กว่าจะรักกันได้ : ‘คือรักที่ลงตัว’ เกด – ศิริกุล อัตถปัญญาพล & กานต์ วง HUM
  
  
ColumDetail
22
กว่าจะรักกันได้ :   ‘คือรักที่ลงตัว’ เกด – ศิริกุล อัตถปัญญาพล & กานต์ วง HUM
 
 

HUG Magazine ปีที่ 9 ฉบับที่ 1
กว่าจะรักกันได้ : สิริลักษณ์ ลีวิวัฒนาวงศ์


เกด – ศิริกุล อัตถปัญญาพล & กานต์ วง HUM

 ‘คือรักที่ลงตัว’
เกด – ศิริกุล อัตถปัญญาพล & กานต์ วง HUM

    เมื่อนักข่าวสาวของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ‘เกด – ศืริกุล อัตถปัญญาพล’ ที่เราเห็นเธอได้ทั้งการอ่านข่าวทั่วไป สภาพอากาศ รายการอุณหภูมิโลก ฝนฟ้าอากาศ ได้มาเจอกับนักร้องเพลงรออยู่ตรงนี้ เพลงฮิตเมื่อหลายปีก่อน ‘กานต์ – ศุภกานต์ มุทุมล’ หรือ กานต์ วง HUM คนสองสาขาอาชีพ มาเจอกันแบบไหน และยิ่งกว่านั้นกลายมาเป็นคนรัก กลายมาเป็นคนรักกันจนกำลังจะมีพิธีแต่งงานกันแบบล้านนาในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ได้อย่างไร เรื่องราวความรักของพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขาพร้อมมาเปิดใจเล่าให้เราฟังแล้วค่ะ

