รู้เท่าทันความรักด้วยวิทยาศาสตร์

นายแพทย์ปีย์ เชษฐ์โชติศักดิ์

‘หัวใจคือสมองของความรู้สึก’ จู่ๆ ข้อความนี้ปรากฏขึ้นในห้วงหนึ่งของความคิด หลังจากได้พูดคุยกับ ‘นายแพทย์ปีย์ เชษฐ์โชติศักดิ์’ คุณหมอหนุ่มที่นอกจากรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังเป็นมนุษย์เจ้าเหตุผลที่พยายามคิดหาเหตุผลกับทุกสิ่ง สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาวิวัฒนาการ และความรัก รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้จัดทำ Fanpage Facebook ชื่อ Theory of Love ที่มีผู้ติดตามกว่า 72,000 คน กระทั่งนำมาสู่หนังสือ เหตุ ผล คน รัก

คุณหมอผู้สนใจหาเหตุผลของทุกสิ่ง

แม้กระทั่งหาเหตุผลของความรักจากการอ่านหนังสือและงานวิจัยต่างๆ แล้วเห็นว่าความรักไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง เริ่มเห็นบางยีนหรือสารเคมีบางตัวภายใต้ความรู้สึกรัก ซึ่งเมื่อศึกษาลงลึกก็เริ่มมองเห็นแง่งามของความรัก

“แต่เดิมชอบและอ่านหนังสือเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องสัตว์ เรื่องวิวัฒนาการ เมื่อประมาณหกปีก่อนเพื่อนเอาหนังสือพวกจิตวิทยามาให้อ่านเลยชอบ หลังจากนั้นก็อ่านด้านจิตวิทยาวิวัฒนาการ และรู้สึกว่ามันอธิบายความเป็นมนุษย์อีกแบบหนึ่ง คือเรารู้สึกว่ามนุษย์สามารถที่จะเลือกใครหรือทำอะไรก็ได้ เพราะพฤติกรรมของมนุษย์คือการตัดสินใจด้วยตัวเอง พออ่านแล้วรู้สึกว่าหลายๆ อย่างถูกโปรแกรมมา คือเรามักจะเลือกโดยเหมือนถูกกำหนดมาแล้ว พออ่านแล้วเรารู้สึกสนุกในหลายเรื่องที่ไม่ค่อยมีเหตุผลในปัจจุบัน แต่มองย้อนกลับไปก็สามารถอธิบายได้ว่ามันเกิดจากอะไร คือผมเป็นพวกมนุษย์เหตุผล ชอบหาเหตุและผลกับทุกสิ่ง”


ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์กับความรักในปัจจุบัน

“ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยมีหนังสือที่อธิบายความรักในแง่วิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยาวิวัฒนาการเป็นภาษาไทยเท่าไร ทั้งที่ความรักเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนมากๆ ในสิ่งที่เราคิดว่าความรักไม่มีเหตุผลหรืออธิบายไม่ได้ แต่ที่จริงแล้วในต่างประเทศมีหนังสือและงานวิจัยมากมาย เราไม่เคยไปค้นหาแต่กลับบอกว่ามันไม่มีซะแล้ว ผมเลยลองชวนเพื่อนมาเขียนและทำเพจ Facebook ชื่อ Theory of Love ซึ่งก็ทำอีกหลายเพจ เพราะเมื่อถึงเวลามีสิ่งที่อยากเขียนก็จะเริ่มเขียนทันที ที่จริงแล้วผมสนใจเรื่องการอยู่เป็นเผ่าของมนุษย์ เพราะมีทั้งเรื่องความรัก เรื่องการทำงาน และอื่นๆ ผมคิดว่าความรักเป็นเรื่องที่หลายคนสนใจและชอบอ่านมากที่สุด คนส่วนใหญ่มองว่าวิทยาศาสตร์กับความรักไม่น่าจะสัมพันธ์กันได้ พอมีการเขียนอธิบาย เขาก็เริ่มสนุก และสนใจที่จะอ่านกันมากขึ้น”


