ปวดเจ็บอักเสบแบบนี้ ประคบร้อนหรือเย็นดีกว่ากัน

อาการเจ็บปวดอักเสบ ถือเป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน และถือเป็นอาการอันไม่พึงประสงค์ เพราะเมื่อมีอาการปวดก็จะส่งผลให้เราไม่อยากขยับตัวไปไหนมาไหน เพราะจะทำให้เจ็บปวด หรือหงุดหงิด อารมณ์ไม่ดีไปตลอดวัน ครั้นจะหายามารับประทาน หลายคนก็กังวลว่าจะมีผลต่อร่างกายหรือไม่ บางคนมีโรคประจำตัวที่ทำให้ต้องระมัดระวังในการใช้ยาแก้ปวด จึงต้องหาการรักษาในแบบอื่นๆ และการรักษาอาการปวดแบบไม่ใช้ยาที่สามารถทำได้ด้วยตนเองที่บ้านก็คือ การใช้ความร้อนหรือความเย็น ว่าแต่อาการปวดแบบไหนจะใช้ร้อนหรือเย็นดีล่ะ


การใช้ความร้อน

   ความร้อนจะทำให้เส้นเลือดในส่วนที่ประคบหรือใช้ความร้อนนั้นเกิดการขยายตัว และเร่งการไหลเวียนของเลือดในบริเวณดังกล่าว ช่วยลดอาการปวดที่มีสาเหตุจากการคั่งค้างของสารอักเสบในเนื้อเยื่อหรือข้อได้ และช่วยลดอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อหลังจากการบาดเจ็บได้ นอกจากนี้ความร้อนยังกระตุ้นระบบประสาทรับความรู้สึกร้อน ทำให้เกิดการรบกวนระบบประสาทที่รับความรู้สึกเจ็บปวด จึงทำให้รู้สึกเจ็บปวดน้อยลง


รูปแบบของการใช้ความร้อน

การใช้ความร้อนในการรักษาอาการเจ็บปวดมีหลายแบบ แบ่งตามลักษณะของการถ่ายเทความร้อนสู่ร่างกาย ได้แก่
แบบแห้ง : แหล่งให้ความร้อนที่นำมาใช้เป็นแบบแห้ง เช่น แผ่นให้ความร้อนแบบไฟฟ้า ถุงความร้อนจากธัญพืช ลูกประคบแห้ง
แบบเปียก : แหล่งให้ความร้อนที่นำมาใช้เป็นแบบเปียกหรือมีน้ำเป็นส่วนสำคัญ เช่น ถุงน้ำร้อน น้ำอุ่นเทใส่ภาชนะ อ่างพาราฟินร้อน ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น วิธีนี้มักจะพาเอาความร้อนเข้าสู่ร่างกายได้เร็วกว่าแบบแรก
การใช้เครื่องมือสร้างคลื่นความถี่สูง : เป็นการใช้คลื่นความถี่สูงเข้าไปยังส่วนที่ต้องการรักษาเพื่อให้เกิดเป็นความร้อนขึ้น โดยสามารถสร้างความร้อนขึ้นที่เนื้อเยื่อได้ลึกกว่าสองวิธีแรก

อาการเจ็บปวดที่ใช้ความร้อนบรรเทาอาการได้

1. โรคข้ออักเสบจากข้อเสื่อม : โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีการใช้งานข้อบางข้อหนักกว่าปกติ ทำให้เกิดการอักเสบปวดบวมแดงขึ้นมา เอ็นและกล้ามเนื้อเกร็งกว่าปกติ การใช้ความร้อนจะช่วยให้กล้ามเนื้อและเอ็นในบริเวณดังกล่าวลดการตึงตัวและคลายความเจ็บปวดลงบ้าง
2. โรคเอ็นใต้ฝ่าเท้าอักเสบ : อาการเจ็บปวดที่ใต้ฝ่าเท้าในเวลาเช้าตอนตื่นนอนอาจทำให้ไม่อยากก้าวเดินลงจากเตียง เพราะจะเกิดอาการเจ็บปวด สามารถบรรเทาได้บ้างด้วยการแชเท้าในน้ำอุ่น จากนั้นให้นวดเบาๆ
3. อาการตึงเอ็นและกล้ามเนื้อหลังอาการบาดเจ็บ : หลังจากการบาดเจ็บ อาการเคล็ดขัดยอกหรือบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อทุเลา กล้ามเนื้อและเอ็นที่เคยบาดเจ็บอาจจะเกิดการอักเสบและเกร็งตัว ทำให้เกิดอาการขัดหรือเจ็บเวลาใช้งาน ความร้อนจะช่วยลดการอักเสบนั้นได้
4. อาการปวดศีรษะและปวดหลังอันเกิดจากการตึงตัวของกล้ามเนื้อ : การเกร็งตึงปวดของกล้ามเนื้อบริเวณไหล่และต้นคอ โดยเฉพาะที่เกิดจากการก้มหรือเกร็งเวลาทำงานมากเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งและดึงรั้งไปยังศีรษะให้ปวดได้ ในทำนองเดียวกันการนั่งผิดวิธีก็ทำให้เกิดการหดเกร็งกล้ามเนื้อของหลังจนเกิดอาการปวดได้เช่นกัน การใช้น้ำอุ่นประคบหรือการแช่น้ำอุ่นจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวผ่อนคลาย ลดอาการปวดทั้งในขณะนั้นและลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อ ป้องกันการเป็นในครั้งถัดไป
5. อาการปวดประจำเดือน : การใช้ความร้อนประคบที่ท้องน้อยช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ ทั้งนี้เชื่อว่าอาการปวดดังกล่าวเกิดจากการแย่งการส่งสัญญาณประสาทกับเส้นประสาทที่รับความรู้สึกปวด


ข้อห้ามหรือข้อควรระวัง

การรักษาด้วยความร้อนมีข้อห้ามหรือข้อควรระมัดระวังในการใช้ก็คือ
1. ไม่ควรใช้ตรงจุดที่บาดเจ็บใหม่ๆ โดยเฉพาะการบาดเจ็บที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพราะความร้อนทำให้เส้นเลือดขยายตัวและไหลเวียนมากขึ้น อาจจะทำให้เกิดเลือดออกตรงจุดดังกล่าวมากขึ้นจนบวมเจ็บมากกว่าเดิม
2. ระวังการใช้ความร้อนสูงเกินไป ความร้อนไม่ควรเกิน 40-42 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะหากใช้เป็นเวลานาน
3. ระมัดระวังการใช้ความร้อนในผู้ซึ่งมีอาการชาที่ผิวหนัง เพราะเสี่ยงต่อการไหม้มากกว่าคนทั่วไป


การใช้ความเย็น
ความเย็นจะทำให้หลอดเลือดบริเวณดังกล่าวหดตัวลง ลดการพาสารก่อการอักเสบมายังบริเวณดังกล่าว ลดเลือดที่จะออกในบริเวณที่บาดเจ็บ และทำให้เกิดอาการชาจึงลดอาการเจ็บปวดในบริเวณที่ใช้รักษาได้
รูปแบบของการใช้ความเย็น
แบบที่คนทั่วไปสามารถทำได้ก็คือ การใช้น้ำเย็นประคบตรงตำแหน่งที่ต้องการ น้ำเย็นควรมีอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส เนื่องจากหากต่ำกว่านั้นเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากความเย็นได้
การใช้ความเย็นในการประคบ ควรใช้น้ำเย็นหรือน้ำเย็นผสมน้ำแข็งจะปลอดภัยกว่าน้ำแข็งล้วนๆ ควรใช้ผ้าหุ้มส่วนที่ให้ความเย็นไว้ไม่ให้สัมผัสผิวโดยตรง ส่วนการใช้เป็นน้ำแข็งมาสัมผัสกับผิวหนัง ก็ให้ใช้ได้เฉพาะกรณีนวดด้วยน้ำแข็ง ซึ่งน้ำแข็งจะขยับเขยื้อนอยู่ตลอด
นอกจากนี้ การรักษาด้วยความเย็นยังมีวิธีอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้เห็นกันบ่อย เช่น การใช้สเปรย์ความเย็น หรือการใช้เครื่องควบคุมอุณหภูมิ


อาการเจ็บปวดที่ใช้ความเย็นบรรเทาอาการได้

1. การบาดเจ็บฟกช้ำเคล็ดที่เกิดขึ้นใหม่ : เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บขึ้น เส้นเลือดจะฉีกขาดหรืออักเสบจนมีอาการบวม ความเย็นช่วยลดเลือดที่จะมายังส่วนดังกล่าว โดยใช้ความเย็นประสานกับการพักการใช้งาน ยกอวัยวะส่วนที่บาดเจ็บให้สูง
2. ข้ออักเสบจากเก๊าท์และเก๊าท์เทียม : งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการใช้ความเย็นช่วยลดอาการปวดที่เกิดจากข้ออักเสบอันเกิดจากผลึกได้ดีกว่าการใช้ความร้อน
3. เอ็นและกล้ามเนื้ออักเสบ : โดยเฉพาะที่เกิดจากการออกกำลังกายหรือการใช้งาน เมื่อเกิดอาการขึ้นใหม่ๆ สามารถใช้ความเย็นเพื่อลดอาการเจ็บปวดและบวมได้ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
4. ปวดศีรษะ : การใช้ความเย็นประคบบริเวณศีรษะสามารถลดความรู้สึกเจ็บปวดได้ โดยเฉพาะอาการปวดกล้ามเนื้อรอบศีรษะที่มาพร้อมกับไข้
ข้อห้ามหรือข้อควรระวัง
1. มีภาวะไวต่อความเย็น : อาการไวต่อความเย็นมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ชนิดที่เมื่อสัมผัสกับความเย็นแล้วเกิดอาการบวมแดงนูนของผิวหนังเหมือนลมพิษ จนถึงอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อข้ออักเสบ ดังนั้นหากใช้ความเย็นในการรักษาแล้วเกิดอาการผิดปกติเช่นนี้ ควรระมัดระวังการใช้ในครั้งต่อไป
2. ระมัดระวังการใช้ความเย็นในผู้ที่มีอาการชาที่ผิวหนัง เพราะเสี่ยงต่ออันตรายมากกว่าคนปกติ
ทั้งนี้แม้ว่าการใช้ความร้อนหรือความเย็นในการรักษาอาการปวดอาจจะไม่ได้ผลที่ชะงัดหรือชัดเจนมากเมื่อเทียบกับการรักษาในรูปแบบอื่นๆ แต่ก็จัดเป็นการรักษาที่สามารถทำได้ด้วยตนเองที่บ้าน ค่าใช้จ่ายต่ำ และมีผลข้างเคียงน้อยมากหากใช้อย่างถูกวิธี จึงถือเป็นวิธีที่สามารถนำไปใช้ดูแลรักษาตัวเองก่อนไปโรงพยาบาลครับ