รู้จักกันเมื่อ 5 – 6 ปีก่อน

    กานต์ : เรารู้จักกันตอนที่ผมไปเรียนทำกีตาร์กับ อ.วิรุฬห์ ทรงบรรดิษฐ์ ที่ตรงพญาไท ตอนนั้นเขาก็ไปทำสกู๊ปสัมภาษณ์ครับ
    เกด : ตอนนั้นเกดเพิ่งเข้าช่อง 7 ใหม่ๆ ค่ะ แล้วไปทำสกู๊ปกีตาร์แฮนด์เมค เราไปสัมภาษณ์อาจารย์ แล้วอาจารย์เขาก็แนะนำให้รู้จักว่านี่พี่กานต์วง Hum (ฮัม) นะ เราก็รู้จักเพราะทันเพลงเขา ตอนพี่เขาดังเราอยู่ปี 1 เขาอยู่ปี 4 เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย เด็กเชียงใหม่ก็จะแบบวงฮัมดังอยู่แล้ว แต่รู้จักแค่เพลงนะ ไม่รู้จักชื่อนักร้องนำ แต่พอได้ยินชื่อเพลงปุ๊บก็เอ๊ะรุ่นพี่ ตอนนั้นเราก็เลยแค่แลกเฟซบุ๊คกัน แต่ไม่ได้คุยกันเป็นการส่วนตัว จากนั้นก็ไม่ได้คุยอะไร แค่เห็นความเคลื่อนไหวกันในเฟซบุ๊คเฉยๆ มาเจอกันอีกทีเมื่อปลายปี ‘58
    กานต์ : ผมก็รู้จักเขาในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องมช. เป็นเด็กเชียงใหม่เหมือนกัน ตอนที่เจอกันช่วงนั้นเขาไปเชียงใหม่ ซึ่งปกติไม่ค่อยได้ไป เพราะงานอยู่กรุงเทพฯ แล้วตอนนั้นเขาอยากหาร้านอาหาร
เจอกันอีกครั้ง
    เกด : อยากพาคุณพ่อไปทานข้าว เที่ยวกับครอบครัว เราก็เบื่อโซนเดิมๆ ร้านเดิมแล้ว เห็นพี่กานต์เขาทำร้านอาหารเลยอยากลองไปดู เลยทักไปในข้อความว่า ร้านปิดกี่โมง พาสุนัขเข้าไปได้ไหม เพราะที่บ้านเลี้ยงสุนัข แต่ร้านปิด 3 ทุ่ม ตอนนั้นเลยพาพ่อไปไม่ทัน
    กานต์ : วันนั้นก็ยังไม่ได้ไป แต่จริงๆ เราไปเจอวันก่อนหน้านะ คือก่อนหน้านั้นเขาไปงานแต่งเพื่อน ผมก็ต้องไปเล่นงานแต่งงาน คนละงานกัน แต่ที่โรงแรมเดียวกัน
    เกด : เขาก็บอกว่าเดี๋ยวต้องไปเล่นงานแต่งงาน เราก็ที่ไหนคะ อ่าว หนูก็มางานแต่งเพื่อนโรงแรมนี้เหมือนกัน แต่ถามไปถามมาก็คนละงาน เขาก็ทักมาช่วงที่เราอยู่ที่ล็อบบี้ ส่วนเขากำลังจะถึง เราก็มัวแต่ยุ่งกับเพื่อนเลยไม่ได้เจอกัน ก็เลยบอกว่า ‘ไม่เป็นไรค่ะ พี่ยังไม่เจอก็ไม่เป็น’
