‘นพลักษณ์’ : เข้าใจรัก เข้าใจคน

มณเฑียร อมรเลิศวิมาน
‘นพลักษณ์’ หรือ Enneagram คือศาสตร์ที่อธิบายพฤติกรรมของคน 9 แบบ จาก ‘ภายในสู่ภายนอก’ ภายในคือความคิด ความเชื่อ แรงจูงใจ พื้นอารมณ์ กลไกป้องกันจิตใจ ฯลฯ ภายนอกคือพฤติกรรมที่แสดงออก การเรียนรู้นพลักษณ์จะช่วยสร้างความเข้าใจรัก เข้าใจตัวเอง และคนที่เรารักได้อย่างไร ร่วมเปิดใจรับฟัง คุณมณเฑียร อมรเลิศวิมาน กรรมการสมาคมนพลักษณ์ไทย

ความเป็นมาของนพลักษณ์

นพลักษณ์เป็นศาสตร์โบราณที่ถูกค้นพบโดย ‘นักบวชซูฟี’ (Sufi) ปัจจุบันเป็นลัทธิหนึ่งของศาสนาอิสลาม สมัยก่อนกลุ่มนักบวชเมื่อสอนลูกศิษย์สังเกตเห็นว่า ทำไมครูคนเดียวกันสอนศิษย์แต่ละคนแล้วได้ผลต่างกัน จึงนำมาวิเคราะห์ว่าลูกศิษย์มีกี่แบบ เมื่อพัฒนาต่อมาจึงได้ข้อสรุปโดยแบ่งคนออกเป็น 9 ลักษณะ หลักการแบ่งไม่วิเคราะห์เฉพาะเรื่องระดับพฤติกรรมแต่ดูถึงเรื่องแรงจูงใจภายใน จากนั้นศาสตร์นี้ถูกส่งต่อในกลุ่มของนักบวช แต่เดิมเป็นความรู้ที่ไม่ได้เปิดเผย เมื่อเวลาผ่านมาจึงถูกเผยแพร่ถึงกลุ่มคนที่ศึกษาเรื่องนี้ในสหรัฐฯ แล้วจึงนำมาจัดหมวดหมู่ส่งต่อกันเรื่อยมา
ในประเทศไทยผู้ที่นำศาสตร์นี้เข้ามาคือ ‘ท่านสันติกโร’ อดีตพระชาวอเมริกันซึ่งเคยอยู่ที่วัดป่านานาชาติ และเป็นผู้ช่วยท่านพุทธทาสฯ แปลหนังสือและเอกสารต่างๆ ท่านสันติกโรได้ไปอบรมเรื่องนพลักษณ์ที่สหรัฐฯ ในแนวทางของ ‘เฮเลน พาล์มเมอร์’ (Helen Palmer) ปรมาจารย์ท่านหนึ่งของวงการนี้ หลังจากนำศาสตร์นี้เข้ามาในเมืองไทยจึงเริ่มมีลูกศิษย์ และนี่เป็นที่มาของสมาคมนพลักษณ์ไทย