การตกหลุมรักกับความรักคือคนละเรื่องกัน

“ถ้าพูดในเชิงนักเคมี ความรักไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหรือความโรแมนติก แต่คือการผสมกันอย่างกลมกล่อมของสารเคมีจำนวนหนึ่ง จนออกมาเป็นการตกหลุมรักอันหอมหวาน หรืออาจจะเรียกเท่ๆ ว่า Cocktail of love เพราะเมื่อคุณตกหลุมรัก สารเคมีในสมองอย่างโดปามีน อะดรีนาลิน เซโรโทนิน จะหลั่งออกมา จากการวิจัยพบว่าสารเหล่านี้ออกฤทธิ์ไม่ต่างจากเมื่อติดยาเสพติด โดยจะกระตุ้นให้มีพลังงานเยอะกว่าปกติ หิวน้อย ไม่ค่อยง่วง ชอบสังเกตและจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของใครคนนั้น อยากทำอะไรดีๆ ให้เขาหรือเธอประทับใจ เพื่อที่เราจะได้รู้สึกดีเพราะกำลังเสพติดความรู้สึกดีนี้ คิดถึงบ่อย และหัวใจเต้นแรงหน้าแดงทุกทีที่พบเจอ แต่ต้องเสียใจด้วยเพราะสารเคมีเหล่านี้อาจจะอยู่กับคุณแค่ 2 เดือน – 2 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นคือของจริง พอไม่มีสารเคมีเหล่านี้แล้วคุณจะคิดถึงเขาน้อยลง เริ่มเจอข้อเสียที่คุณปิดตาไปตอนแรกและก็อาจจะเริ่มรับไม่ได้ คุณพยายามทำทุกทางให้ความรักกลับมาเป็นช่วง Romantic Love เช่นเดิม”


เมื่อรักบังเกิด

Helen Fisher นักมานุษยวิทยาด้านชีวภาพ ถอดรหัสความรักเป็น 3 ระยะ ตามปริมาณสารสื่อประสาทในสมอง เริ่มต้นจากความรักในลักษณะความหื่นกระหาย (Lust) ที่มีฮอร์โมนเพศเป็นตัวขับเคลื่อน เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ต้องการจะส่งต่อยีนสู่รุ่นถัดไปเป็นแรงผลัก ต่อมาแปรเปลี่ยนเป็นความหลงใหล (Attraction) สมองหลั่งสารที่ทำให้เรารู้สึกดี มีความรู้สึกเป็นคนพิเศษของกันและกัน และเป็นช่วงเวลาที่ได้แต่เฝ้าเพ้อคิดถึงชนิดขาดกันไม่ได้ แต่รักที่ยืนยาวจนถึงขั้นอยากสร้างครอบครัวร่วมกันนั้นเกิดขึ้นจากฮอร์โมนออกซีโทซิน และวาโซเพรสซิน ที่จะหลั่งออกมาเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเวลามีเซ็กซ์จนถึงจุดสุดยอด ความรักในระยะนี้เรียกว่า ความผูกพัน (Attachment) อาจกล่าวได้ว่า ‘ความรักเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับสารเคมีในสมองอย่างแยกจากกันไม่ได้’

“กฎของแรงดึงดูดในแง่ของความรักเหมือนทำให้เราวิ่งเข้าหาคนที่เขามีในสิ่งที่เราไม่มี โดยส่วนตัวผมคิดว่าไม่ต้องเรียนรู้ทฤษฎีใดๆ เกี่ยวกับความรักก่อนที่จะมีความรัก เพราะคนสมัยก่อนก็ไม่ได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้แต่ก็มีรักที่ยาวนานได้ แต่เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์รักในแต่ละครั้งหรือจากคนรอบข้าง สำหรับผมคิดว่าการมีความรักก็สอนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับชุดประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับหรือประสบมา เพียงแค่เราอย่าไปกีดกันมัน แต่บางคนอยู่ด้วยกันมานานโดยที่ไม่มีความสุข แต่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเสพติดความสุขในช่วงต้นของความรัก ทีนี้พอเข้าสู่ช่วงระยะต่อมาที่สมองหลั่งสารออกซีโทซินและวาโซเพรสซิน เป็นฮอร์โมนตัวเดียวกันกับความสัมพันธ์แบบแม่กับลูก ซึ่งไม่ใช่สารความสุขแบบหวือหวาแต่เป็นความสุขแบบนิ่งๆ ผมคิดว่าถ้าเราเรียนรู้ที่จะอยู่แบบนิ่งๆ ได้ความสัมพันธ์น่าจะยั่งยืน เบื้องต้นเราต้องเข้าใจก่อนว่าความรู้สึกเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารในสมองที่เป็นธรรมชาติ มีการแนะนำของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำวิจัยว่าให้คู่รักหากิจกรรมที่ทำร่วมกันเพื่อรักที่ยืนยาว ซึ่งนั่นเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งแต่ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ความสุขนั้นกลับมาล้นเหมือนในช่วงแรกรัก มันคือการอยู่กับความรู้สึกในปัจจุบันมากกว่า เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่จะสุขหวือหวาไปตลอดทั้งชีวิตรัก เพียงแค่หวังแบบนี้ก็คงไม่มีความสุขแล้ว ฉะนั้น ความรู้เรื่องทฤษฎีก็ไม่ได้ช่วยให้ความรักยาวนาน เพราะเราไม่สามารถควบคุมการหลั่งสารเคมีในสมองได้ ความรักเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแค่ปัจจุบัน แต่มีหลายครั้งที่เราไปยึดกับอดีตและมองหาอนาคต”


