เลี้ยงลูกอย่างไรให้พอดี

หมอมินบานเย็น – แพทย์หญิงเบญจพร ตันตสูติ

บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจหรือทราบข้อมูลที่ผิดไป ทำให้เกิดปัญหาในการเลี้ยงลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งๆ ที่เราต่างรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่เหล่านั้นรักและอยากให้ลูกได้รับแต่สิ่งดีๆ
วันนี้ฮักจึงเชิญคุณหมอใจดี แพทย์หญิงเบญจพร ตันตสูติ หรือ หมอมินบานเย็น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจเฟซบุ๊ค เข็นเด็กขึ้นภูเขา เพจที่มุ่งมั่นผลักดันเพื่อให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ มีความสุขอย่างพอเพียง เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ มาร่วมพูดคุยให้คำแนะนำในการเลี้ยงลูกสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ค่ะ


ในมุมมองของคุณหมอคิดว่าพ่อแม่ควรเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดหรือให้อิสระคะ

หมอคิดว่าอาจจะไม่ใช่สุดโต่งไปทั้ง 2 ข้าง แต่ว่าต้องมี ‘สมดุล’ คือพ่อแม่ทุกคนเขารักลูก เขาจะมีความคาดหวัง คาดหวังว่าอยากให้ลูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนใหญ่เขาจะบอกว่าอยากให้ลูกแข็งแรง เป็นคนดี มีความสุข แต่บางครั้งพ่อแม่ก็จะไปคิดว่าความสุขของลูกควรเป็นอย่างไร ก็เลยกลายเป็นเหมือนไปขีดเส้นให้ลูก
ซึ่งหลายๆ ครั้ง สิ่งที่พ่อแม่คิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีแล้วก็ทำให้ลูกมีความสุขนั้นอาจจะไม่เหมาะกับลูกทุกอย่างก็ได้ค่ะ เพราะฉะนั้น เราอาจจะมีความคาดหวังได้ แต่เราก็ควรจะเข้าใจและยอมรับในตัวตนของลูก ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นค่ะ


พ่อแม่จะสอนลูกอย่างไรโดยที่ไม่เอาความคาดหวังไปกดดันลูกคะ

เรามีความคาดหวังได้ค่ะ เราอาจจะพูดคุยกับเขาได้ แต่เราก็ต้องฟังเขาด้วย ฟังความรู้สึก ฟังความต้องการของเขา ลองถามเขาด้วยว่า ‘เขาอยากทำอะไร เขาอยากเป็นอะไร’ สุดท้ายเมื่อเขาถึงวัยที่จะต้องตัดสินใจเลือกก็ควรจะให้เขาเลือกเอง พ่อแม่ไม่ควรจะไปกะเกณฑ์หรือไปขีดเส้นที่มากเกินไป
สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือปลูกฝังเรื่องของทักษะต่างๆ ที่เด็กควรจะใช้ในการดำรงชีวิต ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ การพึ่งตัวเอง การจัดการกับปัญหาได้ การรู้จักคิดวิเคราะห์ อะไรถูก อะไรผิด อะไรควรทำ ไม่ควรทำ ส่วนทางเลือกต่างๆ ต้องเป็นสิ่งที่เขาเลือกเองแล้วค่ะ เพราะมันเป็นชีวิตของเขา ถ้ามันไม่ใช่อะไรที่อันตรายเกินไป หรือว่าแย่ขนาดนั้น พ่อแม่ก็ควรจะให้เขาเลือกเอง อย่างเช่น อาชีพต่างๆ