ศาสตร์เพื่อเคารพความแตกต่าง

นพลักษณ์คือการแบ่งกลุ่มคน 9 ลักษณะ ซึ่งเกิดจากการสังเกตเรื่องแรงจูงใจภายในด้วยตนเอง พฤติกรรมที่แสดงออกมาเหมือนกันอาจเกิดจากเหตุผลที่ต่างกัน จึงอาจเป็นคนละลักษณ์กัน ในเวลาเดียวกันแรงจูงใจเหมือนกันแต่ผลักพฤติกรรมออกมาคนละแบบ ก็อาจเป็นคนลักษณ์เดียวกัน
ลักษณะของคนทั้ง 9 ลักษณ์ อธิบายด้วยคำจำกัดความสั้นๆ ดังนี้ คนลักษณ์ 1 ‘สมบูรณ์แบบ’ เป็นคนวิพากษ์ทั้งตนเองและผู้อื่น คนลักษณ์ 2 ‘ผู้ให้’ เป็นคนที่ต้องการมีคุณค่า คนลักษณ์ 3 ‘นักแสดง’ เป็นผู้ใฝ่ความสำเร็จ คนลักษณ์ 4 ‘โศกซึ้ง’ เป็นคนที่ต้องการเข้าใจความรู้สึกตัวเอง คนลักษณ์ 5 ‘นักสังเกตการณ์’ เป็นคนที่ต้องการรู้และเข้าใจในสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง คนลักษณ์ 6 ‘ปุจฉา’ เป็นคนกลัวการขู่คุกคาม คนลักษณ์ 7 ‘นักผจญภัย’ เป็นคนต้องการมีความสุข หลีกเลี่ยงความทุกข์ คนลักษณ์ 8 ‘เจ้านาย’ มีความต้องการพึ่งตนเอง เข้มแข็ง คนลักษณ์ 9 ‘นักประสานไมตรี’ เป็นคนหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทุกรูปแบบ

ลักษณะของคนแต่ละลักษณ์สะท้อนบทบาทของคนที่ต้องการให้มีในสังคม เพื่อสร้างความสมดุล ผมเคยบอกว่าให้ลองดูในนิทาน เรื่องเล่าชนเผ่าจะมีหัวหน้านักรบสายพลัง มีฤาษีเป็นปราชญ์ประจำหมู่บ้าน มีคนคอยระแวดระวังภัย ฉะนั้นแต่ละคนมีหน้าที่ที่ทำให้สังคมสมดุลกันอยู่ ไม่มีลักษณ์ไหนดีกว่ากัน แต่ละลักษณ์มีข้อดีข้อเสียของตัวเอง คนที่เรียนสามารถนำข้อดีมาใช้และนำข้อเสียมาพัฒนาปรับปรุงต่อไป และไม่ควรบอกว่าข้อเสียของอีกคนนั้นไม่ดี เพราะคนเรามีความแตกต่างกันได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ มีคนลักษณ์ 4 บอกว่า ถ้าออกจากบ้านมาเจอคนใส่เสื้อเหมือนกันเขารู้สึกแทบจะทนไม่ได้ ซึ่งคนลักษณ์อื่นก็งงว่าทำไม อย่างนี้เป็นเรื่องที่พอเราเรียนแล้วจะรู้ลักษณะของคนลักษณ์นี้ แทนที่เราจะรู้สึกว่าเขาประหลาด เรากลับรู้สึกเห็นใจเขา จะเห็นได้ว่าแค่เข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่างกัน


รู้ลักษณ์เท่ากับรู้จักตนเอง

การค้นหานพลักษณ์ไม่ใช่การทำแบบสอบถามแล้วสรุปว่าคุณเป็นคนลักษณ์ไหน การเข้ามาอบรมเพื่อค้นหาลักษณ์ของตัวเอง จะมีกระบวนกรแนะนำให้รู้จักแต่ละลักษณ์ และชวนให้เข้าไปดูโลกภายในของตนเอง เมื่อผ่านกระบวนการหาลักษณ์แล้ว หลังจากนั้นแต่ละคนต้องเลือกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่การให้คนอื่นบอกว่าคุณเป็นคนลักษณ์ไหน กระบวนกรเพียงคอยบอกให้ฟังว่าถ้าโลกภายในของคุณเป็นแบบนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วคุณคิดอย่างนี้ คุณอาจมีแนวโน้มที่จะอยู่ลักษณ์นี้ ฉะนั้น คนที่เรียนต้องอยากเรียนรู้ตนเอง ไม่เหมือนศาสตร์ assessment ที่ใช้ในวงการบริหารงานบุคคลซึ่งมีเยอะแยะมาก อย่างแบบทดสอบบุคลิกภาพ Extended DISC และ MBTI (Myers-Briggs Type Indicator) ซึ่งส่วนใหญ่คือการนำเครื่องมือข้างนอกเข้ามาจับและนำไปใช้ได้เร็ว แต่นพลักษณ์เป็นเรื่องภายใน เพราะฉะนั้นขั้นตอนในการหาลักษณ์จึงค่อนข้างละเอียด และต้องใช้เวลาพอสมควร บางคนอาจมีความชัดหรือไม่ชัด หรือบางครั้งความเป็นเราจะอยู่ข้างใน เมื่อเวลาผ่านไปและได้เรียนรู้ สมัยวัยรุ่นหรือเมื่ออายุยี่สิบกว่าเราเป็นตัวเองมาก เมื่ออายุมากขึ้นถูกประสบการณ์ขัดเกลาว่าการกระทำแบบไหนทำได้หรือไม่ได้ ลักษณ์อาจจะหลบเข้าไปข้างในนิดหนึ่ง แต่มันยังอยู่ ไม่มีวันหายไป