ปัญหารักตามมา

“มีคนปรึกษาผมตลอดว่าเจอแบบนี้จะทำยังไง สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือไม่ใช่ว่าคนที่ศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์กับความรัก หรือศึกษาเรื่องเหตุผลของความรักแล้วจะต้องมีความรักที่ดี เพราะเราเองก็ประสบปัญหาชีวิตเหมือนกัน (หัวเราะ) ที่จริงแล้วอกหักมีวิธีเยียวยาที่ถึงแม้จะไม่ช่วยให้หายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนตัวผมจะคิดถึงสมองของตัวเองว่าสมองตอนนี้คิดแบบนี้อยู่ สมองส่วนนี้กำลังทำงาน เรายังกระหายหาเขาอยู่ แม้จะไม่ได้รู้สึกตัวแบบนั้นได้ตลอด มีบ้างที่หลุดเผลอไปคิดว่าอยากกลับไปหาเขา ต้องอธิบายว่ามันมีอยู่สองส่วนคือส่วนของความรู้กับส่วนที่อยู่ข้างในลึกกว่านั้น และผมคิดว่ามีความรู้เยอะเท่าไรก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากกับเรื่องนี้ มันทำได้แค่รู้ว่าคิดหรือรู้สึกอะไรอยู่แต่ไม่ได้เข้าไปเยียวยาข้างใน กับบางคนที่เขาไม่ได้รู้อะไรเยอะแต่กลับเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าด้วยซ้ำ

ส่วนตัวแล้วเทียบสมองสองส่วนเป็นช้างกับควาญช้าง คือควาญช้างอยู่ข้างบนคอยขับช้าง ซึ่งช้างตัวนี้สื่อสารไม่ได้แต่มีความกลัวและความชอบในแบบของมัน เจ้าช้างทรงพลังมากแต่ควาญช้างก็คิดว่าตัวเองเอาอยู่ ยับยั้งอารมณ์ความรู้สึกหรือช้างได้ บางทีช้างก็ตกมัน ซึ่งหลายครั้งที่เราพ่ายแพ้เพราะไม่รู้จักช้างตัวนี้ดีพอ สำหรับผมมองว่าไม่ใช่การควบคุมแต่เป็นการทำความรู้จักว่าช้างก็กลัวหนู ช้างก็ชอบกล้วย”


ผู้ชายสาย Thinking ผู้หญิงสาย Feeling

“เมื่อเรารู้ตัวว่าเรามองหาแต่เหตุผลโดยไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง คนรัก หรือคนรอบข้าง ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนทุกคนให้คิดแบบเราได้ ทำไมไม่เปลี่ยนที่ตัวเรา คือเราคิดว่าเรามีเหตุผลส่วนแฟนที่ร้องไห้อยู่นั้นใช้อารมณ์ แต่ที่จริงแล้วเรากำลังหงุดหงิด คือเราถูกควบคุมด้วยความคิด Background คิดว่าเขาร้องไห้อย่างไร้เหตุผล แต่สิ่งที่ผลักความคิดเหล่านั้นคือความโกรธ หงุดหงิด รำคาญ ซึ่งเราไม่รู้ตัว คือถ้าเรารู้เท่าทันอารมณ์จะรู้ในทันทีว่าหงุดหงิดกับอะไรอยู่ แต่เมื่อผู้ชายที่อยู่ในสาย Thinking ซึ่งไม่ได้แปลว่าดีกว่าแต่กว่าเขาจะสัมผัสอารมณ์ได้ต้องใช้เวลามองย้อนกลับไปถึงจะรู้ว่ารู้สึกอะไร คือเรียกได้ว่าอารมณ์ข้างในที่คุกรุ่นนั้นมีอยู่แต่เราไม่รู้เท่าทัน หากเจอเหตุการณ์แบบนี้ผู้หญิงสามารถพูดได้ว่า ‘คุณกำลังโกรธอยู่ใช่ไหม ถึงพูดแบบนี้’ หรือ ‘ที่คุณพูดเสียงดังทำให้ฉันโกรธเหมือนกันนะ’ จะทำให้ผู้ชายรู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีและทำให้เขาชะงัก เป็นการเรียกสติ เชื่อว่าทุกอย่างจะคลายลงเพราะเขาได้เห็นว่าอีกฝ่ายรู้จักเขาจริงๆ การสะท้อนความรู้สึกเป็นสิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น เรื่องนี้ใช้ได้กับทุกคนทั้งหญิงชาย”


