กว่าจะรักกันได้ : เฟิร์น – ศิรัถยา & ต้อง – นนทพงศ์ อิศรภักดี
  
  
ColumDetail
14
กว่าจะรักกันได้ : เฟิร์น – ศิรัถยา & ต้อง – นนทพงศ์ อิศรภักดี
 
 

HUG Magazine ปีที่ 9 ฉบับที่ 2
กว่าจะรักกันได้ : 

‘ความรัก’ ทำให้ชีวิตนั้นดีขึ้น เฟิร์น – ศิรัถยา & ต้อง – นนทพงศ์ อิศรภักดี
เฟิร์น – ศิรัถยา & ต้อง – นนทพงศ์ อิศรภักดี

‘ความรัก’ ทำให้ชีวิตนั้นดีขึ้น
เฟิร์น – ศิรัถยา & ต้อง – นนทพงศ์ อิศรภักดี

    เคยสงสัยไหมว่าคนที่เก่งเรื่องเงินมากๆ เขาจะเก่งเรื่องบริหารจัดการเงินในครอบครัวบ้างไหม รวมไปถึงบริการจัดการความรักแบบใด วันนี้เราได้แขกรับเชิญพิเศษที่ใครหลายคนก็ต่างคุ้นหน้า ‘เฟิร์น – ศิรัถยา อิศรภักดี’ พิธีกรรายการการเงิน Smart Biz เศรษฐกิจติดจอ ทางช่อง True4U ควงคู่มากับสามี ‘ต้อง – นนทพงศ์ อิศรภักดี’ ที่พร้อมมาบอกเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ความรักในแบบของพวกเขาให้เราได้ฟังกัน
   
รู้จักกันมากกว่า 10 ปี
    เฟิร์น : 10 ปีกว่าใช่คำนี้ดีกว่า ตอนนั้นมีโครงการอบรมเกี่ยวกับการเงินเรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วเราเลยได้ไปเจอกันที่นู้น เราทั้งคู่แต่คนละมหาวิทยาลัยค่ะ
    ต้อง : ตอนเจอครั้งแรกก็ไปเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ก็อยากอยากจะทำความรู้จักครับ แต่คือตอนนั้นเราเรียนคนละห้องกัน มีอยู่ครั้งหนี่งที่ไปอบรมทั้งสองห้องนี้ไปอบรมที่เดียวกันก็เลยได้เจอ
    เฟิร์น : เห็นเขาตอนที่เขาเอาขนมมาให้ค่ะ คือเราไปอบรมต่างจังหวัด แล้วในห้องพักก็จะจับกลุ่มเม้าท์ๆ กัน ก็มีคนมาเคาะประตูว่า ‘เอ้ย! มีคนเอาขนมมาให้เฟิร์น’ แล้วที่จำได้เลยคือขนมที่เขาซื้อมาให้ ในกล่องมันต้องมีสองห่อ ซึ่งปกติเขาจะให้กันทั้งกล่อง แต่ไม่เขาแบ่งมาห่อหนึ่ง เขาบอกว่าให้เราห่อหนึ่ง เราก็ถามแล้วอีกห่อหนึ่งละ เขาจะเอาไว้กินเอง (หัวเราะ) ก็เลยมีความแปลกใจว่าคนนี้คงไม่ธรรมดาเนอะ แปลกๆ ดี แต่ก็แค่นั้นไม่ได้คุยกัน
    ต้อง : หลังจากนั้นก็หายกันไป จนกระทั้งผมเรียนจบ จบคอร์สไปหลายเดือน แล้วช่วงนั้นผมจะไปสมัครสอบ Single license คือเป็นโบรกเกอร์มันต้องสอบ ปรากฏว่าหาตัวอย่างข้อสอบไม่ได้ โทรไปหาเพื่อนคนหนึ่งเขาบอกว่าน้องเฟิร์นมี ผมก็เลยมีโอกาสโทรไปหาเฟิร์น ตอนนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปจีบหรือว่าอะไรนะ แค่ขอข้อสอบเฉยๆ แต่ก็เป็นจังหวะที่ได้มาทำความรู้จักกันอีกครั้งหนึ่ง
    เฟิร์น : เราก็เอาข้อสอบไปให้เขา ก็เจอกัน ไปกินข้าว เหมือนได้เจอกันอีกรอบได้คุยกันอีกรอบ แต่ว่าตั้งแต่วันแรกที่โทรมาขอข้อสอบ ก็คุยกันเป็นชั่วโมงคือโทรศัพท์บ้านเลยคุยกันยาวมาก ก็รู้สึกว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ พอตอนมาเจอเราครั้งแรก เขาก็มานิ่งๆ พอได้คุยก็ทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนที่มีความคิดและก็มีความอ่าน