หลักสูตรการหานพลักษณ์ขั้นต้น ใช้เวลาสองวันเป็นอย่างน้อย ส่วนใหญ่คนที่มาอบรมจะได้ลักษณ์กลับไป แต่ต้องเรียนตามตรงว่าไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีบางคนหลังจากเรียนแล้วกลับไปใคร่ครวญตัวเอง ผ่านไปหกเดือนถึงรู้ว่าฉันไม่ใช่ลักษณ์ที่เลือกไว้ ก็เป็นไปได้



ความเชื่อมโยงในลักษณ์

เนื้อหาในนพลักษณ์ขั้นกลางจะซับซ้อนขึ้น ยกตัวอย่าง คนลักษณ์ 2 เมื่อถูกกดดันแนวโน้มของพฤติกรรมจะวิ่งตามลูกศรไปที่ลักษณ์ 8 จากแม่พระกลายเป็นแม่พระเพลิง ถ้าอยู่ในสถานการณ์มั่นคงปลอดภัยมีโอกาสแสดงออกแบบคนลักษณ์ 4 คือ โศกซึ้ง อ่อนไหวทางอารมณ์ ทั้งนี้แต่ละลักษณ์ก็จะมีแนวทางการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่ว่ามา นพลักษณ์มีความซับซ้อนพอสมควร ไม่ได้ตายตัวแค่ 9 ลักษณะนี้เท่านั้น แต่ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน
ถ้าให้อธิบายลึงลงไปอีกคือ ทุกลักษณ์มีลักษณ์ย่อยอีก 3 ลักษณ์ รวมเป็น 27 ชนิด และมีภาวะปลีกย่อยอีก จะไม่สามารถอธิบายได้จากการสังเกตภายนอกว่า การแสดงออกแบบนี้ต้องอยู่ในลักษณ์นี้ โดยจรรยาบรรณของกระบวนกรคือเราจะไม่เห็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งแล้วไปตัดสินเขา เพราะฉะนั้นสิ่งภายในเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องตัดสินด้วยตัวเอง

รายละเอียดนอกจากนี้มีเรื่องของ ‘ศูนย์’ คือ ใน 9 ลักษณ์แบ่งหยาบๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่ม 8 9 1 เรียกว่า ‘ศูนย์ท้อง’ คือกลุ่มคนที่ใช้พลังทางปฏิกิริยา เช่น สัญชาตญาณ ต่อมากลุ่ม 2 3 4 คือ ‘ศูนย์ใจ’ เป็นพวกใช้ความรู้สึกเยอะ และกลุ่ม 5 6 7 ‘ศูนย์หัว’ เป็นคนใช้ความคิดเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนในกลุ่มศูนย์ใจจะใช้ความคิดไม่เป็น ทุกคนมีพลังทั้งสามศูนย์อยู่ในตัว เพียงแต่ยึดศูนย์ไหนเป็นหลัก และทุกคนมีพลังของหลายลักษณ์อยู่ในตัวแต่ยึดแบบไหนเป็นลักษณ์