ทำไมเวลาอกหักถึงเจ็บอก

ในปี 2009 นักวิจัยได้สแกนสมองกลุ่มคนอกหักแล้วพบว่า สมองส่วน Anterior Cingulate cortex (ACC) ทำงานมากกว่าปกติ เป็นสมองส่วนที่ทำงานเมื่อรู้สึกเจ็บทางร่างกาย โดยจากการทดลองนี้สมองส่วนนี้ทำงานเมื่อเราอกหักด้วย พูดอีกอย่างคือ ไม่ว่าเราจะเจ็บปวดทางอารมณ์หรือร่างกาย ล้วนมีต้นกำเนิดจากสมองส่วนเดียวกัน ร่างกายเลยสับสนและทำให้รู้สึกเจ็บเหมือนกัน เพราะ ACC ไปกระตุ้นเส้นประสาท vagus ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงอวัยวะบริเวณช่องอกและท้อง เราจึงเจ็บอกตอนอกหัก ส่วนอาการ BROKEN HEART SYNDROME เกิดจากการที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดมากเกินไป จนทำให้รูปร่างของหัวใจห้องล่างซ้ายโตขึ้นผิดปกติอย่างฉับพลัน และโรคนี้ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้จริงๆ การที่คนรอบข้างคอยให้กำลังใจ ไม่ซ้ำเติม ไม่สั่งสอน ก็ช่วยลดความเครียดได้มาก

“การที่คนเราเจ็บปวดจากการอกหักจะเจ็บมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ทะเลาะหรือเลิกรากันด้วย เพราะร่างกายจะรับความรู้สึกคนละแบบ แต่เมื่อคนหนึ่งคนที่มีอายุเพิ่มมากขึ้นแล้วประสบกับการอกหักมาหลายต่อหลายครั้ง โดยที่ร่างกายรู้สึกเจ็บที่อกน้อยลง ผมคิดว่าเป็น Learning Curve อย่างหนึ่ง เพราะเราเรียนรู้ว่าเราจะจัดการรับมืออย่างไร หรือทำยังไงให้อาการเศร้าเสียใจนั้นหายเร็วขึ้น ไม่จ่อมจมกับเรื่องนั้นนานเกินไป อย่างที่บอกว่าพอเจอคนลักษณะคล้ายเดิมที่เคยทำเราอกหักบ่อยๆ เมื่อโตขึ้นเราก็ยังชอบสเปคนั้น แต่ประสบการณ์จะทำให้เราบอกตัวเองว่า อย่าเพิ่งนะ อย่ารีบมาก ซึ่งเสียงของความคิดจะสั่งมาอัตโนมัติเพราะมันรู้ว่าเคยเจ็บ เหมือนช้างที่ชอบเดินเข้าไปกินกล้วยแล้วโดนมดกัดทุกครั้ง มันย่อมรู้ว่าเข้าไปกินแล้วจะเจ็บตัว ซึ่งผมมองว่าอาการทางกายที่รู้สึกลดน้อยลงเมื่ออกหักหรือตกหลุมรักนั้น ไม่ได้แปลว่าตายด้าน ถ้าความรู้สึกในใจยังคงมีอยู่นั้นถือว่าดี”