ถูกใจกันตรงไหน
    ต้อง : ผมว่าเฟิร์นเขาน่าจะชอบความเป็นผู้ใหญ่ของผมมากกว่านะช่วงนั้น (เฟิร์นแซวกลับว่า ‘โดนหลอก’ ก่อนหัวเราะ) เพราะผมทำงาน เริ่มหาเงินได้ด้วยตัวเอง เริ่มมีการวางแผนอะไรในชีวิตมากขึ้น คิดว่าเฟิร์นน่าจะเห็นมุมนี้แหละ
    เฟิร์น : ซึ่งก็เป็นอย่างนั้น เพราะว่าคนที่เข้ามาหาเฟิร์นก็จะมีหลายแบบ แต่ตัวเราเองเป็นคนที่เฟรนลี่มาก (เน้นเสียง) แต่ที่ไม่มีแฟนตัวเป็นตน คือเราก็สกรีนดูทุกคนที่เข้ามา ซึ่งก็มาลักษณะที่คล้ายกัน เช่น ชอบซื้อของมาฝาก ชอบเอาใจเรา ‘เออ น้องเฟิร์นอย่างนู้นอย่างนี้อย่างนั้น’ มารับมาส่ง หรือมาดูแลเทคแคร์ แต่ไม่ใช่เขา คือเขามีความเป็นตัวของสูง แล้วก็จะเป็นผู้ใหญ่มาก มันเหมือนคนละเลเวล เรารู้สึกว่าคนอื่นเด็ก คือภายนอกเฟิร์นดูเหมือนเด็ก แต่จริงๆ เราเป็นคนค่อนข้างผู้ใหญ่ เลยรู้สึกว่าคนที่เข้ามามีความเป็นเด็กกว่าเราโดยคุณวุฒิ คือคุยสนุกได้ ถ้าแฟนก็ถือว่าเป็นคนแรก พอเราจะสกรีน ก็เลยเต็มที่ว่าคนนี้ต้องเป็นครอบครัวของเราในอนาคต