ประโยชน์ของนพลักษณ์

ประโยชน์ข้อแรกของการเรียนนพลักษณ์คือ ได้ ‘รู้จักตัวเอง’ การเข้าใจว่าเราเป็นแบบนี้เพราะกลไกภายในลักษณะนี้ เหมือนกับได้เห็นแผนที่ เห็นแบบแปลนความคิดของตัวเอง เพราะมีบางครั้งที่เราไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมเราถึงสุขหรือเศร้ากับเรื่องแบบนี้อยู่ร่ำไป มีบางครั้งที่คิดว่าเราประหลาดกว่าคนอื่น พอมาเจอคนลักษณ์เดียวกันจะเห็นว่าเราเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ สุขทุกข์ในเรื่องประเภทเดียวกัน ฉะนั้นประโยชน์อย่างแรกคือ ‘เข้าใจตนเอง’
เมื่อเรายิ่งเข้าใจตัวเองมากขึ้นเท่าไร เราจะยิ่ง ‘เข้าใจผู้อื่น’ เท่านั้น การเข้าใจตัวเองคือรู้ว่าที่เราเป็นอย่างนี้เพราะยึดถือกฎกติกาแบบหนึ่งไว้ แล้วเอากฎกติกานั้นไปตัดสินคนอื่น โดยไม่รู้ว่าเพื่อนถือกติกาคนละแบบที่แยกออกไปอีกแปดเล่ม ผมเคยเปรียบเทียบว่าคนหนึ่งถือกติกาวอลเลย์บอล อีกคนถือกติกาฟุตบอลโดยไม่รู้ว่ากติกานั้นไม่เหมือนกัน แล้วมาเถียงกันว่าลูกบอลโดนมือนั้นผิดหรือถูก นพลักษณ์จึงทำให้เรารู้ว่าทุกคนมีความแตกต่างกัน ฉะนั้นเมื่อเราเข้าใจเรื่องนี้ก็จะไม่พยายามเอากติกาของเราไปตัดสินคนอื่น การเข้าใจไม่ใช่ว่าต้องไปทำความเข้าใจ แค่รู้ว่าเราแตกต่างกัน และไม่ตัดสินกันก็ดีมากแล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะมัวแต่คิดว่าทำไมเขาทำอย่างนี้ พูดกับเราแรงแบบนี้ เขาคิดอย่างไรกับเรา หรือเขาโกรธเราไหม เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจากการไม่เข้าใจกัน โดยการศึกษานพลักษณ์เริ่มจากการรู้จักตัวเอง ไม่เรียนเพื่อมุ่งเน้นตัดสินคนอื่น ต้องเริ่มจากข้างในแล้วจึงขยายออกไป


รู้ลักษณ์เพื่อพัฒนาตนเอง

สมาคมฯ มีแนวโน้มจะประยุกต์ศาสตร์นพลักษณ์ไปใช้ในเรื่องเฉพาะทางมากขึ้น เช่น นพลักษณ์กับความตาย นพลักษณ์กับดนตรี นพลักษณ์กับโยคะ หรือนพลักษณ์กับความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยสายแนวความคิดของเราจะพยายามไม่ใช้นพลักษณ์ตัดสินคน เช่น คนแบบนี้จะต้องทำหน้าที่นี้เท่านั้น เพราะเราเชื่อในศักยภาพการพัฒนาของคน นพลักษณ์ไม่ได้เรียนเพื่อเลือกว่าเราเป็นลักษณ์นี้แล้วต้องเป็นแบบนี้ตลอดไป แต่เรียนเพื่อละอัตตา ก้าวข้ามสิ่งที่เราหลีกหนีมาตลอด จะมีสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่อยาก การสำรวจพรมแดนที่เราไม่รู้จัก ไปทำในสิ่งที่ไม่ใช่ comfort zone เป็นความท้าทาย เราอยากให้ทุกคนพัฒนา ไม่ได้บอกว่าคนลักษณะนี้ต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น อย่างคนลักษณ์ 5 เป็น introvert (คนที่มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง) เราก็อยากจะให้คนลักษณ์ 5 ลองออกมาข้างนอกมากขึ้น ลองท้าทายตัวเองโดยออกจาก comfort zone การศึกษานพลักษณ์คือเราอยากให้เขาหลุดออกมา ซึ่งเรียกว่าการเติบโต เพราะเราเชื่อในการพัฒนาของคน