แนะนำวิธีการพูดคุยและปลูกฝังลูกหน่อยค่ะ

ค่ะ ถ้าให้แนะนำคืออยากให้พ่อแม่ ‘รับฟังลูก’ มากกว่าที่จะไปบอกว่าเขาควรทำอะไร หรือสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่ ให้เป็นเหมือนกับการคุยกันมากกว่าว่า ลูกชอบไหม หรือไม่ชอบ เพราะอะไรลูกถึงชอบอันนี้มากกว่า หรือไม่ชอบอันนี้ คือช่วยๆ กันคิดมากกว่าที่จะไปบอกว่า เธอต้องทำแบบนี้แบบนั้นค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เด็กโตขึ้น
เราอาจจะพูดบอกว่าเขาต้องทำอะไรตอนที่เขายังเด็ก ยังเล็กๆ ได้ แต่พอเขายิ่งโตขึ้นๆ คำพูดแนวสั่งหรือบอกว่าเขาต้องทำอะไร ควรจะต้องค่อยๆ ลดลงแล้ว เพราะว่าเด็กควรจะได้เป็นตัวของตัวเองตามวัยที่เพิ่มขึ้นนะคะ ไม่อย่างนั้นเด็กจะติด เวลาทำอะไรเขาจะต้องมีคนคอยบอก คอยสั่ง คอยชี้นำชี้แนะตลอด เด็กก็อาจจะรู้สึกเหมือนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเวลาที่เขาต้องตัดสินใจเองค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองคิดอะไรเอง จัดการเองบ้าง บางทีสิ่งที่เด็กเขาคิดอาจไม่ตรงใจพ่อแม่ทั้งหมด แต่ถ้ามันไม่ได้อันตรายหรือรุนแรงมาก จริงๆ ลองให้เขาทำดูก่อนเพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้ว่าเขาทำไปแล้วเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี แล้วค่อยมาคุยกันใหม่
แต่ต้องดูตามวัยที่เหมาะด้วย ถ้าเป็นเด็กเล็กคุยแบบนี้เขายังไม่เข้าใจอยู่แล้วใช่ไหมคะ คงต้องบอกไปเลยว่า หนูห้ามทำอย่างนั้น หนูห้ามทำอย่างนี้นะ อย่างเช่น เด็กจะเอามือไปแหย่ปลั๊กไฟ แบบนี้ต้องห้ามแล้ว จะมาคุยไม่ได้หรือให้เด็กลองผิดลองถูกนี่มันก็อันตรายนะคะ แต่พอเขาโตขึ้นตามวัย เราก็ค่อยทำอย่างที่หมอบอก ตามความเหมาะสมค่ะ

ช่วงวัยไหนคะที่พ่อแม่สามารถพูดคุยให้ลูกแสดงความคิดเห็นได้

ช่วงวัยที่เด็กมีพัฒนาการทางความคิดที่ค่อนข้างซับซ้อน มีเหตุมีผลนิดหนึ่งคือช่วงที่เขาเข้าวัยรุ่นค่ะ อาจจะประมาณ ‘ช่วงเริ่มๆ ก่อนเข้าวัยรุ่น’ อายุสัก 8 – 10 ปีขึ้นไป เด็กบางคนค่อนข้างไว ฉลาด เราอาจจะคุยเรื่องเหล่านี้ได้เร็วค่ะ เริ่มคุยแบบง่ายๆ อย่างเช่น ลูกมาเล่าว่าเขาถูกเพื่อนแกล้งที่โรงเรียน บางทีพ่อแม่ก็จะบอกว่าทำไมถึงไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ว่าเราอาจจะลองคุยก็ได้

โอเค เพื่อนมาแกล้งแล้วหนูทำอย่างไร พอทำอย่างนั้นแล้วเขาชอบหรือไม่ชอบอย่างไร แล้วผลที่ออกมานั้นเขาคิดว่าดีหรือไม่ดี ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาจะเลือกทำอย่างอื่นไหม เหมือนเราลองชวนเขาคุยเพื่อที่จะหาทางเลือกให้เขาหลายๆ ทาง ให้เขาได้จัดการเองค่ะ


การสร้างพัฒนาการเด็กในช่วงวัยประถม

ในช่วงประถม จะเป็นช่วงที่เด็กพัฒนาในเรื่องของ ‘ความคิดสร้างสรรค์และการควบคุมตัวเอง’ ที่มากขึ้นค่ะ เพราะว่าเมื่อขึ้นประถม เด็กจะเริ่มเอาแต่ใจตัวเอง ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ ฉะนั้นเขาจะต้องพยายามควบคุมตัวเองในการกระทำหลายๆ อย่าง เช่น เวลาเรียนการบ้านอาจจะเยอะ เรียนหนัก สอบเยอะ สิ่งที่พ่อแม่จะต้องปลูกฝังก็คือความอดทนพยายามนะคะ

