เปิดหัวใจคุยกับลูกเรื่องเพศอย่างมีสติ

ปรียากมล น้อยกร

    “เพศ”อธิบายได้ในหลากหลายมิตินักวิชาการด้านเพศศึกษาให้คำจำกัดความตามลักษณะและองค์ประกอบใน 3 นัยคือเพศสรีระ (Sex) เพศสภาวะ (Gender) เพศวิถี (sexuality) ด้วยความหลากหลายอันซับซ้อนในเรื่องเพศผนวกกับชุดประสบการณ์ของแต่ละคนที่แตกต่างในยุคที่โลกก้าวไปอย่างรวดเร็วคำนี้ขยายความไปได้ไกลเกินกว่าจินตนาการของใครหลายคนที่เติบโตมาในยุคสมัยที่ต่างกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การ “คุยกับลูกเรื่องเพศ” ของครอบครัวในสังคมไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องยากที่จะพูด กระอักกระอ่วนหรือรู้สึกเขิน เป็นเรื่องที่ต้องพูดเบาๆ หรือเลือกที่จะเงียบเฉย
    เมื่อเรื่องเพศถูกปิดกั้นโสตการรับรู้ด้วยเสียงของความเงียบ ปัญหาต่างๆ ในครอบครัวและสังคมจึงตามมาตั้งแต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเพศในแต่ละช่วงวัย กระทั่งถึงปัญหาใหญ่อย่างการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ฮักขอพาคุณร่วมเปิดหัวใจรับฟังเรื่องเพศอย่างมีสติกับ คุณปรียากมล น้อยกร หรือพี่บ๊องหัวหน้าทีมวิทยากรคอร์สอบรม “พลิกมุมมองเรื่องเพศ คุยกับลูกเชิงบวก” ผู้มีประสบการณ์การทำงานขับเคลื่อนการสร้างสุขภาวะทางเพศในชุมชนและสถานศึกษาความเขินอายที่

จะคุยเรื่องเพศในสังคมไทย

ความเขินอายในการพูดเรื่องเพศนับเป็นปัญหาก้อนใหญ่ที่สุดที่พบได้ในสังคมไทย เราพบว่าพ่อแม่ทุกกลุ่มที่เราเจอในทุกอาชีพต่างมีความรู้สึกเดียวกันคือไม่รู้จะเริ่มต้นคุยเรื่องเพศกับลูกอย่างไร เพราะตัวเองก็ไม่ได้เติบโตมาแบบที่คุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราพบบ่อยมากในสังคมที่มักคาดหวังเมื่อจะคุยเรื่องเพศ หากเป็นในโรงเรียนเราก็จะคาดหวังให้ครูวิชาสุขศึกษาเป็นคนพูด นอกโรงเรียนก็คาดหวังกับหมอหรือพยาบาล สิ่งที่เราพบคือผู้มาอบรมส่วนใหญ่จะเป็นครูสุขศึกษาหรือหมอที่ให้คำปรึกษาเรื่องครอบครัว ซึ่งมีหน้าที่พูดเรื่องนี้กับเด็กและครอบครัว ทำให้ทราบว่าไม่ใช่ทุกคนที่พูดเรื่องนี้ได้ หลายคนยังคงคิดว่าเรื่องเพศพูดได้จริงหรือ จะชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่า ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการคุยเรื่องเพศมีหลายมิติมากกว่าเรื่องเพศสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่เราทำเมื่อได้เจอผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวเด็กคือให้เขาสำรวจว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อต้องคุยเรื่องเพศ เขานึกถึงเรื่องอะไรบ้าง แล้วอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่าพูดถึงเรื่องนี้แล้วไม่สะดวกใจ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่อยากพูดด้วยความเป็นห่วงลูก


ใครมีหน้าที่พูดคุยเรื่องเพศกับเด็ก

ทุกคนสามารถคุยเรื่องเพศกับเด็กได้ แต่ในบริบทของครอบครัวหากความสัมพันธ์ในครอบครัวยังไม่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่องจริงๆ การคุยเรื่องเพศที่สลับซับซ้อนและเกี่ยวโยงกับความรู้สึกย่อมเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหัวใจหรือความรู้สึกในส่วนของเหตุและผลย่อมไม่เพียงพอ เพราะบางครั้งเหตุและผลไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องของหัวใจได้ เมื่อเด็กอยู่บ้านก็คุยกับผู้ปกครอง มาโรงเรียนก็คุยกับครูที่เขาไว้ใจที่มีทักษะการฟังและการสื่อสารอย่างมีสติที่ทำให้เด็กรู้สึกสะดวกสบายใจ และมีมุมมองเรื่องเพศเชิงบวก