เมื่อเรารู้ข้อเด่นข้อด้อยของตนเองแล้วสามารถประยุกต์ใช้กับเรื่องของการปฏิบัติธรรมได้ ผมเปรียบเทียบว่านพลักษณ์จะช่วยหากิเลสได้ จับผู้ร้ายถูกตัว เราก็จะจัดการและพัฒนาแก้ไขสิ่งเหล่านั้นได้ง่าย เช่น บางลักษณ์อาจมีโทสะเป็นเจ้าเรือน พอเขารู้ตัวแล้วก็ให้ลองพยายามควบคุมมัน ทำงานกับมัน คือแต่ละลักษณ์มีกิเลสของตัวเอง หรือเดิมทีเราเคยทุกข์กับเรื่องเดิมๆ ก็จะออกจากร่องเดิมๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัว เพราะกระบวนกรแค่ให้คำปรึกษา แต่เจ้าตัวต้องอยากออกมาหรืออยากขยายวงออกไป


นพลักษณ์กับความสัมพันธ์

ลักษณ์ของเด็กจะชัดเจนในช่วงอายุประมาณยี่สิบกว่าๆ แต่เขามีลักษณ์นั้นติดตัวมาตั้งแต่เด็ก อาจมีบางอย่างที่ทำให้แสดงออกได้ไม่เด่นชัด เท่าที่จัดการอบรมมาในช่วงมัธยมปลายก็เริ่มเรียนได้แล้ว หรือช่วงเรียนจบมหาวิทยาลัยจะหาลักษณ์ได้ง่าย ถ้าอายุ 40 – 50 ปีขึ้นไป จะยาก จริงๆ แล้วการเรียนนพลักษณ์จะนับพฤติกรรมของช่วงอายุไม่เกิน 30 ปี โดยให้ย้อนกลับไปดู เพราะช่วงอายุหลังจากนั้น ประสบการณ์จะขัดเกลาทำให้ลักษณ์ถูกกดไว้ จึงต้องย้อนกลับไปดูตัวเองตอนช่วงอายุยี่สิบกว่า หรือช่วงเริ่มต้นทำงานซึ่งจะเป็นตัวตนของเราค่อนข้างชัด
ในมุมของพ่อแม่ อย่างแรกคือต้องรู้ก่อนว่าตัวเองยึดลักษณ์อะไรอยู่ และต้องมองตัวเองให้ชัด หลังจากนั้นถ้าลูกมาเรียนด้วยก็จะดี ถ้าลูกยังเรียนไม่ได้ให้พยายามเปิดโอกาสให้เขาสำรวจตัวเอง โดยไม่ตัดสินว่าอะไรผิดหรือถูก สำหรับผมการเลี้ยงลูกที่ถูกต้องคือให้เขาสำรวจความเป็นไปได้ของชีวิตในหลายๆ ด้าน ด้านที่เขาอ่อนด้อยแล้วเผอิญเป็นด้านที่พ่อแม่ถนัด ก็อยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่ามันยากสำหรับเขา และอย่าคาดหวังให้เขาเป็นแบบพ่อแม่ เพียงเป็นกำลังใจและชักชวนให้เขาสำรวจเพื่อพัฒนาจุดด้อย เช่น พ่อเป็นสาย extrovert (คนที่ชอบการสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ) แต่ลูกเป็นสาย introvert ถ้าเราเอามาตรฐานของพ่อไปใช้กับเขา แล้วเขาไม่ยอมออกมาสู่โลกภายนอกอย่างที่ใจเราต้องการ ก็จะขัดใจกัน ที่จริงแล้วการที่เขาพยายามออกมานั้นเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเขา ซึ่งเขาอาจจะออกมาได้ไม่มากอย่างที่เราต้องการ แต่ชวนหรือเป็นกำลังใจให้เขาออกมาได้บ้าง เพื่อให้เขาได้เห็นในสิ่งที่ไม่อยากทำ ไม่อยากเป็น เพราะทุกคนมีความยากง่ายในแต่ละเรื่องที่แตกต่างกัน