ค่อยๆ ศึกษาซึ่งกันและกัน
     ต้อง : หลังจากนั้นผมคิดว่าก็อยากจะศึกษา ตอนนั้นผมก็เหมือนกับไม่ได้ตั้งใจว่าต้องจีบให้ติดนะ แต่ใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่ง เลือกที่จะไม่รีบร้อน ค่อยๆ ที่จะศึกษา เลยรู้สึกว่าเฟิร์นเป็นคนที่ตรงไปตรงมา มีอะไรหรือคิดอะไรก็จะพูดออกมาแบบนั้น ดังนั้นก็รู้สึกว่า เราสามารถแชร์อะไรกับเขาได้ตรงๆ ไม่จำเป็นจะต้องประดิษฐ์คำเยอะ เลยกลายเป็นสบายใจที่ได้คุยกับเขา คุยกันมาเกือบปีก่อนที่จะขอเป็นแฟน ตอนนั้นเพื่อนเฟิร์นถามผมทำไมไม่ขอเป็นแฟนสักที (หัวเราะ)
     เฟิร์น : เพื่อนไม่ได้ถามเราด้วยนะ หวังดีกับกันไง เราไม่ได้คบกันแบบกินข้าวกันดูหนังฟังเพลงแล้วจบ มันก็เลยค่อนข้างถูกจริตกับคนนี้ เขาก็ไม่ได้เปย์ แบบซื้อของให้ เอาอันนู้นไหม เหมือนที่คนอื่นทำกับเรา แต่เรารู้สึกว่าเขามาด้วยใจ ไม่ได้มาด้วยการเอาใจ หรือสิ่งของ มาทำให้ชอบเขาเพราะเปลือก แต่ชอบเขาเพราะเขามากกว่า สมัยนั้นพอเราสนิทกันก็กลายเป็น เขาเจอเพื่อนกลุ่มเรา ส่วนเราก็เจอเพื่อนกลุ่มเขา คำเรียกมันไม่ใช่สาระ เฟิร์นว่ามันอยู่ที่ความรู้สึกและพฤติกรรม การกระทำที่ให้เกียรติกัน คำว่าแฟนหรือสามีภรรยา จะผูกมัดแค่ไหน แต่ถ้าพฤติกรรมทั้งเราและเขาไม่ให้เกียรติกัน คำนั้นก็ไม่ได้มีผล เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราตั้งแต่ตอนนั้น ก็เลยเหมือนกับเราคุยกันไปเรื่อยๆ แต่ก็รู้แหละว่าคนนี้เป็นคนพิเศษ
     ต้อง : เราก็ค่อยๆ ศึกษา ผมก็ไปรู้จักคุณแม่เฟิร์นที่บ้าน แล้วก็พาเขามาบ้านผมด้วย คล้ายๆ ว่าเราไม่ได้รีบ แต่ก็อยากให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้รับรู้ด้วยว่า เราก็คบกับผู้หญิงคนนี้นะ และเราก็มีความจริงใจกับเขา (ยิ้ม)

เฟิร์น – ศิรัถยา & ต้อง – นนทพงศ์ อิศรภักดี

คบกันก็ต้องปรับตัว
    ต้อง : นิสัยบางอย่างของเราก็จะไม่เหมือนกัน อย่างเฟิร์นก็จะเป็นคนที่ตรงไปตรงมา แต่บางครั้งผมจะเป็นสายซอฟต์ท์นิดหนึ่ง (เฟิร์นหัวเราะ) คือผมจะไม่ได้พูดอะไรตรงๆ แต่จะมาวิธีการพูดแบบเท้าความ หาวิธีพูด เพราะบางครั้งเฟิร์นก็อยากรู้เลย เขาใจร้อน บางครั้งเฟิร์นพูดมาตรงๆ ผมก็รู้สึกแบบ ‘เอ้ย! ทำไมพูดถึงขนาดนี้’ ก็ต้องค่อยๆ ปรับกันไปทั้งคู่
    เฟิร์น : ทะเลาะมันก็เคยมี แต่เรื่องจริงก็คือ เวลาเราอยู่ด้วยกันฉันกับเธอ เราสองคน แต่วันที่เราเอาบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยว ถ้าเราทะเลาะกันด้วยเรื่องคนอื่น มันก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่จบ มันควบคุมไม่ได้ หาคำตอบไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องของเรา ครั้งนั้นถือบทเรียนให้เรารู้ว่า ไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่น จริงๆ คือเราไว้ใจเขาไหม และเขาไว้ใจเรารึเปล่า แค่นั้น แต่ทะเลาะจุ๊กจิ๊ก น้อยใจ แรกๆ ตอนเด็กหน่อยก็มีบ้าง แต่พอโตขึ้นก็ไม่มี (ต้อง : ไม่ค่อยมีครับ อาจจะงอนนิดหน่อย) งอนไม่เจอกันหลายวันเพราะอยู่ต่างประเทศอะไรแบบนี้