ช่วงวัยของเด็กที่ควรเรียนรู้เรื่องเพศ

ตามหลักการต้องเป็นวัยที่เข้าใจพัฒนาการเรื่องเพศ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา สังคม รวมถึงด้านการเรียนรู้ เพราะการคุยเรื่องเพศมีหลากหลายมิติ เมื่อนิยามว่าการพูดเรื่องเพศจะพูดถึงเรื่องอะไรจะรู้ทันทีว่าเรื่องไหนควรคุยกับเด็กวัยไหน ยกตัวอย่าง ถ้านิยามเรื่องเพศว่าคือเพศสัมพันธ์หรือการล่วงละเมิดทางเพศเราจะคุยแบบไหน หรือเพศคือการเริ่มมีสิวหรือมีประจำเดือน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของมิติว่าควรพูดถึงเรื่องเพศในมิติไหน หากถามว่าควรเริ่มพูดกับวัยไหนคิดว่าช่วงปฐมวัยก็เริ่มคุยได้แล้ว เช่น เรื่องการเข้าห้องน้ำ ลูกล้างจิ๋มเองได้หรือเปล่า หรือถ้าลูกอายุสามขวบเขาเรียกอวัยวะเพศถูกหรือยัง ให้สอนเขาตามวัยว่าอันนี้เรียก จู๋ จิ๋ม ไม่ต้องประดิษฐ์คำเป็นอย่างอื่นที่อาจมาจากความอึดอัด คับข้องใจหรือไม่แน่ใจของผู้ใหญ่ ในขณะที่เราสอนเขาเรียกหู ตา จมูก ปาก ได้ หากเป็นเด็กเล็กควรเน้นเรื่องการสัมผัสอย่างอ่อนโยน ทำให้เขารับรู้ว่านี่คือการแสดงออกของความรัก เพราะเขาไม่เข้าใจความหมายของคำพูดแต่เข้าใจน้ำเสียงและการกระทำ เราจึงต้องพูดและสัมผัสเขาอย่างอ่อนโยนเพื่อทำให้เขาไว้ใจและรู้สึกปลอดภัย ซึ่งการแสดงออกกับเด็กแต่ละช่วงวัยนั้นก็แตกต่างกัน เมื่อลูกโตขึ้นมาหน่อยเรื่องคำสัญญาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเขา ฉะนั้นถ้าทำไม่ได้อย่างที่พูดจะทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวพ่อแม่นั้นหายไป


วิธีเริ่มต้นคุยกับลูกเรื่องเพศ

บ๊องจะพูดเสมอว่าถ้าอยากเข้าใจลูกก็อย่าอยู่แต่ในโลกของตัวเอง อย่าอยู่แต่ในเรื่องของตัวเอง อย่าอยู่แต่กับสิ่งที่ตัวเองคิด แต่ให้ออกจากโลกของตัวเองแล้วค่อยๆ เข้าไปเรียนรู้โลกของลูก อย่างเช่นตอนนี้ลูกสนใจเรื่องไหน ฟังเพลงอะไร ถามเขาว่าชอบอย่างนี้เพราะอะไร ถ้าอยากเข้าใจเขาและอยากให้เขาเป็นพวกเดียวกับเรา และเราเป็นพวกเดียวกับเขาเหมือนที่เคยมีมา ซึ่งถ้าเราเปิดพื้นที่คุยได้ในขณะที่ความสนใจเราต่างกัน เวลาเข้าไปคุยก็ต้องเข้าไปด้วยท่าทีเป็นมิตรโดยวางอคติที่เรามีต่อเรื่องนั้นๆ ไว้ เพราะเมื่อเราตั้งอคติไว้โอกาสที่เราจะได้ก้าวเข้าไปในโลกของลูกก็จะถูกปิด ฉะนั้นต้องฟังอย่างจริงใจและมีสติ ต้องตามดูว่าถ้าบางเรื่องที่เราฟังแล้วไม่เห็นด้วยเราจะทำอย่างไรถึงจะฟังได้ตลอดรอดฝั่ง นั่นคือบันไดขั้นหนึ่งหากไม่มีเวลาเข้าร่วมอบรม