    กานต์ : เชียงใหม่มันบ้านผมอยู่แล้ว (หัวเราะ) ผมก็มีตากล้องที่สนิทกันอยู่หลายคน ก็โทรถามใครถ่ายรูปงานนี้บ้าง ก็บอกเพื่อนไม่ต้องถ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาว ให้ถ่ายรูปเพื่อนเจ้าสาวมาแทน (หัวเราะ) แล้วก็ส่งไปให้เขา เซอร์ไพรส์ด้วยภาพถ่ายนิดหนึ่ง
    เกด : เขาฝากเพื่อนถ่ายรูปเราไป แล้วเราก็ไม่รู้ (คุณกานต์หัวเราะ) อยู่ๆ เขาก็ส่งรูปมาให้ เราก็เอ๊ะ! ได้รูปมาได้ไง เราก็ได้ภาพแบบแอบถ่ายก็สวยดี (กานต์ : โรคจิต แอบถ่าย) แล้วหลังจากนั้นเกดว่าง
    กานต์ : ผมก็แบบไหนๆ เขามาเชียงใหม่แล้ว เลยแนะนำเขาไปที่ Think park เป็นอะเวนิวที่หมาเดินเล่นได้ เราเลยโอเคไปเจอตรงนั้นละกัน
    เกด : ไปคุยแลกเปลี่ยนเรื่องพี่กานต์ทำร้านอาหาร เกดทำร้านสลัด พวกอาหารสุขภาพอยู่ ไปแล้วแลกเปลี่ยนความคิด พูดคุยกัน ตอนนั้นไม่รู้คุยกันไปอีท่าไหน ตอนแรกกะว่าโกโก้แก้วเดียว รู้ตัวอีกทีเที่ยงคืนกว่าแล้ว งั้นก็ลากันก่อนดีกว่า วันถัดมาก็ไปกินข้าวร้านพี่กานต์ วันนั้นเราไปกับเพื่อนก็คุยกันว่า เราต้องขอไปฟังเพลงสดกันให้นะ แต่พอจะถามแล้วกีตาร์ที่ร้านไม่อยู่พอดี ก็อดสิ ‘ทำไงอุตส่าห์มาแล้ว’ (กานต์ : ยังไม่ละความพยายาม) ก็เอาพวกคาราโอเกะในโทรศัพท์มาเปิดให้ร้องให้ฟัง แล้วเพื่อนก็เหมือนอัดววิดีโอไว้ ทำเป็นเหมือนอยู่ในรายการ พี่กานต์ก็จะเขินๆ หน่อยๆ เพราะมีสองสาวมารุม
    กานต์ : เหมือนโดนแกล้ง แต่ก็นั่นแหละครับ ตั้งแต่นั้นมาก็คุยกันทุกวันเลย ตอนแรกๆ ผมรู้แค่แค่ว่าเขาเป็นรุ่นน้อง ช่วงที่จะมาคุยกันตอนมาทานข้าวที่ร้าน ผมก็รู้สึกว่าน่ารักดีนะ ผมก็ไม่มีแฟน แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจีบอะไร คือเราจะจีบคนอื่นได้ มันต้องตั้งใจคุยกันก่อนถูกไหมครับ ต้องศึกษาสักพักก่อน ว่าจีบได้ไหม มันจะดีไหม จริตจะก้านเข้ากันรึเปล่า แต่ถ้าถามว่าชอบในมิตรภาพในครั้งแรกไหม มันเป็นความประทับใจ
    เกด : ได้ข่าวว่าเจอกันครั้งแรกที่ร้านอาหาร วิ่งไปหาพ่อครัว ที่ตัวเองเล่า (กานต์ : คือพ่อครัวเป็นหุ้นส่วน ก็แบบเนี่ยๆ สวยไหมๆ เขาก็แบบ เฮ้ย ดาราป่าวเนี่ย) พี่เขาก็บอกว่า อย่าเลยนางฟ้ากับหมาวัด (หัวเราะทั้งคู่)