The Questions : คำถามที่ทำให้คนตกหลุมรัก

“ในปี 1997 Arthur Aron นักจิตวิทยา ได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาว่าคนเราใช้เวลานานเท่าไรเพื่อสร้างความสนิทสนมกัน โดยใช้ชุดคำถาม 36 ข้อ จับคู่คนแปลกหน้าชายหญิงผลัดกันถามตอบในเวลา 45 นาที เมื่อจบการสนทนาก็ให้สบตากัน 4 นาที ผลการทดลองคือ คำถามชุดนี้ทำให้คนสนิทกันมากขึ้น เมื่อนักวิจัยติดตามผลอีกระยะหนึ่ง ก็พบว่ามีหลายคู่ที่กลายเป็นแฟนกัน และมี 1 คู่ ที่แต่งงานกัน แสดงให้เห็นว่าชุดคำถามที่สร้างขึ้นไม่ได้ทำให้คนสนิทกันเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้คนตกหลุมรักกันได้ด้วย นั่นทำให้เรานำการทดลองนี้มาใช้ในประเทศไทยบ้าง โดยประกาศรับสมัครทางเฟซบุ๊ค ส่วนใหญ่ผู้สมัครเป็นหญิงมากกว่าชาย อัตราส่วน 3 ต่อ 1 ถึง 5 ต่อ 1 เฉลี่ยอายุ 25 – 30 ปี ซึ่งจับคู่โดยการสุ่ม กิจกรรม The Question ก้ำกึ่งกับเรื่องการทดลองทำให้มีคนสมัครเยอะเพราะอาจจะสะดวกใจมากกว่า ด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่ได้มุ่งหาคู่อย่างชัดเจนแต่เป็นการทดลองด้านความสัมพันธ์จึงดูเหมาะกับสังคมไทย

จากการทดลองผมสัมผัสได้ว่าหลายคนในสังคมไทยมองหาพื้นที่ให้ตัวเองได้พูดและถูกรับฟัง พอมาร่วมกิจกรรมจึงเกิดความสนิทสนมกับเพื่อนกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพราะโดยปกติเรามักจะคิดว่าคนที่สนิทกันไม่ว่าเพื่อนหรือแฟนต้องคบกันเป็นปีๆ ดูใจกันนานๆ แต่จากการทดลองสะท้อนว่าไม่ต้องนานแรมปีก็เรียนรู้และสนิทกันได้ ส่วนสถานะแฟนหรือการแต่งงานเป็นผลภายหลังจากกิจกรรม ในแง่ของเผ่าที่สังคมปัจจุบันยังขาดคือเราขาดคนที่เรารู้จักเขาและเขารู้จักเราจริงๆ คำถามที่ใช้ในการทดลองจะเป็นคำถามที่แม้แต่เพื่อนเราก็ไม่เคยถาม อย่างเช่น เหตุการณ์ที่ดีหรือแย่ที่สุดในชีวิตคืออะไร ช่วงหลังมานี้มีการถามเรื่องความรัก เรื่องเซ็กซ์ เพิ่มมา อาจเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาได้รู้จักกันมากขึ้น เพราะ ‘การเปิดเผยตัวตนต่อกันและกัน’ นั้นนำไปใช้ได้ดีกับความรัก เนื่องจากสิ่งที่เราต้องการจากความรักก็คือ การได้รับการรู้จัก การมองเห็น และการเข้าใจ”


ทฤษฎีรักกับความรู้สึกรัก

“ทฤษฎีไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน ผมคิดว่าเราไม่ควรยึดแนวความคิดใดมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพราะถ้าสิ่งนั้นถูกกับจริตเราก็ถือว่าดี แต่หากสิ่งที่ยึดหลักมาใช้นั้นไม่ใช่ก็อาจทำให้ชีวิตเราหลงทางได้ ซึ่งแต่ละคนมีวิถีทางของเขา จริงๆ ผมก็แปลหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีวิธีที่นำมาใช้ เช่น เวลาทะเลาะกันเราควรทำอย่างไร หรือจะเติมความรักให้แก่กันได้อย่างไร เรามีวิธีเหล่านี้ให้เลือกใช้มากมายแต่สิ่งสำคัญคือ นิสัยพื้นฐานของแต่ละคนว่าจะเหมาะกับวิธีแบบไหนหรือพร้อมใช้วิธีนั้นอย่างไร บางทีเรารู้นะว่าวิธีที่เขาบอกต่อนั้นดี แต่เราก็ต้องรู้เช่นกันว่าเราเป็นคนแบบนี้ถ้าใช้วิธีแบบนั้นอาจจะฝืน คือเราจะใช้วิธีนั้นอย่างไรให้เรายังรู้สึกดีอยู่”