ผ่านอะไรต่างๆ มาด้วยกัน
     เฟิร์น : คือตอนนั้นช่วงน้ำท่วมใหญ่ตอนนั้นวุ่นวายมาก หลานก็จะมา แม่ก็กำลังจะกลับจากเมืองจีน แล้วเราก็อยู่คนเดียวพี่ต้องก็ช่วยทุกอย่าง เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดค่ะช่วยกัน บ้านเฟิร์นอยู่จรัญสนิทวงศ์ แต่เป็นสภาพแบบรอบนอกท่วมหมดออกไปทำงานไม่ได้ แล้วเรามีแม่กับน้องหมาอยู่ด้วย ก็เป็นห่วง ทีนี้บ้านพี่ต้องเขาไม่ท่วม เขาก็เลยเสนอว่า ‘ย้ายมาอยู่ไหม’ เพื่อความอุ่นใจก็เลยพาแม่กับน้องหมาไปอยู่บ้านเขาด้วย เลยได้มีโอกาสไปเรียนรู้ชีวิตเขา เพราะปกติก็แค่ทานข้าว ก็ไม่ได้อยู่นานหรืออะไร แต่พอไปเขาเรียกว่า (ต้อง : วิถีชีวิตความเป็นไป) วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวตั้งแต่เช้าจรดดึก ว่าบ้านนี้อยู่กันยังไง ตื่นกันแบบไหน ทำกับข้าวอะไร ก็ทำให้เราซึมซับไปด้วยว่า ถ้าเราแต่งแล้วอยู่แบบนี้โอเคไหม ซึ่งตัวเราก็โอเค แม่ก็อุ่นใจ แถมอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ทั้งคู่ วิกฤตมันเป็นโอกาส
     ต้อง : เราช่วยกัน เพราะบางทีเฟิร์นก็มีเรื่องจากที่ให้เราช่วยให้ความคิดเห็น แบบว่าถ้าเป็นพี่ต้องจะคิดยังไง ในทางกลับกัน เราก็จะเป็นเหมือนกันคือ ถ้าเป็นเฟิร์นเจอปัญหาแบบเดียวกัน จะคิดอย่างไร เราก็จะคอยเช็คกันตลอด เพราะบางครั้งก็ต้องบอกว่า เราอยู่ในปัญหานี้ก็จะมองไม่เห็นหรอก แต่คนที่อยู่ข้างนอกจะคิดได้ดี เห็นได้ดีกว่าเรา เฟิร์นเขาเป็นกัลยาณมิตรที่ดีของผมนะครับ
ประทับใจ
     เฟิร์น : เป็นความเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ต้องพีคมาก แต่ก็ชัดเจน เหมือนเวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจที่ดีคือมีเสถียรภาพ เราไม่ได้บอกว่า GDP ต้องโตไป 7 เปอร์เซ็นต์แล้วต้องกลับมาล่วงติดลบ เราต้องมีเงินสิบล้านแล้วกลับมาล่วงขาดทุนเป็นคนล้มละลาย ชีวิตคู่ก็เหมือนกันต้องเสมอต้นเสมอปลาย ชีวิตเราไม่มีจุดพีค เราเรื่อยๆ มากแต่มันก็เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พี่ต้องก็วันแรกเป็นยังไง10 ปีผ่านไป เป็นแฟนกันแต่งงาน เป็นครอบครัว เป็นสามีภรรยากัน แม้จะมีลูกกันเขาก็ยังน่ารักเหมือนเดิม คือเป็นคนที่เอาใจใส่ สนใจในรายละเอียด ยอมเสียสละอะไรบางอย่างเพื่อคนอื่น เพื่อเรา เพื่อครอบครัว เขาก็จะยอมไม่ไปเที่ยว ยอมไม่ดูทีวี ทั้งที่เขาชอบดูทีวีมาก แต่วันหนึ่งพอเราต้องทำงานเยอะเขาก็มาช่วยเรา แล้วก็มีความเป็นพ่อบ้านสูง ดีงามมาก เพราะเราไม่ทำ ซึ่งเราบอกตั้งแต่แรก เพราะบอกว่าเฟิร์นทำได้ทุกอย่างแต่ขออย่างเดียวเฟิร์นไม่ทำกับข้าว (หัวเราะ)
     ต้อง : ผมว่าเฟิร์นเขาช่วยเหลือในเรื่องที่ช่วยสนับสนุนให้ผมมีความกล้าในชีวิตมากขึ้นนะ แต่ก่อนผมจะไม่ค่อยออกนอกกรอบ ขี้อาย เวลาจะทำอะไรก็จะไม่ค่อยกล้ามาก แต่ว่าพอเห็นเขาทำกิจกรรมต่างๆ หรือกล้าออกไปข้างนอกทำนู้นทำนี้ เราก็ค่อยๆ เรียนรู้จากเขา ‘เฮ้ย! เขาเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ยังทำได้เลย’ เขาก็สนับสนุนให้ผมไปประกวดร้องเพลง หรือประกวดแข่งเรื่องของการเงิน แม้กระทั้งการเป็นอาจารย์ เขาก็เป็นคนเริ่มว่า ‘โอเคพี่ต้องลองมาจัดคอร์สอบรม หรือว่าแนะนำให้อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรู้จัก’ ซึ่งตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เขาก็ให้เวทีผม เป็นกำลังใจให้ตลอด
    เฟิร์น : เขามีศักยภาพ เหมือนหลายคนที่มี แต่ไม่รู้ว่ามีหรือไม่กล้าที่จะเอาออกมา เรามีหน้าที่ผลักและดันเขา ให้ทำได้มากกว่านี้ ดีกว่านี้ และสุดกว่านี้ แต่เราก็แค่กรุยทางให้เขาเดิน ที่เหลือก็แล้วแต่เขาว่าจะวิ่ง หรือค่อยๆ ก้าว เรามีหน้าที่ได้แค่สนับสนุน