นพลักษณ์กับความรัก

มีแนวความคิดการอบรมนพลักษณ์กับความรักในทุกรูปแบบ ทั้งคู่รัก (ทั้งต่างเพศและเพศเดียวกัน) สามีภรรยา พ่อแม่ เพื่อน ฯลฯ ต้องบอกว่านพลักษณ์ยิ่งเริ่มต้นเรียนเร็วยิ่งได้กำไร เพราะรู้ตัวเร็วจะพัฒนาได้เร็ว คนที่รักกัน เป็นแฟนกัน มาเรียนรู้และเข้าใจด้วยกันจะส่งผลดี คือจะเข้าใจในกันและกัน เมื่อรู้ลักษณ์แล้วอย่าเอาลักษณ์เป็นข้ออ้าง ไม่อย่างนั้นจะยึดติด เราต้องส่งเสริมให้เจ้าตัวพยายามก้าวข้ามออกมา พยายามสำรวจพรมแดนที่ไม่ชอบ ลองค่อยๆ ฝึก จะทำให้ความสัมพันธ์เติบโตต่อไปได้ หรือมีบางประเด็นว่าช่วยเข้าใจหน่อยว่าเรื่องแบบนี้เขารับไม่ได้จริงๆ หรือยากสำหรับเขาจริงๆ ถ้าเข้าใจกันแบบนี้จะได้ไม่โกรธกัน เพราะรู้แล้วว่าลักษณ์ภายในผลักดันให้เขาเป็นแบบนี้ แสดงว่าเขาไม่ได้แกล้งทำหรือแกล้งเป็น ทำให้เข้าใจกันมากขึ้น
ถ้าคู่รักมาเรียนรู้นพลักษณ์ด้วยกันก็จะเข้าใจในกันและกันได้ดี มีคู่สามีภรรยาจำนวนมากที่มาเรียนแล้วนำไปพัฒนาชีวิตคู่ให้ดีขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ความขัดแย้งน้อยลง สงบสุขมากขึ้น เพราะเมื่อเราเข้าใจกันทั้งสองฝ่ายความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นน้อยลงอย่างแน่นอน ต่อมาเมื่อมีลูกเรื่องการเลี้ยงดูก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในทุกความสัมพันธ์


การยอมรับนพลักษณ์

นพลักษณ์ได้รับการยอมรับมากขึ้นและมีแนวโน้มที่ดี เราพยายามทำให้นพลักษณ์เป็นสิ่งที่ไม่ฉาบฉวย เพราะเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างยาก ฉะนั้นการชวนมาสำรวจโลกภายในจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เหมือนศาสตร์ที่ทำแบบสอบถามแล้วจบ ไม่ใช่ว่าศาสตร์ลักษณะนั้นไม่ดี ข้อดีคือง่ายและนำไปใช้ได้เร็ว แต่ถ้ามีเวลาอยากสำรวจลึกลงไป นพลักษณ์คือหนทางที่ยากขึ้น แต่ถ้าเทียบความยากก็คือ นพลักษณ์ว่ายากแล้ว ธรรมะยากกว่า แต่ทั้งสองเรื่องนี้ช่วยส่งเสริมกัน เพราะเมื่อเราเข้าใจตัวเองและจับกิเลสได้มากขึ้น วิธีแก้ปัญหาก็ใช้ธรรมะได้ เช่น การดูรู้สภาวะจิต การภาวนา ก็ช่วยให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นได้จริง และการรักษาศีลก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว