กว่าจะรักกันได้ : กาลเวลาพิสูจน์ใจ ต้าร์ – พศิน ศรีธรรม & อ้อม – ประถมาภรณ์ รัตนภักดี
  
  
ColumDetail
21
กว่าจะรักกันได้ : กาลเวลาพิสูจน์ใจ ต้าร์ – พศิน ศรีธรรม & อ้อม – ประถมาภรณ์ รัตนภักดี
 
 

HUG Magazine ปีที่ 8 ฉบับที่ 12
กว่าจะรักกันได้ :  สิริลักษณ์ ลีวิวัฒนาวงศ์
ภาพ: พี่ต๋อง

 

ต้าร์ – พศิน ศรีธรรม & อ้อม – ประถมาภรณ์ รัตนภักดี

 กาลเวลาพิสูจน์ใจ
ต้าร์ – พศิน ศรีธรรม & อ้อม – ประถมาภรณ์ รัตนภักดี

    ‘เวลา’ เป็นสิ่งที่ใครหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ส่งผลต่อความสัมพันธ์มากน้อยแค่ไหน กว่าจะรักกันได้ฉบับนี้จึงจะพาท่านผู้อ่านมารู้จักคู่รักที่ใช้เวลาในการเรียนรู้กันอย่างมากมาย ทั้งยังบอกอีกด้วยว่า ‘เวลา’ นั้นเป็นสิ่งสำคัญ โดย ‘ต้าร์ – พศิน ศรีธรรม’ ที่เป็นทั้งนักแสดงและผู้ประกาศข่าวทางช่อง Mono 29 และ ‘อ้อม – ประถมาภรณ์ รัตนภักดี’ นักแสดงจากช่อง 7 ทั้งคู่ใช้เวลาในการทความรู้จักและเรียนรู้กันมากว่า 10 ปี เรื่องราวของพวกเขาจะเป็นแบบไหน พวกเขาพร้อมมาเล่าให้ฟังแล้ว

ย้อนกลับไป... เจอกันครั้งแรกประทับใจอะไรกันบ้างไหม

(ตอบพร้อมกัน) ไม่เลย
    อ้อม : ถ้ารู้จักกันก็ 10 กว่าปีแล้วค่ะ เรารู้จักกันจากละครเรื่องแรกของเขา
    ต้าร์ : ผมเข้ามาทำงานตัดต่อก่อนครับ ช่วงนั้นฟูลเฮาส์กำลังดัง เราก็ไว้ผมยาว คุณหรั่ง ไพรัช เขาก็แบบไม่ต้องตัดต่อแล้ว ลองไปเทสหน้ากล้องสิว่าได้รึเปล่า เราก็ไป จากนั้นก็ได้เล่นละครพื้นบ้าน ก็เลยได้ร่วมงานกัน (อ้อม : ก็เจอกันวันบวงสรวงเลยเนอะ) แต่ผมเคยเห็นเขาอยู่แล้วนะ ตอนตัดต่อละคร (หัวเราะ) ก็รู้จักว่าคนนี้เป็นนางเอก แต่พอเราไปเป็นนักแสดงมันพลิกนะครับ คนอยู่เบื้องหลังอยู่ๆ ไปเป็นนักแสดงก็งงไปหมดเลย ใครเป็นใครบ้างก็ไม่รู้ มากหน้าหลายตา วันบวงสรวงก็นั่งจ๋องๆ อยู่คนเดียว ไม่รู้จักใครเลย
    อ้อม : เรารู้ว่าเนี่ยคือพระเอกเรา ก็เลยจะชวนคุย พาเพื่อนมาชวนคุย ตอนแรกเขาจะหน้านิ่งมาก หน้าไม่รับแขก เหมือนโกรธใครมาสักสามชาติ เราก็มองว่าเขาเป็นแบบนั้นเหรอ จริงๆ ก็คือเปล่า เขาดูเหมือนว่าจะขี้เก็ก แต่ถ้าได้สนิทก็จะเป็นผู้ชายที่คุยเก่ง อัธยาศัยดี เลยกลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่ในกลุ่มเพื่อนของอ้อม เป็นกลุ่มเพื่อนสนิทกันที่ถ่ายละครเสร็จไปกินข้าว ไปดูหนัง ไปร้องคาราโอเกะกัน ก็เป็นกลุ่มที่ไปเที่ยวกัน จากตรงนั้นก็มากลายเป็นเพื่อนกัน

สายสัมพันธ์ที่เริ่มก่อตัว

    อ้อม : ต้องบอกว่าแม่ของอ้อมดูแลใกล้ชิดมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ถ่ายละครอะไรก็ตัวติดกัน ก็จะไม่ค่อยได้มาเจอโลกภายนอกอยู่แล้ว กลุ่มที่แม่รู้จักและสนิทด้วยก็คือเพื่อนกลุ่มนี้ อ้อมก็เลยโสดมาตลอด ตอนนั้นต้าร์ก็โสด
    ต้าร์ : เราก็คุยกันแบบ โทรคุยกันธรรมดาเหมือนเพื่อนโทรคุยกัน ตอนแรกไม่ได้จีบนะ คือเหมือนเราไปอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหม่แล้วเราไม่มีเพื่อน ก็โทรคุยนู้นนี่นั่น แต่คนที่คุยเก่งที่สุดคือเขา แล้วเหมือนคุยกันถูกคอ 
    อ้อม : เราก็ไม่ได้ไม่คิดอะไร ไปมาหาสู่กันตลอด ต้าร์เขาก็โทรหาทุกวัน เหมือนคุยกับเพื่อนปกติ แต่คนรอบข้างเริ่มบิ้ว เริ่มแบบทำไมไม่เห็นมันโทรมาหาฉัน ทำไมโทรหาแก แล้วโทรทุกวันเลยเหรอ โทรวันละกี่ครั้ง ก็เรื่อยๆ นะ ก็โทรๆ จนกลายเป็นติดนิสัย
   ต้าร์ : เราก็ค่อยๆ พัฒนากันไปเรื่อยๆ พอเป็นเพื่อนกันสักปีมันเริ่มรู้สึกแล้ว
   อ้อม : คนนี้เขาตีเนียนค่ะ ตอนนั้นมีคนมาจีบเราแบบชัดเจน เวลามีคนมาจีบก็เล่าให้เขาฟัง แล้วเขาก็เหมือนรำคาญ ไม่ค่อยอยากฟัง ก็รู้สึกได้ว่าพฤติกรรมเขาเปลี่ยนไป จะหงุดหงิด บางทีคนที่คนที่จีบเราเขาโทรมา อ้อมก็จะแบบแค่นี้ก่อนนะหรือถือสายก่อนนะ ซึ่งเขาก็ไม่ถือสายรอ แต่วางหูไปเลย พอเราโทรกลับก็ไม่รับ ก็รู้สึกว่าเขาเปลี่ยนประมาณนี้
   ต้าร์ : แหม... คนโทรคุยกันทุกวัน ก็เริ่มมีใจแล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้ตกลงเป็นแฟนกัน
   อ้อม : แต่ลึกๆ ก็คงชอบเขา เพราะสนิทกัน แต่เขาแสดงออกให้เห็นก่อน แล้วก็เหมือนรู้มาเรื่อยๆ ส่วนเขาก็ตีเนียน มีวันหนึ่งเขาก็ชวนเราไปดูหนัง ไปรับอ้อมที่มหาวิทยาลัย (ต้าร์ : เขาเรียนป.โทอยู่) ระหว่างขับรถ ตอนนั้นเหมือนเขาอยากถามอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ถาม จนมาส่งเราที่มหา’ลัย เขาก็แบบว่า ‘มีอะไรจะถามรึเปล่า’ เราก็รู้สึกคำพูดเขาแปลกๆ อ้อมก็เลยถามเขาว่า ‘อ้อมสวยไหม’ เขาก็ตอบว่า ‘สวย’ (หัวเราะ)
   ต้าร์ : ไม่หรอกจริงๆ วันนั้นเราเหมือนจะมีคำถามกันทั้งคู่ คิดแล้วล่ะว่าคุยกันแน่นอน ว่าจะเป็นแฟนกันไหม ก็เลยให้ถามก่อน เขาก็ถามว่า ‘อ้อมสวยไหม’ ผู้หญิงถามแบบนี้ก็ต้องตอบแล้วแหละว่าสวย
   อ้อม : วันนั้นถ้าตอบไม่สวยก็คงไม่วันนี้แหละคะ (คุณต้าร์หัวเราะ) ก็คงอ้อเหรอ เขาเป็นคนแบบนี้เขาเป็นคนแบบนี้ ท่ามาก เก็ก ไม่พูด มาเนียนๆ จับมือแล้วถาม ‘แล้วมีใครรู้เรื่องเราไหม อ้อมเล่าให้ใครฟังเรื่องเราคบกันรึยัง’ หะ! รู้เรื่องอะไร คือขอเป็นแฟนแบบนี้เหรอ
   ต้าร์ : เวลาเราคุยโทรศัพท์กันไปนานๆ ก็รู้ว่าผู้หญิงเขาโอเคกับเราแล้ว และเราก็โอเคกับเขา มันรู้กันโดยปริยาย มันไม่จำเป็นต้องบอกแบบเป็นแฟนกันนะอะไรแบบนี้
   อ้อม : เราดูหนังมาเยอะ แล้วก็ไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลย เขาก็ไม่เคยถามว่าเป็นแฟนกันไหม (ต้าร์ : คนละสไตล์) แล้วเขาก็จะแกล้งแบบอ้อมน่ะจีบต้าร์ก่อน... อะไรว้า (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นก็คบกันค่ะ ทีนี้ก็ยังไม่บอกใครมีเพื่อนที่รู้ บอกใครมากไม่ได้เพราะคุณแม่หวงมาก (เน้นเสียง)


