ปุ้ย ภัทร จินตนะกุล & ฟาร์ม พงษ์ศีล ทรัพย์อนันต์

ความรักคือการได้เป็นตัวของตัวเอง

ความรักของแต่ละคนนั้นมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน มีจังหวะการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน มีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน กว่าจะรักกันได้ฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปพบกับเรื่องราวความรักของ ‘ปุ้ย –ภัทร จินตนะกุล’ ผู้ประกาศข่าวต่างประเทศประจำช่อง True4u กับสามี ‘ฟาร์ม – พงษ์ศีล ทรัพย์อนันต์’ วิศวกรไฟฟ้าของบริษัท โรงงานไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บริษัท Schneider Electric สองคนสองอาชีพมาพบเจอกันได้อย่างไร ติดตามกันได้เลย!

เจอกันใน ‘ผับ’

ฟาร์ม : เราเจอที่ผับครับ (หัวเราะทั้งคู่) ไปเที่ยวสงกรานต์แล้วเจอ

ปุ้ย : คือปุ้ยนั่งอยู่ในร้านก็เห็นแล้วว่าผู้ชายคนนี้ ขอชนแก้วตลอดเวลา หน้าก็แบบเมา คือธรรมดาก็เหมือนเมาอยู่แล้ว และเขาเมาหนักมาก ซึ่งปุ้ยก็ไม่ได้สนใจ แต่สักพักเขาก็ให้เพื่อนมาขอเบอร์ เราก็ไม่ได้ให้ คือคนเมาน่ะ ใครจะให้เบอร์ จนผ่านไป 2 วัน ก็เจอเขาที่ร้านเดิมอีก

ฟาร์ม : วันสงกรานต์ผมดื่มตั้งแต่คืนวันที่ 12 แล้วก็ยาวมา 13 ทั้งวัน จนมาเจอปุ้ยตอนคืนวันที่ 13 แต่อีก 2 วันต่อมาที่เจอ ผมไม่เมาแล้ว วันที่ 14 นัดกินข้าวกับที่บ้าน ต้องหายเมา (หัวเราะ) โดนแม่สวดมาด้วย วันที่เจอปุ้ยวันนั้นก็ไม่เมาแล้ว วันที่ 15 ผมก็อยากออกไปมาก ก็ไปร้านเดิมแต่ก็ไม่ได้ดื่ม

ปุ้ย : นั่นแหละค่ะ ก็เจอกัน แล้วคิดว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ เลยกับคนนี้ถึงได้เจอติดๆ กัน ตอนนั้นเขาก็เข้ามาขอเบอร์อีก ทีนี้เลยให้เฟซบุ๊คไป เพราะจะได้รู้ว่าชีวิตเขามีอะไรบ้างอย่างน้อยๆ ได้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาเป็นคนยังไง เราสามารถตรวจสอบได้ด้วย ก็มารู้ทีหลังว่าเขาเรียนวิศวะ แล้วมันก็ขึ้นชื่ออยู่แล้วไงว่าโคตรขี้เมาแน่ๆ เป็นแบบนั้นแหละค่ะ
สปาร์ตตอนไหน

ปุ้ย : สวยไง (หัวเราะ)

ฟาร์ม : มันบอกไม่ถูกครับ คือปกติไปเที่ยวผับ มันจะมีคนบางคนที่ไม่เหมือนคนอื่น บอกไม่ถูก แบบปิ๊งขึ้นมา แบบคนนี้มันต้องขอเบอร์ ตอนแรกๆ เพื่อนก็ถามแบบ ‘เอาจริงๆ เหรอ’ เหมือนกัน

ปุ้ย : แล้วสมัยก่อนปุ้ยจะอาม่ามากเลยนะ จะแบบหัวฟูๆ ไมใช่แบบตอนนี้นะ ปุ้ยเองตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แค่แบบคงเป็นผู้ชายเจ้าชู้ธรรมดาที่จะมาขอเบอร์มาคุย เพราะดูหน้าก็ไม่น่าจะรอด เขาก็แอดเฟซบุ๊คมาคุย พอเราคุยไปเรื่อยๆ ไป แล้วรู้สึกว่าเขาแฟมิลี่แมนมากๆ ใส่ใจครอบครัว ดูรักครอบครัวดีไม่ได้ดูแบดบอยแบบที่เราคิดตอนแรก ไม่ได้แบบเมาหัวราน้ำขอเบอร์ไปทั่ว ก็เลยลองเปิดใจดูค่ะ อ้อ! แต่ตอนนัดเจอกันครั้งแรกก็แบบคุยดี ดีดูแลเทคแคร์