อะไรที่บอกว่าคนคนนี้คือคนที่จะอยู่กับเราไปชั่วชีวิต
     ต้อง : ก็คงต้องกลับมาถามความรู้สึกตัวเอง ว่าวันนี้เราเป็นตัวของตัวเองได้มากแค่ไหน ถ้าเป็นตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ นั้นก็แปลว่าเขาก็เป็นคนที่อยู่ข้างผมได้ตลอดชีวิตเหมือนกัน เพราะเราไม่ต้องปรับความเป็นตัวเองมาก อยู่ด้วยจะไม่รู้สึกอึดอัด หรือว่าต้องรู้สึกกดดันตัวเอง
     เฟิร์น : ก็คล้ายๆ กันค่ะ เพียงแต่เราอยู่ด้วยกันแล้ว มันดีขึ้นไหม ไม่ใช่แค่เราดี แต่เขาดีขึ้นไหมด้วย แบบเขาทำให้เราดีขึ้น ตัวเราก็ทำให้เขาดีขึ้นหรือเปล่า อยู่แล้วเราเป็นตัวถ่วงไหม บางทีอยู่กับใครทุกอย่างมันต้องดีขึ้น หนึ่งบวกหนึ่งมันต้องมากกว่า 2 เฟิร์นมองแบบนั้น แล้วเขาก็รักแค่เรา แต่ love me love my dog เขารักหมาเรา รักแม่เรามาก (เน้นเสียง) บางทีแม่โทรหาเราไม่ติดก็โทรหาเขา แล้วเขาก็จัดการอะไรให้เสร็จ ไปรับแม่ถ้าเราไม่ว่าง มันคือหนึ่งบวกหนึ่งที่มากกว่า 2 และดีขึ้นทั้งหมด สำคัญที่สุดเราไม่ใช่แค่เป็นตัวของตัวเอง แต่เป็นใครไม่รู้เวลาอยู่กับเขาก็มี คือปกติเราจะจริงจัง แต่อีกด้านที่จะติงต๊องหน่อยๆ แบ๊วๆ หลุดๆ เอ๋อๆ งงๆ ของเราไป ซึ่งคนอื่นเขาคงไม่เคยเห็น

เฟิร์น – ศิรัถยา & ต้อง – นนทพงศ์ อิศรภักดี

แต่งงานกัน 3 ปี อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต
     ต้อง : สำหรับผมนะ คือความไว้ใจ ไม่ว่าจะทำงานคนละที่ หรือเดินทางไปต่างประเทศ เราก็ไม่รู้สึกสั่นคลอน เพราะวางใจไว้แล้วกับเขา และในขณะเดียวกันเขาก็วางใจเราเหมือนกัน ดังนั้นเราไปทำอะไรที่อื่น ไม่ได้เจอหน้ากัน ก็รู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องมากังวลว่า ‘เอ๊ะ! เขาจะทำอะไรอยู่’ ตัวเขาเองก็เหมือนกัน เพราะเราไว้ใจและก็วางใจกัน ไม่อย่างนั้นต่อให้แต่งงาน มีทะเบียนสมรส มีแหวนแต่งงาน แต่ถ้ายังไม่ไว้ใจไม่วางใจ ต่อให้มีพวกนี้มากมายแค่ไหนมันก็ไม่สบายใจ ผมเลยรู้สึกว่า การแต่งงานถ้ามีตรงนี้ตั้งแต่ต้น จะช่วยทำให้เรารู้สึกสบาย และก็เป็นอิสระทางใจ
     เฟิร์น : เป็นเรื่องของการให้เกียรติกันค่ะ คือในบ้านเราก็รู้อยู่แล้วว่าแต่ละคนเขาทำอะไร แต่การอยู่ข้างนอกคนเราต้องมีหน้าตาในสังคม คือเฟิร์นเห็นหลายคู่เวลาอยู่ข้างนอกผู้หญิงชอบข่มสามี หรือไม่ผู้ชายก็จะชอบวางอำนาจ แบบนั้นเราว่ามันไม่ใช่ ถ้าเราอยากให้เขาทำอย่างไรกับเรา ก็จงทำแบบนั้นกับเขา อยากให้เขาพูดดี เราก็พูดดีก่อนสิ อยากให้เขาดูแล เราก็ดูแลเขาก่อน อยากให้เขารัก ก็รักเขาสิ เช่นกันอยากให้เขาไว้ใจเรา ก็ต้องทำตัวให้น่าไว้ใจ มันเหมือนกระจกส่อง ภาษาฝรั่งเขาจะบอกว่า Better Half หรืออีกครึ่งที่ดีขึ้น หรือบางคนที่บอก Another Half แต่ทั้งหมดมันคือหนึ่งเดียวกัน จะมาแยกฉันเธอไม่ได้ เพราะเราคือเงาสะท้อนซึ่งกันและกัน

เปรียนความรักกับการเงิน
     เฟิร์น : เราเชื่อในของการค่อยๆ ไปทีละก้าว มันมีหลักหนึ่งที่เรียกว่า ไคเซ็น (Kaizen) คือความรักก็เช่นกัน เราไม่สามารถรักใครได้วันแรก บางคนบอกความรักของผู้หญิงเริ่มจากศูนย์เต็มร้อย ส่วนผู้ชายจากร้อยเป็นศูนย์ แต่เฟิร์นว่าจริงๆ มันไม่มีลิมิต การเงินเองก็ไม่ได้บอกเท่าไหร่ ความรวยของแต่ละคนก็ไม่เท่า ร้อยล้าน สิบล้าน หรือแม้แต่หนึ่งล้านก็อาจจะทำให้แต่ละคนพอได้ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกันความรักของเราไม่มีใครบอกหรอก นอกจากเราบอกกันเองว่าแค่ไหนคือโอเค ชีวิตมันเหมือนกับการเก็บเหรียญ connect the dot ที่ลากเส้นต่อไปเรื่อยๆ เมื่อถ้าถามว่าประทับใจอันไหนมากที่สุด มันไม่ได้มีจุดพีค เราค่อยๆ เติมไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าก็ดีไปหมดการเงินก็เช่นกัน ถ้าออมไปเรื่อยไม่ไปก่อหนี้ ไม่ได้ทำอะไรที่ทำร้ายน้ำใจเขา กระปุกความรักมันก็จะใหญ่ขึ้น แล้วถ้ามีหนี้ก็ต้องเคลียร์ก่อน เราไม่สามารถมีหนี้ไปจนตลอดชีวิตได้ หมดแล้วกลับมาเก็บออมใหม่เช่นเดียวกับความรัก