เมื่อสิ่งที่ลูกเล่าให้ฟังทำให้เราไม่ชอบเพราะไม่ถูกต้องหรืออาจส่งผลกับชีวิตของเขา ไม่ใช่แค่เราชอบหรือไม่ชอบแต่เราต้องประเมินได้ว่าสิ่งที่เขาเล่านั้นจะส่งผลอะไรในอนาคต ซึ่งท่าทีในการพูดคุยเป็นสิ่งสำคัญ คือด้วยบทบาทหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ก็มีสิ่งที่ต้องทำคือการดูแลเด็กๆ ให้มีชีวิตที่เป็นสุขและปลอดภัย ฉะนั้นสิ่งที่เขาดำเนินอยู่อาจจะเป็นสุขแต่ไม่ปลอดภัย ในเวลานั้นต้องใช้บทบาทและทักษะการสื่อสารที่จะทำให้ลูกไม่ปิดประตูใส่หน้าเราหรือแอบหนีออกจากบ้าน ซึ่งพอมาถึงช่วงวัยหนึ่งเราอาจจะไม่ใช่ฮีโร่หรือคนที่ลูกอยากอยู่ด้วยตลอดเวลา การที่จะทำให้ลูกมีความสุขและปลอดภัยด้วยนับเป็นสิ่งสำคัญ



ทักษะการสื่อสารกับเรื่องเพศเป็นของคู่กัน

วิธีการคุยจะต้องฝึกทักษะการสื่อสาร คือทำให้พ่อแม่มั่นใจว่าตัวเองเป็นครูที่ดีที่สุดของลูกโดยธรรมชาติ ไม่ใช่อินเทอร์เน็ต ไม่ใช่คุณครูสุขศึกษาหรือคุณหมอ เพราะเมื่อลูกมีปัญหาย่อมไม่มีทางไปโรงพยาบาลแล้วขอพบหมอ ฉะนั้นหน้าที่ของเราคือจะเสริมพลังให้พ่อแม่ตระหนักรู้ถึงความสำคัญที่ตนเองมีอยู่ได้อย่างไร เพราะเด็กทุกกลุ่มทั้งประถม มัธยม อาชีวะ ล้วนบอกว่าคนแรกที่เขาอยากคุยเรื่องสำคัญในชีวิตคือพ่อแม่ ไม่ว่าจะพ่อแม่หย่าร้าง Single Mom หรือ Single Dad แต่มีบางสิ่งที่ทำให้เขาเลือกที่จะไม่คุย อุปสรรคสำคัญอีกสิ่งที่ค้นพบคือความสัมพันธ์ในครอบครัว ถ้าคนในครอบครัวคุยกันได้ทุกเรื่องอย่างธรรมชาติเชื่อว่าเรื่องเพศก็คุยได้ แต่ถ้าความสัมพันธ์ไม่ลงรอยก็อย่าหวังว่าจะคุยเรื่องเพศในตอนนั้นนอกจากรอจนเกิดวิกฤติ และนี่คือการฝึกทักษะความสัมพันธ์ทำให้เขาเห็นพัฒนาการทางความสัมพันธ์ของเขากับลูก ซึ่งเมื่อได้ฟังแบบนี้ถือเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกมาตั้งแต่เล็กจนโตแต่ต้องมาเรียนรู้ทักษะการพัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัว ในใจของคุณพ่อคุณแม่ทุกคนล้วนมีความรักความปรารถนาดี แต่เมื่อมีความคาดหวัง มีบทบาทที่ต้องดูแลลูกให้ดีที่สุด โดยมาตรวัดคำว่าดีที่สุดของแต่ละคนไม่เท่ากัน เมื่อแบกสิ่งเหล่านี้ไว้ทำให้บางครั้งเราอาจพูดหรือทำบางอย่างที่กระทบกระทั่งจิตใจกันได้ เด็กเขาไม่เห็นข้างในจิตใจว่าที่พ่อแม่พูดหรือทำแบบนั้นเพราะความเป็นห่วง ความรัก ความปรารถนาดี ที่อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี แต่เด็กไม่เห็นอนาคตข้างหน้าและไม่เห็นที่มาของเรา เขาเห็นเพียงสิ่งที่แสดงออกมา ณ ปัจจุบันเท่านั้น

เราจึงควรฝึกฝนวิธีการฟังอย่างมีสติเพราะในชีวิตประจำวันทุกคนอยู่กับการสื่อสารพูดคุย เมื่อใดที่เราแสดงความคิดเห็นถือเป็นการแสดงมุมมอง ทัศนคติ และความคาดหวังบางอย่าง ถ้าคุยกับคนอื่นๆ เราอาจปล่อยผ่านได้แต่กับลูกหรือคนในครอบครัวไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะปัญหาต่างสะสมเหมือนรากไม้ที่เกาะเกี่ยว ซับซ้อน พันผูกกัน การเปิดใจฟังอย่างมีสติจึงเป็นเรื่องยากเพราะพ่อแม่ต่างมีชุดความรู้สึกและประสบการณ์ที่เป็นรากเชื่อมร้อยกับลูกมา เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่งสำหรับลูกแล้วความสำคัญของพ่อแม่จะค่อยๆ ลดลงมาตามลำดับ แต่อีกด้านหนึ่งเราก็ยังเป็นคนที่เขาต้องพึ่งพา พึ่งพิง ฉะนั้นช่วงวัยรุ่นตอนต้นอาจเรียกได้ว่าเขาเหยียบเรือสองแคม ซึ่งถ้าเราไม่มีสติแล้วเอาใจไปอยู่กับภาวะต่อต้านของเขาเรื่องจะยิ่งไปกันใหญ่ ดังนั้นเป้าหมายของเราคือการพูดคุยและรับฟังลูกอย่างจริงใจและมีสติ ยามที่ลูกพบเจอเรื่องราวต่างๆ ก็จะนึกถึงเรา จากนี้ไปถ้าการปลูกความสัมพันธ์ยังไม่แข็งแรง พอเขาเข้าสู่อีกช่วงวัยหนึ่งก็จะเริ่มเดินห่างออกจากเราไปเรื่อยๆ ถึงตอนนั้นจะยากมากยิ่งขึ้น ถ้าสามารถทำได้ขอให้คุณพ่อคุณแม่พูดคุยกับลูกตั้งแต่เด็ก


การคุยเรื่องเพศกับลูกของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว

ปัญหาคือพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่รู้จะคุยอย่างไรกับลูกที่ต่างเพศ แต่จริงๆ แล้วต้องมองว่าเขาเป็นลูกเราก็ควรที่จะคุยกันได้ทุกเรื่องไม่ควรแยกเรื่องเพศออกจากเรื่องที่คุยกันอยู่เป็นประจำ พ่อแม่แยกเรื่องเพศออกจากการคุยกับลูกเพราะอะไร ดังนั้นจึงต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเข้ามาช่วยในการตั้งคำถาม และให้พ่อแม่สำรวจตัวเองเพราะท้ายที่สุดเราไม่ได้มีคำตอบสำหรับทุกคำถามที่พ่อแม่สงสัย ด้วยรายละเอียดของเรื่องที่ซับซ้อน และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เราพยายามให้เกิดเพื่อเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในครอบครัวด้วยตัวของเขาเอง ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือเราจะมีวิธีสร้างการเรียนรู้หาคำตอบที่เราไม่รู้ร่วมกันในครอบครัวได้อย่างไร ซึ่งการมีส่วนร่วมของทุกคนในครอบครัวจะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในระยะยาว เพราะถ้าพ่อแม่มีคำตอบสำหรับลูกวัยสามขวบ พอลูกอายุสิบขวบจะใช้ชุดคำตอบเดิมไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้คือสร้างให้เขาเห็นและทำความเข้าใจว่าการที่จะมีกระบวนการหาคำตอบในสิ่งที่เราไม่รู้ร่วมกันในครอบครัวนั้นทำอย่างไร ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความสัมพันธ์ของครอบครัวนั้นต้องแน่นแฟ้นระดับหนึ่ง