คุยกันติดต่อกัน
    กานต์ : เราคุยกันแต่ก็ไม่ได้ฉันท์ชู้สาว เป็นการแลกเปลี่ยนไอเดีย คุยแล้วเหมือนถูกคอ มันมีเรื่องให้คุยได้เรื่อยๆ แล้วก็เป็นช่วงที่ทำความรู้จัก ศึกษาความคิดความอ่านกัน ว่าตรงกันไหม เหมือนเป็นพี่เป็นน้อง เพียงแต่ว่าเราคุยกันบ่อย เพราะเขาอยู่เชียงใหม่ได้ 2 – 3 วันเองครับ แล้วก็กลับมาทำงานกรุงเทพฯ
    เกด : คุยกันทางไลน์ แล้วค่อยๆ เริ่มโทรศัพท์ มีวิดีโอคอล แต่ก็ยังไมได้แสดงท่าทีมากค่ะ แบบทำไมเราต้องคุยกันบ่อย แล้วคุยกันนาน ชั่วโมงสองชั่วโมง เหมือนเด็กมัธยม (หัวเราะ) งานเราก็ทำ พักก็คุยกัน
    กานต์ : ช่วงนั้นก็งานยุ่งทั้งคู่นะ แต่ด้วยเทคโนโลยีด้วย เราวีดิโอคอลทิ้งไว้ก็เห็นกัน กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน เดี๋ยวเขาต้องไลน์มานะว่าอยู่ที่ไหนจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงกัน
    เกด : เราก็เริ่มแบบเอ๊ะ! จะบ่อยเกินไปไหม แล้วช่วงนั้นเกดมีคนเข้ามาคุยด้วย (คุณกานต์แซวว่า “สวยมาก”) ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่อยู่กรุงเทพฯ ก็ได้ไปเจอไปอะไร ก็ไปกินข้าวกับเพื่อนบ้าง คือเจอบ่อยกว่าพี่กานต์ด้วยซ้ำ แต่กับคนอื่นเราเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอยากติดต่อ ก็คุยต่อ