เปรียนความรักเรื่องของแบรนด์
      ต้อง : แบรนด์จะให้ความสำคัญกับคุณค่า คล้ายกับความรัก คือเราไม่ได้เน้นปริมาณ ไม่ได้เน้นราคา แต่เน้นเรื่องของคุณ คุณค่าในที่นี้คือ ทางใจว่าทุกวันเราเติมเต็มหรือให้ความรัก คุณค่ามันเกิดขึ้นทุกๆ วันอยู่แล้ว คุณค่าในที่นี้คือคุณค่าทางใจ มันก็เหมือนกับแบรนด์เราอยากให้คนรักแบรนด์ อยากให้คนมาซื้อสินค้า คุณค่าที่ให้กับลูกค้า ก็ต้องมาจากใจ ความรักก็เหมือนกัน ดังนั้นถ้าเราอยากจะมีคุณค่า ก็ต้องให้ความรัก หรือว่าให้คุณค่าทางใจกับเขา มันก็จะเติมเต็มกันและกัน

คำพูดสำหรับเขา
     เฟิร์น : ก็ขอบคุณดีกว่า คือเรื่องมรณานุสติ ซึ่งคือถ้าเราตายไปวันนี้ วินาทีนี้ สิ่งที่เราทำมีความสุขอยู่ไหม ถ้าใช่ก็ทำ ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน มันก็มีความสุข ความทุกข์ ท้อแท้บ้าง แต่ส่วนใหญ่เราสองคนไปทางบวกเยอะ ก็จะขอบคุณเขา เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ขอบคุณทุกอย่างตั้งวันที่เขาโทรศัพท์มาหาเรา จากนั้นก็กำลังใจช่วยเหลือทุกอย่าง หรืออดทนกับเรา ชีวิตคู่วันแรกที่แม่ๆ พูดพร้อมกันสองคนต้องอดทน เราไม่เข้าใจนะ แต่คำว่า ‘อดทน’ มันคือทั้งสองฝ่าย ความไม่เหมือนกันความต่างที่อาจจะรับไม่ได้ในช่วงแรก แต่ก่อนเฟิร์นชอบความเสี่ยง เราก็กลับมามองชีวิตในอีกมิติหนึ่งที่สโลไลฟ์มากขึ้นใช้ชีวิตช้าลง ไม่ต้องรีบก็ได้ ก็ขอบคุณเขา ‘ขอบคุณค่ะ’  
     ต้อง : เหมือนกันคือขอบคุณ แต่ในทางตรงกันข้าม ผมทำให้เขาซอล์ฟขึ้น เฟิร์นเองก็ทำให้ผมฮาร์ดขึ้นเหมือนกัน เขาทำให้ผมกล้าขึ้น กล้าทำอะไรใหม่ๆ เดินออกนอกกรอบ ผิดพลาดบ้าง ล้มบ้าง แต่ก็ลุกขึ้นมาใหม่ได้ เพราะว่าเราเชื่อว่าเรามีคนสนับสนุนที่ดีมีกัลยาณมิตรที่ดี อยากจะบอกว่าเฟิร์นเป็นกัลยาณมิตรที่ดี ช่วยทั้งเรื่องของการให้กำลังใจ การสนับสนุน เชื่อว่าตั้งแต่ที่เรารู้จักกันมาชีวิตผมก็ดีขึ้นจริงๆ ครับ

    ‘ความรัก’ คือสิ่งที่สวยงาม เหมือนกับค่รักคู่นี้ ที่ไม่ใช่เพียงเป็นสิ่งที่สวยงามเท่านั้น แต่คามรักที่มียังเป็นตัวส่งเสริมและผลักดัน ให้ประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้นอีกด้วย...
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

ขอโสดครั้งสุดท้าย :: หมิว - สิริลภัส

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);