ความรู้เรื่องการ Safe Sex ของเด็กยุค 4.0

มาถึงวันนี้เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่รู้วิธีป้องกัน รู้ว่าการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยต้องใช้ถุงยางอนามัย ฉะนั้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องเพศสำหรับทุกคนไม่ใช่การนำความรู้ไปบอกว่าสิ่งที่ต้องทำมีขั้นตอนอย่างไรเพราะเขามีข้อมูลอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราทำคือชวนเขาดูจากสิ่งที่เขาเข้าใจ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยทำอย่างไร เขาก็จะตอบกันเลยว่าใช้ถุงยางอนามัย กินยาคุม หลั่งนอก เราก็จะถามว่าวิธีไหนปลอดภัยที่สุด เพราะอะไร ซึ่งถือเป็นชั่วโมงที่เขาจะได้ทำความเข้าใจความรู้ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยน พูดคุย และตั้งคำถาม เพราะกระบวนการให้ความรู้แบบทางเดียวอาจจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจที่แท้จริง จึงเกิดกระบวนการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันซึ่งแปลว่าเราอาจจะมีโครงบางอย่างที่คิดว่าเด็กควรจะได้เรียนรู้ คือสร้างความตระหนักรู้เรื่องเพศว่าต้องมีทักษะอะไรบ้าง และสิ่งที่จะพูดคุยกันนั้นไม่ได้มาจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพียงฝ่ายเดียวแต่มาจากลูกๆ ด้วย ว่าสิ่งที่เขาต้องการรู้ ณ ตอนนั้นคืออะไร นั่นคือปัญหาที่จะต้องช่วยเขาให้เดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยโดยแท้จริง


ในแง่มุมของครอบครัวที่มีลูกเป็นเพศทางเลือก

มีหลากหลายเรื่องราวจากครอบครัวที่มีลูกเป็นเพศทางเลือก ส่วนใหญ่จะมีปัญหาในแง่ที่รับไม่ได้ สิ่งที่เราทำคือช่วยเขาคลี่คลายอุปสรรคในใจของพ่อแม่ ว่าเพราะอะไรเขาจึงรับไม่ได้ในสิ่งที่ลูกเป็น แล้วเขาคิดอะไร รู้สึกอย่างไร สิ่งที่เขาต้องทำคือค้นหาโจทย์ของเขาและรับมือกับโจทย์นั้นของตัวเองไม่ใช่รับกับโจทย์ของลูก


สิ่งสำคัญของการคุยเรื่องเพศกับลูก

สิ่งที่เป็นมุมมอง ทัศนคติ หรือแอตติจูดมันส่งผลกับพฤติกรรม การพูดกับลูกเรื่องเพศเป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่งแต่จำเป็นต้องพูด ต้องทำ ยิ่งถ้าไม่พูดคุยเด็กยิ่งไม่มีประตูที่จะเปิดออกไป เพราะไม่มีหมอ ครู หรือวิทยากรคนไหนที่จะรักลูกเราได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่มีใครคอยตอบปัญหาของลูกเราไปตลอดชีวิต สิ่งนี้จึงเป็นความท้าทายของคุณพ่อคุณแม่ แต่ท่ามกลางความท้าทายและความยากลำบากนี้ถ้าเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้เราเดินถูกทาง เพราะจริงๆ แล้วเรากับลูกนั้นเติบโตมาด้วยกัน แต่ความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ สั่นคลอนด้วยเงื่อนไขต่างๆ เพียงช่วยกันกู้ซากปรักหักพังนั้นขึ้นมา ส่วนความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้วก็รักษาต่อไปแล้วค่อยๆ พัฒนาสู่เรื่องเพศ เวลาที่เราคุยก็อยากจะให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักไว้เสมอว่าไม่มีใครที่จะรักลูกเราอย่างไม่มีเงื่อนไขเท่าที่เรามี

เหนือสิ่งอื่นใดการเปิดหัวใจรับฟังกันและกันอย่างมีสติคือก้าวแรกที่เชื่อมั่นว่าคุณสามารถทำได้อย่างแน่นอน