เกด – ศิริกุล อัตถปัญญาพล & กานต์ วง HUM

เป็นตัวของตัวเอง
    เกด : ตอนนั้นสนิทกันแล้วรู้สึกว่าพี่เขาดูเป็นผู้ใหญ่ ดูเป็นผู้นำด้วย ตอนนั้นมองแค่ว่าคุยกันถูกคอ แล้วอยากคุยต่อมีความรู้สึกดีๆ (กานต์ : คนที่กรุงเทพฯ ละ) มันรู้สึกไม่เหมือนกัน เฉยๆ
    กานต์ : เป็นเทคนิคครับ (หัวเราะ) เราก็เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องไปเสแสร้ง ไม่มานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้เขาชอบ เราจะได้ไม่เหนื่อยด้วย ถ้าเขาชอบก็ต้องชอบจากที่เป็นเรา คือเราเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็ไม่ได้เข้าไปแนวจีบลุย ผมก็จะแบบธรรมชาติ คือจะให้เราไปส่งดอกไม้หรืออะไรให้เขาทุกวันไม่ได้อยู่แล้ว ไกลกัน เราก็งานยุ่งเขาก็งานแยะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีอะไรที่ต้องมาเสแสร้งอะไรกัน เป็นแบบนั้นดีกว่า
    เกด : แล้วข้างเกด คือถ้ามีผู้ชายเข้ามาจีบจะรู้สึกว่ามีกำแพง จะไม่ชอบแบบมาจีบเลยนะ มาส่งของส่งอะไรให้ มันแบบต้องรู้แล้วว่าเขาคิดอะไร ทำให้ไม่อยากสานต่อ พอเขามาในแนวเพื่อน เป็นพี่ เป็นคนธรรมดา เราก็รู้สึกว่าเป็นตัวเองด้วย ไม่ต้องมาปรับอะไร เพราะเห็นอยู่แล้วว่าเป็นแบบนี้ ไม่ต้องมาแบบเป็นผู้หญิงเรียบร้อย หรือทำตัวฉลาดแล้ว เขาก็เห็นในลักษณะที่เป็นก็สบายใจที่จะไปต่อเรื่อยๆ ได้

ไม่คิดจะแต่งงาน
    เกด : ด้วยความที่เราเป็นพี่คนโต รักและดูแลครอบครัวมาตลอด เห็นครอบครัวสำคัญที่สุด เรามองว่ายังดูแลครอบครัวตัวเองไม่ดี เพราะฉะนั้นไม่อยากมีครอบครัวเป็นของตัวเอง ยังไม่อยากแต่งงาน จนถึงก่อนเจอพี่กานต์ก็ยังไม่อยากแต่ง แม่ยังถามเลยว่าไม่มีแฟนคนไหนไม่มีมาแนะนำบ้างเหรอ เราก็ทำไมต้องรีบแต่ง ยังอยากทำนู้นนี่ ยังสบายใจที่จะอยู่คนเดียวอยู่ได้แบบนั้น พี่กานต์บังเอิญความคิดเหมือนกันอีก
    กานต์ : ของผมบอกกับทุกคนไว้เลยว่าไม่แต่งงาน ผมรู้สึกว่ามันเหมือนถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นหน้าฉากว่า ‘เฮ้ย!เราจะอยู่ด้วยกันแล้วนะ’ แค่นั้นเอง พิธีกรรมมันไม่จำเป็น แล้วการแต่งงานก็เหมือนเป็นการปิดกั้นอิสรภาพอะไรบางอย่าง ในตอนนั้นก็มีความคิดแบบนั้นมาตลอด แล้วก็จะไม่มีลูกด้วย ด้วยการศึกษาธรรมะด้วย จากที่อ่านมาเยอะ ก็จะรู้สึกว่า มันจะก่อให้เกิดทุกข์ ถ้าเราเอาใจไปยึดติดไว้ ยิ่งการแต่งงานถ้าเกิดอะไรขึ้นมาก็จะทุกข์ใจ ตอนนั้นแฟนบางคนก็จะร่ำร้องว่าเมื่อไรจะแต่ง ซึ่งผมมีความคิดคล้ายกับเกด คือครอบครัวเราดีมากน้อยแค่ไหนถึงจะไปสร้างครอบครัวใหม่ คิดว่าต้องทำครอบครัวเดิมของเราให้ดีก่อน เราประเมินแล้วว่ายังดูแลแม่ไม่ได้เลย พี่น้องกำงานคนละที่ รู้สึกว่าการแต่งงานไม่เหมาะ จนมาเจอเขา ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติ
    เกด : คิดเหมือนกันเลย ตอนนั้นเรายังไม่ได้มองเรื่องอนาคตอะไรด้วยกัน เขาก็แบบไม่อยากมีลูก เป็นทุกข์เป็นอะไร ฟังแล้วก็แบบ... ตอนนั้นก็แอบเริ่มๆ คิดนิดนึงว่าเรารู้สึกดีกับเขา แต่พอเขาบอกๆ มาก็ไอเดียตรงกันนี่นะ
    กานต์ : แลกเปลี่ยนกันอยู่ดีๆ มันก็เริ่มเปลี่ยนมุมมอง ‘ไอ้การที่เกิดทุกข์หรือไม่ทุกข์ มันอยู่ที่เรารึเปล่า อยู่ที่จิตใจอยู่ที่เรารึเปล่า ไม่ได้อยู่ที่การแต่งงาน ไม่ได้อยู่ที่ลูก หรือคู่ครอง ถ้าคิดแบบนี้แสดงว่า นายเอาพวกนั้นมาเกี่ยวกันหมดเลย นายต่างหากที่ยึดติด’ การได้คบกับเขาได้แลกเปลี่ยนกับเขา รู้สึกว่าชีวิตเราดีขึ้นนะ มั่นคงมากขึ้น อบอุ่นมากขึ้น ถึงผู้ชายอาจจะเป็นผู้นำครอบครัว แต่ก็ยังมีมุมมองที่เราเป็นเด็กตัวเล็กๆ ให้เขา อยู่กับเขาแล้วรู้สึกว่าเรามีความสุข ด้วยจริตจะก้านด้วยนะ มันคือความชอบส่วนตัวที่คล้ายกัน บางคำพูดก็ใช่คำพูดตรงกัน บางทีเขาไลน์มาปุ๊บ เดี๋ยวถ้าเราไลน์ไปจะหาว่าเราเลียนแบบไหม (หัวเราะ)
    เกด : เหมือนเวลาอ่านหนังสือ ก็ชอบเรื่องเดียวกัน เราชอบเรื่องทำอาหาร เขาก็ทำอาหารได้ อุ๊ย! เรารอดตายแล้ววันไหนเราขี้เกียจก็ ทำอาหารให้กินหน่อย