ฟาร์ม : ไม่ได้เทคแคร์ขนาดนั้น แค่พาไปกินข้าวดูหนัง ผมไม่ได้แบบเดินอ้อมมาเป็นประตู แต่ก็ไม่ใช่แบบเพื่อนนะ ก็จีบเขาแหละ


ดื่มเหล้า

ปุ้ย : เรื่องดื่มเหล้า คือเขาดื่มหนักมาก ด้วยความที่สังคมเขา ผู้ชายวิศวะดื่มกันทั้งคืน เราก็ไม่คิดว่าเราจะอยู่กับผู้ชายแบบนี้ได้ แต่ว่าพออยู่ไปเรื่อย เขาก็ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ดื่มลดลงมาเรื่อยๆ แต่ก็ 2 – 3 ปีนะกว่าจะลด

ฟาร์ม : แต่ก็นานครับกว่าจะลดลง จริงๆ ตอนแรกๆ ที่เขาไม่บ่น เพราะผมทำงานที่ไซต์ต่างจังหวัด ก็ดื่มวันธรรมดาเกือบทุกวัน จะกลับมากรุงเทพฯ แค่เสาร์อาทิตย์ ซึ่งพอกลับบ้านมาก็อยู่กับพ่อแม่ ใช้เวลากับครอบครัวกับเขา ไม่ได้ดื่มมันเลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไร

ปุ้ย : เรื่องกินเหล้าไม่ใช่ปัญหาอะไร เราไม่โกรธแต่จะโกรธทุกครั้งที่เมาจัด แล้วไม่โทรศัพท์บอกว่าถึงแล้ว เพราะเป็นห่วงมากกว่า
เรียนรู้กัน

ฟาร์ม : จากมีแฟนผ่านมาหลายๆ คน ผ่านมาเรื่อยๆ เราก็โตขึ้น ถ้าคนก่อนเราเลิกเพราะอะไร คนต่อไปถ้าเป็นแบบนี้อีกฟาร์มก็จะไม่คบตั้งแต่แรก และสาเหตุที่ทำให้เลิกกับแฟนเก่า ปุ้ยเขาจะไม่ค่อยเป็น คือผมไม่ค่อยชอบคนมาจู้จี้จุกจิกเกินไป โทรตามหรืออะไรแบบนี้ คือในความคิดผม ถ้าเป็นแฟนกันอย่างแรกเลย ต้องไว้ใจ ถ้าไม่ก็อย่าคบกันเลย ซึ่งเขาก็จะไม่ค่อยเป็น ไปกินเหล้ากับเพื่อนกลับมาก็ไม่ค่อยมีปัญหา เช็คมือถือก็ไม่ค่อยมี

ปุ้ย : จะมีเช็ค ก็แบบแกล้งๆ ไม่ได้จริงจัง ‘ไหนเอามาดูสิ’ จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นคนเช็คขนาดนั้น แล้วพี่ฟาร์มเขาเป็นคนจริงจังทุกเรื่อง เรื่องงานด้วย แล้วก็เขาที่บอกไปทำงานต่างจังหวัด ทั้งเดือนกลับแค่เสาร์อาทิตย์ เขาก็ยังพยายามให้เวลาเราตลอด ไม่เคยมีอาทิตย์ไหนที่ไม่มาหาเราเลย พยายามมาหาให้ได้มากที่สุด และก็ไม่มีวันไหนที่เราไม่โทรหากัน โทรหากันบ่อยมาก

ฟาร์ม : จริงๆ เทียบกับคู่อื่นก็คงไม่ได้บ่อย เราคุยกันแค่แป๊บๆ ไม่ได้เป็นชั่วโมง แค่บอกให้รู้ว่าทำอะไรอยู่มากกว่า

ปุ้ย : แล้วเหมือนปุ้ยโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อค่อนข้างเจ้าชู้ ทำให้กลัวผู้ชายเจ้าชู้ พอคบกับเขา คือตอนแรกก็กลัวนะ หนุ่มวิศวะเจอกันในผับต้องเจ้าชู้แน่เลยแต่คุยไป 1 – 2 เดือน เขาก็บอกว่าเขาไม่เจ้าชู้ เขาบอกว่าถ้ามีแฟนก็ไม่ได้อยากให้มีปัญหา ซึ่งที่ผ่านมา 6 ปีที่ผ่านมาก็สม่ำเสมอทุกอย่างไม่มีเรื่องแบบนี้เลย ตั้งแต่วันแรก


คนที่ใช่

ปุ้ย : มันมีช่วงที่ปุ้ยทำงานเหนื่อยๆ ที่ออฟฟิศไม่มีข้าวกิน ก็บอก ‘พี่ฟาร์มปุ้ยหิวจังเลย’ แล้วเขาขับรถจากรามอินทรามาเพื่อเอาข้าวกล่องให้เรากินกล่องเดียว คือเดินออกไปซื้อก็ได้ แต่ 300 เมตรขี้เกียจเดิน บอกพี่ฟาร์ม แล้วอย่างนอนตกหมอนปวดคอมาก แต่ต้องทำงาน เขาก็ซื้อไอ้ที่รองคอมาให้ คือเขาดูแลทำให้เหมือนเดิมตลอด

ฟาร์ม : ถ้าว่างก็ทำให้ (หัวเราะ) จริงๆ ผมไม่ได้ทำให้เยอะ ตั้งแต่แรกไม่ได้เป็นคนดูแลเยอะ เป็นคนไม่ฝืนตัวเอง ที่คบแรกๆ ก็จะทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจมาก (ปุ้ยหัวเราะ) รู้สึกว่าทำแรกๆ ให้น้อยๆ หลังๆ จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าทำ ตอกแรกๆ เยอะ หลังๆ มันจะมีปัญหา

ปุ้ย : อ้อ... ที่เข้าใจว่าสม่ำเสมอนี่คือตั้งใจไว้แต่แรกแล้วนี่เองใช่ไหม โอเคๆ

ฟาร์ม : ก็ทำให้รู้ว่าทำได้มาสุดแค่นี้แหละ (หัวเราะทั้งคู่) ถ้าทำได้ก็ทำ ไม่ได้หมายความว่าเขาบอกแล้วเราจะทำให้ทุกครั้ง มันต้องว่างจริงๆ แบบอยู่บ้าน ไปก็ได้

ปุ้ย : ตอนขับรถไปให้ก็ 3 - 4 ปีแล้วเนอะ แต่ที่แบบพิสูจน์มากๆ คือช่วงเขาไปญี่ปุ่น เขาไปทำงาน 2 ปี กลับบ้านแค่ปีละไม่กี่ครั้ง แล้วครั้งหนึ่งไม่ถึงอาทิตย์ หลายคนก็ถาม ‘ไม่เลิกกันจริงเหรอ’ ทำยังไงให้ไปเลิกกัน ก็นานเหมือนกันนะ แต่รู้สึกว่าตอนที่เขาอยู่ญี่ปุ่นเราใกล้กว่าเดิมอีก เพราะเราเฟซไทม์คุยกันตลอด แล้วเห็นหน้ากันทุกวัน ซึ่งบ่อยกว่าเห็นที่ไทยอีก

ฟาร์ม : ปัจจัยรอบข้างมันน้อยกว่า เราก็ต้องเชื่อใจ เพราะถ้าไม่เชื่อใจตั้งแต่แรกคงคบกันไม่ได้


การปรับเปลี่ยน

ปุ้ย : ด้วยความที่ปุ้ยทำรายการเช้ามา 5 ปีแล้ว เราต้องตื่นตี 3 เข้านอน 2 ทุ่ม ในขณะที่เขาแบบไนท์ไลฟ์ ไปกินเหล้ากับเพื่อน ชีวิตเขาสมัยก่อนคือแบบสุขภาพไม่ดี เพื่อนๆ ก็เคยถามว่าใช้ชีวิตให้ตรงกันได้ยังไง ในเมื่อเรานอน 2 ทุ่ม แล้วเขาไม่ได้ตื่นอะไรแบบเรา ซึ่งเขาก็ค่อยๆ ปรับวิถีชีวิต เขามาเรื่อยๆ นะ

ฟาร์ม : สมัยก่อนปุ้ยตื่น ผมยังไม่กลับเลยแรกๆ ก็รู้ว่าทำอะไรอยู่ที่ไหน ก็คุยกันนิดเดียว แล้วก็เจอกันเสาร์อาทิตย์

ปุ้ย : จันทร์ถึงศุกร์ 2 ทุ่ม ปุ้ยก็โทรไปบอกว่า ‘นอนแล้วนะ’ แล้วเราตื่นเช้าเขาก็ยังไม่ตื่น บางทีเขาก็ยังไม่นอน แต่หลังๆ เขาค่อยๆ นอนเร็วขึ้น ตื่นเช้าขึ้น แต่ก่อนอาจจะนอนเที่ยงคืน ก็ปรับมาเป็น 4 ทุ่ม แล้วก็เป็น 3 ทุ่ม จนทุกวันนี้เขานอนก่อนปุ้ยอีก (หัวเราะ) เรานอน 2 ทุ่ม ปุ้ยตื่นตี 4 แล้วไปทำงาน ส่วนเขาตื่นตี 4 ครึ่งไปออกกำลังกาย ก็กลายเป็นวิถีชีวิตเราเท่ากันพอดี

ฟาร์ม : ด้วยการที่เราโตขึ้น แล้วมันใช้ชีวิตแบบนั้นไม่ได้แล้ว ดื่มมันก็ยังมีบ้าง แต่ด้วยการงานและอะไรหลายๆ อย่าง ต้องสร้างความมั่นคง และก็ถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต จริงๆ ที่เริ่มดื่มเหล้าน้อยลง เพราะมันมีช่วงหนึ่งที่อยู่ไซต์ต่างจังหวัด อยู่คนเดียวดูทีวีแล้วแบบดื่มเหล้าได้ 2 แบน เราว่าแบบนี้มันเริ่มไม่ไหวแล้ว มันจะเริ่มติด เลยเลิก และมาออกกำลังกายแทน เริ่มจากออกตอนเย็นก่อน ช่วงนั้นก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิต เริ่มมีเงินเก็บ เริ่มมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น เริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมากขึ้น ก็ออกกำลังกายมากขึ้น ก็เริ่มเห็นอนาคตว่าถ้าใช้ชีวิตคู่ต่อไปแล้วจะเป็นยังไง ก็จะเริ่มปรับในส่วนอื่นได้ดีขึ้น คือพอเลิกดื่มเหล้าแล้ว มันก็จะพอเห็นหนทางต่อไปได้เยอะขึ้น เดี๋ยวนี้แทบไม่ได้ดื่มเลยครับ

ปุ้ย : เดี๋ยวนี้ถ้าเราไปร้านเหล้า 2 ทุ่มเราทั้งคู่ก็คงง่วงนอนกันแล้ว (หัวเราะ)

ฟาร์ม : แล้วพอชีวิตมันเป็นชีวิตคู่ พอมันเริ่มคิดจะแต่งงานมันก็ต้องปรับตัว จริงๆ ผมก็ปรับมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ก่อนไปญี่ปุ่น แต่ตอนกลับมาจากญี่ปุ่น แล้วตัดสินใจแต่งงานมันจะปรับมากขึ้นกว่าเดิม คือปาร์ตี้ลดลงเยอะมาเพื่อที่จะต้องเก็บเงิน ก็ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะรู้ว่าต่อไปต้องดูแลอีกคนหนึ่ง

ปุ้ย : รู้สึกตัวเองเป็นภาระยังไงไม่รู้ (หัวเราะ)

ฟาร์ม : มันถึงวัยด้วยแหละ ก็ไม่ได้เลิกขาดแต่น้อยลง พอเลิกกินหนักๆ คือคนที่อยู่รอบข้างก็จะเปลี่ยนด้วย ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวมากขึ้น มุมมองชีวิตมันก็เปลี่ยน ถ้ากินมันก็จะเจอแต่เพื่อนเดิมๆ พอไม่กินก็จะมีคนอื่นๆ คือคนไปออกกำลังกาย เขาก็มีมุมมองชีวิตอีกแบบหนึ่ง ก็ทำให้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไป


เคยเกือบจะเลิก?

ฟาร์ม : ไม่เคย

ปุ้ย : เคยถามเค้าไหม (ฟาร์ม : เคยด้วย!) ไม่เคย คือไม่ถึงกับจะเลิก มีแต่นอยๆ ก็เรื่องเดียวนั่นแหละที่เราทะเลาะกัน คือเขาเป็นคนไม่ชอบถ่ายรูปเลย (เน้นเสียง) แล้วเราก็เป็นผู้หญิง ก็จะมีความเยอะนิดหนึ่งเรื่องถ่ายรูป แล้วมันก็จะมีหลายครั้งที่ไปเที่ยว ครั้งแรกที่อยุธยาเราก็แบบมุมนี้ต้องถ่าย เขาก็แบบยึกๆ ยักๆ สักพักพอถ่ายออกมา ‘เบลอ’ อีกครั้งคือไปญี่ปุ่น ไม่เคยไปห้าแยกชิบุยะ แบบถ่ายออกมาต้องสวยมาก เป็นซิกเนเจอร์ของญี่ปุ่น ยื่นกล้องให้เขาถ่าย เรายื่นเสี่ยวหมี่กับกล้องใหญ่ให้เขา ซึ่งเขาก็เซ็งว่า แล้วเขาก็ไม่ยอมถ่ายเสี่ยวหมี่ หยิบกล้องใหญ่มาถ่าย ไม่เล็งด้วยนะกดถ่ายกึกๆ แล้วเดินไป เราเอามาดูคือ เบลอมันทุกรูป!

ฟาร์ม : คนมันก็เยอะ มันก็แค่ชิบุยะ ไปญี่ปุ่นพกไป 3 - 4 กล้อง อะไรบ้าป่าววะ

ปุ้ย : ก็ไม่เคยไปนี่ ตอนนั้นคือแทบจะร้องไห้ตรงกลางแยก แล้วเขาก็เดินไปแล้วไม่สนใจเราด้วย เพราะเขาโกรธที่เรามีหลายกล้อง เราก็โกรธที่เขาถ่ายเบลอ แบบมองไม่เห็นว่าเป็นอะไรเลย ซึ่งเป็นเรื่องเดียวตลอด 6 ปี ที่ทะเลาะกัน โกรธมาก

ฟาร์ม : ก็อาร์ตดีนะ ถ้าเลิกด้วยเหตุผลนี้ (หัวเราะทั้งคู่) คือผมเคยพยายามแล้ว เคยซื้อกล้องมา ผู้ชายมันต้องเล่นกล้องถึงเท่ แต่ไม่ชอบ... หนักก็หนัก ซื้อไปทำไม มันไม่ได้ชอบถ่าย ตอนนั้นหงุดหงิดนะ แค่เห็นกล้องก็หงุดหงิดแล้ว หลังๆ เขาจะตั้งกล้องเอง สบายใจ แล้วไม่ต้องเรียกไปถ่ายด้วยนะ เข้ากล่องก็ไม่ชอบ (หัวเราะ)


เสียงหัวเราะคือความสุข

ปุ้ย : เขาก็พยายามทำทุกอย่างให้เราหัวเราะได้ในทุกวัน เล็กๆ น้อยๆ เรื่องขี้ประติ๋วเขาก็ทำ

ฟาร์ม : เราอยู่กันตลกๆ คือชีวิตคนเราจะสนุก ถ้าคนเราหัวเราะได้ทั้งวัน มันจะโอเคกับชีวิต อยู่ด้วยกัน หัวเราะจริงๆ แบบวันละครั้งสองครั้งก็พอแล้ว คือจะจีบผู้หญิงก็ทำให้เขาหัวเราะได้วันละครั้ง มันก็จีบติดแล้ว

ปุ้ย : นี่ยังสงสารลูกเลย กลัวว่าเกิดมาเจอพ่อแม่แบบนี้ (หัวเราะ)


คำขอโทษ

ปุ้ย : เราอาจจะงอน โกรธ หงุดหงิดกันบ้าง บางเรื่องไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งบางครั้งเรายังไมได้ดั่งใจหรือหงุดหงิดตัวเองเลย แต่เขายอมเราตลอด เราเป็นฝ่ายผิด เขาไม่ผิด เราโกรธ เขาก็โกรธ แต่สุดท้ายเขาก็จะอารมณ์เย็นก่อน มาง้อเราก่อนทุกครั้ง ปุ้ยแทบไม่เคยง้อพี่ฟาร์มก่อนเลย

ฟาร์ม : ถ้าไม่มีใครยอมใครเลยก็ไม่ได้ ผมไม่ชอบให้คาราคาซังนานๆ จะจบก็จบ จะดีหรือไม่ดีแต่ก็จบ คือเรื่องแบบนี้แค่คนคนหนึ่งยอมขอโทษก่อนก็พอแล้ว และมันก็จะคุยกัน บางครั้งปุ้ยเขาก็รู้แล้วว่าตัวเองผิด แต่ไม่ยอมขอโทษ ไม่ยอมคุย ผมก็แค่ขอโทษก่อน แล้วเขาก็จะบอกว่ายอมขอโทษเหมือนกัน มันก็จบ จะได้มีความสุข ทำไมเราต้องอยู่ในบรรยากาศไม่ดีกันนานๆ

ปุ้ย : เราไม่เคยโกรธกันข้ามวัน เขาจะไม่ยอมให้มันข้ามวัน เราไม่เคยไม่คุยกัน ไม่เคยปิดโทรศัพท์ มีน้อยมาก