บางทีเขาอาจจะอยากไปเล่นเกม แต่เขาต้องรู้ว่า เขาจะต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนค่อยเล่น ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังค่ะ รวมถึงความอดทน คือไม่ควรตามใจเขาไปซะทุกเรื่องนะคะ ให้เขารู้จักรอคอยในบางเรื่องที่ต้องรอ ไม่จำเป็นต้องให้ลูกมีความสุขตลอดให้เขาผิดหวังบ้าง บางครั้งเขาอยากได้ของเล่นแต่ยังไม่ถึงเวลา เราก็ต้องปฏิเสธเขาให้เป็นนะคะ หมอคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญเลยนะ แล้วก็เรื่องของความรับผิดชอบ
เวลาที่เด็กทำอะไรผิด พ่อแม่ควรให้เขาเรียนรู้ว่าเขาต้องรับผิดชอบ อาจจะไม่ใช่การทำโทษด้วยการตี แต่เป็นการตัดสิทธิ์บางอย่างที่เขาชอบ อย่างเช่น ถ้าลูกทำของพังเสียหาย แทนที่พ่อแม่จะบอกแค่ว่าทีหลังอย่าทำนะ พ่อแม่ควรจะให้เด็กทำความสะอาด เก็บ แล้วถ้าเป็นของที่มีค่ามีราคา เราอาจจะหักค่าขนม คือให้เด็กเขาลำบากนิดๆ ค่ะ

ไม่ใช่ว่าทำเสียแล้วก็จบแค่นั้น แล้วเด็กก็ทำใหม่ แล้วพ่อแม่ก็ว่านิดหนึ่งแล้วก็ทำใหม่ มันก็ไม่มีประโยชน์ ควรให้เขาเรียนรู้ว่าทุกอย่างที่เขาทำไปเขาต้องรับผิดชอบค่ะ


พอถึงวัยเรียนเราควรจำกัดการเล่นของลูกมากขึ้นไหมคะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กยุคนี้เรียนค่อนข้างหนักเนอะ แต่หมอก็ไม่อยากให้พ่อแม่ไปเน้นว่าเด็กต้องเรียนอย่างเดียวนะคะ เพราะว่าเด็กก็ควรจะต้องมีงานอดิเรก อย่างเช่น การเล่นหรือสิ่งต่างๆ ที่เด็กเขาทำแล้วผ่อนคลาย เพราะว่าการเรียนก็เครียดอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือเขาจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ส่วนตัวของเขาก่อนที่จะไปเล่นหรือทำอะไรนะคะ
พ่อแม่อาจจะต้อง ‘วางระเบียบ’ ให้เขานิดหนึ่ง อย่างเช่น หนูจะเล่นก็ได้ แต่ว่าต้องทำการบ้านเสร็จก่อน ทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จ อาบน้ำ กินข้าว จากนั้นก็เป็นเวลาว่างของเขา เช่น อ่านหนังสือ ดูทีวี อาจจะเล่นเกม แต่ว่าอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ต่างๆ ก็มีข้อเสียเหมือนกัน ไม่ควรปล่อยให้เขาเล่นจนเพลิน จนไม่ได้ทำอย่างอื่นนะคะ การเล่นก็มีทั้งออกกำลังกาย เล่นกลางแจ้งค่ะ

และเด็กควรจะได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอด้วยค่ะ เขาทำการบ้านเสร็จแล้วเล่น บางทีเล่นจนเพลิน จนไม่ได้หลับไม่ได้นอนซึ่งมันก็ไม่ควร เพราะวัยเด็กต้องนอนให้เพียงพอนะคะ ไม่อย่างนั้นจะส่งผลต่อการเรียน การใช้สมาธิได้ บางทีเด็กงัวเงีย เด็กหงุดหงิดเหมือนไม่มีสมาธิเพราะว่ากลางคืนนอนไม่พอ


เด็กวัยนี้พ่อแม่จำเป็นต้องวางระเบียบให้เขาใช่ไหมคะ

หมอคิดว่าการให้ลูกมีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ก็ยังสำคัญ เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกให้เขาควบคุมตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าต้องเป๊ะๆ ก็ต้องมีสมดุลค่ะ อาจจะคุยกันระหว่างพ่อแม่ลูกก็ได้ค่ะว่าแบบไหนที่ลูกรู้สึกโอเค


คุณหมอมีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่เด็กรุ่นใหม่ส่วนมากมุ่งเน้นเรียนเพียงอย่างเดียว

คือจริงๆ การเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญกับเด็กเนอะ แต่หมอก็เห็นว่าการเรียนในยุคนี้บางทีพ่อแม่เหมือนกับเร่งรัดเด็กมาก บางทีตั้งแต่เด็กนั่งได้ก็ฝึกให้อ่านภาษาอังกฤษแล้ว ให้ลูกจำ A B C ก.ไก่ ข.ไข่ นับเลขได้ แต่ว่าบางครั้งเราไปเน้นเรื่องวิชาการเกินไป โดยที่เราลืมว่าจริงๆ เด็กเล็กมีทักษะหลายอย่างที่สำคัญในการเตรียมเขาเข้าโรงเรียน

อย่างเช่น การช่วยเหลือตัวเองง่ายๆ การไปเข้าห้องน้ำ การกินข้าวเอง บางครั้งพ่อแม่ฝึกลูกเรื่องวิชาการแต่ว่ายังป้อนข้าวให้ลูกอยู่เลย พอเด็กไปเข้าโรงเรียน เพื่อนอาจจะทำได้ แต่ว่าเขาทำไม่ได้ โอเค เขาอาจจะเก่งกว่าเพื่อนในเรื่องของ A – Z นับ 1 – 100 ได้ แต่ว่ากินข้าวยังกินไม่เป็น ต้องให้ครูป้อน บางทีมันก็ทำให้เด็กรู้สึกแย่ รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกอายได้ค่ะ

ไม่อยากให้พ่อแม่ไปเน้นอะไรแบบนั้นจนทำให้ละเลยสิ่งต่างๆ ที่สำคัญค่ะ แล้วก็สำหรับเด็กเล็ก เรื่องการเล่นยังเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเรียนรู้ได้มาก อย่างทักษะต่างๆ ที่เขาบอกว่าสำคัญในยุคนี้ ที่เรียกว่า 21 First Century Skills หรือว่า ‘ทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21’

ก็จะมีเรื่องของ Collaboration คือความร่วมมือ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม Creativity ความคิดสร้างสรรค์ Communication การสื่อสาร การคุยกับคนอื่นเป็น และ Critical Thinking การรู้จักคิดวิเคราะห์ รู้จักแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เข้ามา ซึ่งจะสร้างทักษะเหล่านี้ได้ ไม่ใช่ให้เด็กมานั่งท่อง A B C ก.ไก่ ข.ไข่ อาจจะต้องผ่านการใช้ชีวิตร่วมกับคนรอบข้าง การมีปฏิสัมพันธ์

ไม่ใช่ให้เด็กนั่งอยู่กับโต๊ะ อ่านออกเขียนได้ บวกลบได้อย่างเดียว ต้องผ่านการเล่นค่ะ อาจจะเล่นเอง เล่นกับพ่อแม่ เล่นกับเพื่อน แบบนี้เขาถึงจะได้รู้จักการแบ่งปัน บางทีเล่นกัน มีแพ้ มีชนะ เด็กก็จะรู้จักเรียนรู้ความผิดหวัง ความสมหวังนะคะ สิ่งที่หมอจะบอกก็คือการเล่นมันสำคัญค่ะ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เรียนรู้จากการเรียน เพราะฉะนั้นเด็กควรจะได้เรียนและได้เล่นอย่างสมดุลกันนะคะ

และการเล่นก็เป็นการพัฒนาอารมณ์ ความรู้สึก ร่าเริงแจ่มใส สนุกเบิกบาน ซึ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ การเรียนรู้จะเกิดได้ดีเมื่อผู้เรียนอยู่ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายนะคะ ไม่น่ากลัวจนเกินไป อาจจะมีความเครียดบ้างแต่ไม่ใช่เคร่งเครียดสุดๆ นะคะ