เกด – ศิริกุล อัตถปัญญาพล & กานต์ วง HUMเรียนรู้กันผ่านเทคโนโลยี
    กานต์ : เรียกว่าเราใช้เวลาด้วยกันดีกว่า ถึงไม่ได้อยู่ที่เดียวกันหรือติดกัน ผมก็จะพยายาม คือรู้แล้วว่าเขาคือคนที่ใช้สำหรับเรา ดังนั้นก็ต้องใช้เวลาอยู่กับเขา สมัยก่อนอาจจะต้องไปมาหาสู่กันบ่อย แต่ปัจจุบันเราก็ใช้เวลากับเขาด้วยเทคโนโลยีก็ได้ แต่มีเวลาก็จะมาหาด้วย แม้ว่าเราจะคุยกันทุกวันก็ต้องไปหาเขาบ้าง พยายามมาเจอกันเดือนละครั้งสองครั้ง ถึงจะยุ่งแค่ไหนก็ตาม เพราะท้ายสุดมันก็ต้องลองใช้ชีวิตร่วมกัน มันคือเหตุผล คือใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ตามอารมณ์ความรู้สึก
    เกด : ต้องขอบคุณเทคโนโลยีจริงๆ บางทีเราติดกับงานแต่สามารถเปิดวีดิโอคอลกับเขา อย่างน้อยเรารู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ ต่างคนต่างทำงาน เรารู้สึกว่าเราใกล้มาก เราก็นั่งพิมพ์งาน เขาก็นั่งทำกีต้าร์ไป แต่คือเราก็ได้ยินว่าเขาทำอะไรอยู่ เหมือนอยู่ใกล้ๆ กันตลอด แล้วเวลาเดินทาง มีช่องทางให้เลือกเยอะก็ดี ไปมาง่าย บางทีเราก็มีไปงานที่เชียงใหม่ ก็ได้ทั้งงานด้วย ได้ทั้งแวะหาเขาด้วย
ระยะ 3 เดือน
   เกด : เราเป็นคนจริงจังนะ คือมีคนเข้ามาแต่เราก็เข็ดกับแฟน คนอื่นกว่าจะยอมรับก็ 3 ปี แต่กับพี่กานต์นี่ยังไงไม่รู้มันคลิกไปหมดแล้ว เหมือนรู้จักกันมานาน ทั้งๆ ที่เราไม่ค่อยได้เจอกัน พอช่วงเดือนกุมภาพันธ์พี่กานต์ก็เริ่มถามเรื่องความชัดเจน
    กานต์ : ด้วยเราโตแล้ว ผ่านอะไรมาแล้ว ผ่านความคิด ผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว ดังนั้นแล้วถ้าคุยกันแล้วมันใช่ มันก็ไม่มีอะไรที่ต้องมากกว่านั้น ผมยังแปลกใจตัวเอง
    เกด : เราก็แปลกใจ แต่ด้วยวัยด้วยอะไร เราต้องคิดเองได้ ตัดสินใจเองได้ ก็เลยแบบใช่แล้วแหละ คุยได้ 3 เดือน
    กานต์ : ผมก็ขอเขาแต่งงานเลย วันนั้นก็คุยกันปกติแล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าต้องขอ ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรพิเศษ แค่คุยกันในไลน์ ก็ทักเขาไปว่า ‘แต่งงานกันเถอะ’
    เกด : มันมาเรียบๆ นิ่งๆจนเซอร์ไพรส์ งง เพิ่งเป็นแฟนกัน 3 เดือน เจอกันเดือนละครั้งสองครั้ง
    กานต์ : มาสนิทกันมาได้ครึ่งปี แต่ผมไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะพอมีเวลาว่างผมจะทำให้เขาเห็นตลอดว่า ตอนนี้เป็นเวลาว่างของผมนะ เหมือนใช้เวลาด้วยกันเยอะ ถึงแม้ไม่ได้เจอกัน เราพยายามสื่อสารให้เขาเห็นได้ ให้เขารู้จักเรามากที่สุด
    เกด : เขาไม่ใช่ผู้ชายที่พูดอะไรเล่นๆ แล้วเราก็ไม่คิดว่าจะมาหลอกล่อขอแต่งงานเพื่ออย่างอื่นเหมือนในละคร  ตอนแรกเขาขอมาทางไลน์ เราก็นิ่งเงียบไปสักพักเราก็พิมพ์บอกเขาว่า ‘เขาตัวสั่น หายใจไม่ออก’ ตื่นเต้นจริงๆ ทั้งๆ ที่อยู่ในไลน์ ก็ไลน์ลงไปกรุ๊ปเพื่อนผู้ประกาศ ทุกคนก็กรี๊ดกัน เขาขอเราเหรอ มันเร็วไปไหม แต่ว่าตอนนั้นก็ยังพอมีสติอยู่ แล้วเหมือนพี่กานต์คงเห็นเรานิ่งไปนานก็บอกว่า ‘ไม่ถามก็ได้นะถ้ายังไม่โอเค’ งั้นเราลองๆ ดูกันก่อนไหม แล้วปีหน้าค่อยว่ากันไหม่ ให้เวลานิดนึง
    กานต์ : เขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองโอเค (ยิ้ม)
    เกด : แต่ก็รอดกันไปก่อน พอเราคบกันไปเรื่อยๆ เห็นกันมากขึ้น เราก็คุยเรื่องนี้กันเรื่อย ก็คุยกันว่าต้นปีหน้าเราหมั้นกันนะ แล้วปีหน้าค่อยแต่ง (คุณกานต์บอก ‘แต่ก็หาฤกษ์มาให้เลย’) แล้วมันเป็นจังหวะพอดีไง เลยแบบไม่หมั้นแล้วแต่งเลยก็ได้ (หัวเราะ) เลยแต่งเลยละกัน จริงๆ แม่พี่กานต์ก็ถามด้วยว่าทำไมหมั้นกับแต่งห่างกันจัง
