเลย’ แต่พอกลับบ้านไปเราก็เป็นปกติ เลี้ยงลูก ทำกับข้าว ป้อนข้าวน้อง เล่านิทานให้น้องฟังก่อนนอน วันหยุดก็พาน้องไปทำกิจกรรม

เบล : ที่อย่างบอกเขาคือเขาเป็นคนดี เป็นคนที่รักครอบครัว เราชอบตรงนี้ ที่เขาใส่ใจในลูกและในครอบครัวของเรารวมถึงของเขาด้วยก็อยากให้เขาอยู่ตรงนี้ตลอดไป

    ไม่ว่าจะเป็นโชคชะตาหรือความบังเอิญแต่หลังจากวันนั้นความรักก็ก่อตัวให้เขาและเธอร่วมสร้างครอบครัวที่อบอุ่นมาถึงวันนี้ด้วยความตั้งใจ...โชคชะตาและความบังเอิญคงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป แค่ปัจจุบันเรายังคงมีกันและกันอยู่ในชีวิตก็เพียงพอแล้ว คุณว่ามั้ย?