ความเครียดก็มีผลดีบางอย่าง ถ้าเป็นความเครียดที่พอเหมาะ จะเป็นเหมือนกับแรงกระตุ้นให้เราทำอะไรได้มากขึ้น เช่น ตอนเราใกล้สอบ เราอาจจะอ่านหนังสือได้ดีขึ้นในช่วงนั้น แต่ถ้าเครียดเกินไปก็จะทำให้อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่มีสมาธิค่ะ


ดูเหมือนว่าทักษะ 4 อย่างนี้ค่อนข้างจะสร้างยากในยุคปัจจุบันหรือเปล่าคะ

‘เวลา’ เป็นสิ่งที่สำคัญเลยค่ะ พ่อแม่จะต้องมีเวลาที่ได้พูดคุยกับลูก มีเวลาที่มีคุณภาพ คือเวลาที่พ่อแม่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ รับรู้อารมณ์ ความรู้สึก สิ่งที่เป็นไปในตัวลูก ลูกเจออะไรมาบ้าง เป็นการแลกเปลี่ยนกันและกันนะคะ ไม่ใช่ว่าอยู่ด้วยกันโยน iPad ให้ลูก แล้วพ่อแม่เล่นมือถือของตัวเอง แบบนี้ก็เหมือนต่างคนต่างอยู่
เด็กยิ่งอยู่กับอิเล็กทรอนิคส์มากๆ เขาก็จะอยู่ในโลกของตัวเอง ขาดการเรียนรู้ในเรื่องของการใช้ชีวิตกับคนอื่นในโลกของความเป็นจริง แล้วเดี๋ยวนี้พ่อแม่เน้นให้เรียน ต้องกรวดวิชา เด็กเรียนเอง เรียนคนเดียวบางทีเกิดความเห็นแก่ตัว ซึ่งคนเราต้องใช้ชีวิตกับคนอื่นในสังคม ไม่มีทางอยู่คนเดียวได้ วันหนึ่งเราก็อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคน หรือมีใครสักคนมาขอให้เราช่วย ต้องช่วยกันไม่อย่างนั้นสังคมก็อยู่ไม่ได้ค่ะ


สุดท้ายนี้ ขอคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่หน่อยค่ะ

ไม่อยากให้ไปเร่งรัดเด็กมากนะคะ ว่าเด็กจะต้องเร็วกว่าเพื่อน ต้องเข้าโรงเรียนเร็ว หรือพัฒนาการเร็ว ควรเข้าใจและยอมรับศักยภาพของเด็ก ให้เขาค่อยๆ ไปทีละก้าวตามที่เขาทำได้ดีกว่า เพราะว่าอย่างไรเขาก็ต้องเข้าสู่ระบบการเรียน ซึ่งเรารู้ว่ามันหนักอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอยากให้เขาได้ใช้เวลาช่วงที่ยังเป็นเด็กเล็กให้มีความสุข ใช้เวลาให้เต็มที่

อย่าไปวิ่งตามสังคมในโรงเรียน คุณครู บางทีก็จะกดดันว่าพ่อแม่ต้องฝึกเด็กให้ได้แบบนี้แบบนั้น โอเค เราก็ฟัง แต่ว่าเราต้องมามองที่ลูกเราด้วย ว่าลูกเราถูกกระตุ้นได้มากน้อยแค่ไหน

แล้วก็อยากฝากคุณพ่อคุณแม่ว่า ทักษะที่สำคัญสำหรับเด็กเล็ก ไม่ใช่แค่จะพัฒนาในเรื่องของวิชาการอย่างเดียว ต้องพัฒนาทักษะอย่างอื่นด้วย ทั้งเรื่องการควบคุมตัวเอง การใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนๆ การรู้จักอดทน การแบ่งปันมีน้ำใจ

ซึ่งตรงนี้สำคัญเลยกับการที่เด็กคนหนึ่งจะไปเข้าสังคมกับเพื่อนให้มีความสุขและต่อเนื่องไปจนถึงเมื่อเขาโตขึ้นไม่ใช่แค่การเรียนอย่างเดียวแล้ว พ่อแม่ต้องมองให้รอบด้านนะคะ นอกจากเรื่องเรียนก็มีเรื่องอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน อาจจะสำคัญกว่าด้วย ต้องพัฒนาไปพร้อมกันค่ะ