     กานต์ : จริงๆ แล้ว แต่งหรือไม่แต่งก็ได้ แต่ถ้าแต่งทุกอย่างก็ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้นเอง ในเมื่อเราก็มีเป้าหมายด้วยกันอยู่แล้ว เขาจะย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ไปทำร้านอาหาร ทำเวิร์คกิ้งสเปสอะไรของเขา เราก็งั้นแต่งก็ได้นี่ เราจะได้เตรียมอะไรทางนี้ให้
เขาคือคนที่ใช่
    กานต์ : เป็นเรื่องของความรู้สึก หนึ่งคือเราอยู่กับเขาแล้วรู้สึกดี รู้สึกอบอุ่น รู้สึกมั่นคง สองคือเรื่องของเหตุผล คำว่าใช่นี้ก็คือ ทัศนคติ จริต แล้วก็ความรักครอบครัว เพราะว่าผมว่าครอบครัวสำคัญ ถ้าตั้งใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ก็ต้องดูด้วยว่าเขาเทคแคร์ครอบครัวเขายังไง ถ้าจะมาสร้างครอบครัวด้วยกัน แล้วเขาไม่ใส่ใจครอบครัว อันนั้นคงจะลำบาก แต่ด้วยเขาเป็นคนแบบนี้ ก็ทำให้เราคิดครอบครัวใหม่เขาก็ดูแลได้ แล้วในเรื่องจริต ก็คือดีไม่ดีอาจจะไม่ใช่ก็ได้ อยู่ที่ว่าเราเข้ากันได้ดีรึเปล่า หมายถึงความชอบส่วนตัวนะ ถ้าคนดีคือคนที่ใช่ก็คงใช่เต็มไปหมดแล้ว
    เกด : การเป็นตัวของตัวเอง เรารู้สึกว่ายู่กับเขาแล้วไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร อาจจะมีเล็กน้อยที่ต้องจูนเข้าหากันบ้าง แต่ว่าเราเข้าใจอย่างเรื่องครอบครัวพี่กานต์สามารถเข้ากับครอบครัวเราได้ เลยรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แล้วที่เขามีความใช่มากกว่าคนอื่น ตรงที่พี่กานต์มีสติจากธรรมะ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าทำให้เราสงบนิ่งได้จากเรื่องของธรรมะ ปกติเราเครียดมาจากสังคม จากภาวะแวดล้อม ที่ทำให้เราเปลี่ยนจากใจเย็น เป็นใจร้อน หงุดหงิดง่ายขึ้น แต่เขาจะค่อยเตือนให้เราคิดมากขึ้น เลยรู้สึกว่ามันเกินคำว่าใช่ไปด้วย เพราะมีอะไรมากกว่า ทำให้เราเซอร์ไพรสไปด้วย
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับความรัก
    เกด : คงมองเรื่องที่พี่กานต์สอนเกดมาตลอดคือเรื่องของการมีสติ มันใช้ได้กับทุกอย่าง แต่ถ้าเรามีสติ เราก็จะมีเหตุมีผล เพราะไม่ว่าอะไรที่จะทำให้ความรักร้านฉาน หากสติก็ทำให้เราเข้าใจ และปรับตัวได้ รู้จักคำว่าขอโทษ ให้อภัย
    กานต์ : ตอบซะสวยเลย (หัวเราะ) ไม่รู้สิ ผมรู้อย่างเดียวว่าความรักมาจากองค์ประกอบที่ง่ายมาก คือความดี ถ้าเราดีเขาดี มันก็จะเป็นความรักที่มั่นคงได้มาก ความไว้เนื้อเชื่อใจหรือว่าความไม่ระแวงหรืออะไรก็ตาม มันมาทีหลัง ไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาว่าให้เขาเชื่อใจหรือมั่นใจเรา แต่เป็นคนดีคิดถึงอีกฝ่ายก็จะออกมาดีเอง บางคนคิดมากไปว่าอยากให้ความรักสมบูรณ์ดีพร้อม แต่สำคัญคือมันต้องเริ่มจากคนสองคน บังเอิญว่าเราตรงกัน แล้วก็เป็นอะไรที่เหมาะสม ทั้งเรื่องจิตใจ ความคิด ก็กลายเป็นองค์ประกอบที่ลงตัว
    ความรักจะเกิดได้ต้องเจอคนที่เหมาะสม และในจังหวะที่เหมาะสม จึงจะกลายเป็นความลงตัว ไม่ต่างจากความรักของคนคู่นี้ ที่ทุกอย่างดูจะผสานกันได้อย่างลงตัว
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

ตัวจริงหรือตัวสำรอง :: อะตอม - ภัคจิรา วิศววิสุทธิ์

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);