ฟาร์ม : นานมาแล้วครับที่เจอเรื่องตัดสาย มีครั้งหนึ่ง ปุ้ยเป็นคนตัด สุดท้ายผมก็บอกเขาว่ามันไม่ดีหรอก คุยกันมันก็จบแล้ว

ปุ้ย : ทำไมเราจำไม่ได้เลย ไม่มีอยู่ในหัวเลย (หัวเราะ)


ความประทับใจ

ปุ้ย : เราต้องการคนที่เป็นทั้งผู้นำครอบครัว แล้วดูแลปุ้ยได้ทุกเรื่อง แล้วอย่างที่บอกเราเจอคุณพ่อ ที่ค่อนข้างเจ้าชู้ เลยอยากได้คนที่ไม่มีเรื่องนี้ ที่ผ่านมาก็ยังไม่เจอคนที่มันใช่ จนมาเจอเขา ปุ้ยสามารถคุยกับเขาได้ทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องเล็กจนทุกอย่าง ในบางจังหวะเขาก็จะนำเราได้ สอนเราหรือบอกเราได้ หรือบางเรื่องเราคุยกันเป็นเพื่อนกัน จูงมือกันไปได้ มันเป็นได้หลากหลายมาก ชอบความเป็นเขาตรงนี้ ที่เป็นได้หลายสถานะ

ฟาร์ม : เขาเป็นผู้หญิงเก่งครับ พอเก่งก็ทำให้เราพัฒนาตัวเอง อยากเป็นคนที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เราวางเป้าหมายในชีวิตง่ายขึ้น เพื่อที่จะทำให้เก่งทัดเทียมหรือมากกว่า

ปุ้ย : ทุกวันนี้เขารู้เรื่องข่าวเรื่องอะไรมากกว่าปุ้ยอีก เพราะเขาชอบดูทีวีแล้วบางทียังแนะนำเราได้ด้วย ว่าแบบนี้สิ ลองดูอันนี้จะเปลี่ยนมุมมองได้เยอะเลย หลายๆ รายการเขาจะช่วยเราได้ด้วย

ฟาร์ม : คือในทุกเรื่อง หน้าที่การงานอะไรก็ต้องมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นเราจะตามไม่ทัน แต่เขาก็ไม่ได้กดดันอะไรผมนะ คือถ้าเขากดดันก็อาจจะเป็นอีกแบบ แล้วงานมันไม่ได้เป็นสายงานเดียวกันด้วย เลยเทียบกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยในสังคมก็รู้ว่าเราหน้าที่การงานระดับหนึ่ง เขาก็ระดับหนึ่ง มันก็โอเค แต่ผู้หญิงเก่งผมว่าก็ดี ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องห่วงมาก


แนะนำคนอยากมีคู่

ปุ้ย : ไปเที่ยวผับค่ะ! (หัวเราะ) ไม่ใช่ๆ ผิดๆ ล้อเล่นๆ แค่ใจเย็นๆ อย่าไปรีบร้อนเลยค่ะ ใจเย็นๆ ถึงเวลาที่ที่มันใช่ เขาก็มาเอง นี่ก็มาเอง ไม่นึกไม่ฝันว่าเขาจะมาเหมือนกัน

ฟาร์ม : จริงๆ ถ้าอยากมีคู่ก็ทำให้เขามีความสุขครับ แล้วเขาก็จะมาคู่เราเอง อย่างบอกที่บอก จีบผู้หญิงทำให้เขาหัวเราะได้วันละครั้ง สองครั้งก็พอแล้ว ก็น่าจะแค่นั้น


คำพูดที่อยากบอก

ปุ้ย : ก็อยู่แบบนี้แหละค่ะ เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นสามีที่รัก ค่อยจูงมือกันไปเรื่อยๆ ปุ้ยตามบ้าง อยู่ข้างๆ กันบ้าง... เนอะ

ฟาร์ม : ทุกวันนี้ก็มีความสุขอยู่แล้ว และให้มีความสุขกันต่อไปแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็พอแล้วครับ แค่นี้ก็พอแล้ว

บางทีความรักก็ไม่ได้จำเป็นต้องหวือหวา ไม่ต้องได้ดอกไม้ช่อใหญ่ ไม่ต้องมีเรื่องราวสุดโรแมนติค แต่แค่เราได้เดินเคียงข้างกันอย่างเป็นตัวของตัวเองไปเรื่อยๆ แค่นี้ก็น่าจะมีความสุขที่สุดแล้ว