ต้าร์ – พศิน ศรีธรรม & อ้อม – ประถมาภรณ์ รัตนภักดีคุณแม่หวง
   ต้าร์ : แม่นึกว่าเป็นเพื่อนกันอยู่ตั้งหลายปี แต่เขาอยู่กับแม่มาตั้งแต่เด็กไง ไปกอง เขาเข้าวงการตั้งแต่สิบกว่าๆ แล้วแม่ก็ติดมาตลอด เพิ่งมาปล่อยช่วงหลังจบปริญญาโทเอง
   อ้อม : ช่วงนั้นก็ต้องยอมรับนะคะว่าเขาก็มีความอดทนมาก เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องไปกับกลุ่มเพื่อน เพราะแม่ยังตามติดตลอด พอแม่เริ่มรู้สึก ก็เริ่มหวง คือแม่เป็นแบบนี้ ถ้าอ้อมสนิทกับเพื่อนคนไหน แม่จะนิ่งใส่เลย เคยมีเพื่อนคนหนึ่งหยิบอะไรไม่รู้ด้านข้าง แม่เอามือปัดเลย หวงลูกมาก ตอนที่คบกับคุณต้าร์ตอนนั้นจบป.โทแล้ว อายุก็ 25 ไม่เด็กแล้ว
   ต้าร์ : กว่าจะเข้าบ้านได้ก็ 6 ปี แต่ผมเข้าใจนะ ลูกผู้หญิงคนเดียว คนเล็กด้วย สวยด้วย แม่ต้องหวงเป็นธรรมดาก็เข้าใจ (หัวเราะ) เขาพี่น้องสองคน พี่ชายคนโตเขามีลูกแล้ว แม่จะหวงลูกสาว เราเองก็เห็นแม่เขามาที่กองด้วยตลอด ดูแลเหมือนเป็นเด็ก เขาก็คงหวงลูกเขามากแหละ ผมก็ตีเนียนไป ไม่ได้บอกแม่ว่าเป็นแฟนกันแล้วนะ แต่แบบโผล่ไปเองบ้าง ซื้อของไปฝากบ้าง (อ้อม : มาหาหลาน) ใช่ๆ มาหาหลานบ้าง หลานติด
    อ้อม : แม่ชอบต้นไม้ก็ชวนแม่ไปดูต้นไม้บ้าง แม่ชอบหมาก็พาไปดูหมาบ้าง เขาก็เข้ามาทีละนิดทีละหน่อย ค่อยๆ ซึม รู้อีกทีแม่ก็อ้าวมาบ้านได้เนียนๆ แล้ว ก็อาศัยว่าเขามีความอดทนและความจริงใจ ต้องยอมรับเขาในความพยายาม เหตุผลนี้อ้อมเลยคิดว่าพ่อแม่เลยยอมรับ ขณะที่แม่รู้แล้วนะว่าคบกัน แต่ 3 ปีก่อนแต่งงานก็ยิ่งเข้มงวดเข้าไปใหญ่เลย จะไปไหนทีนี่เครียดมากเลยนะ กลัวว่าจะโกหกแม่แล้วไปกัน 2 คน 
   ต้าร์ : เพราะรู้แล้วว่าคบกัน คือไปเที่ยวต่างจังหวัดกันสองคนนี่...
   อ้อม : ไม่ได้เลย เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เราก็คิดนะ อะไรของแม่ แต่พอโตมาแล้วมองย้อนกลับไปก็เข้าใจนะว่าสิ่งที่เขาทำเพราะเขาห่วงและหวง ตรงนี้อ้อมก็ต้องขอบคุณต้าร์เลย เพราะเขาเข้าใจ ไม่รู้ว่าถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นจะเข้าใจจุดนี้มากแค่ไหน แถมเขายังมองว่าเป็นข้อดี (ต้าร์ : เพราะก็ได้คนดีๆ มาเป็นแฟน) พ่อแม่ดูแลอย่างดี เขาก็มองบวกเป็นแบบนั้น เขาทำให้เราไม่กดดัน ทำให้ไม่สบายใจ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะโวยวาย ซึ่งเราก็อาจจะเครียด พอเขาเข้าใจ ปัญหาต่างๆ ก็จะเบาลง

เปิดใจและยอมรับ
   ต้าร์ : เราเคยทะเลาะกันแรง เรื่องนิสัยของแต่ละคนนี่แหละ ต่างคนต่างว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจ
   อ้อม :  ทะเลาะกันเรื่องเล็กๆ แต่เราจำเรื่องที่การทะเลาะไม่ได้ งอแง แบบทำไมไม่เข้าใจฉัน เขาเป็นคนเงียบอยู่แล้วก็ยังไปโวยวายให้เขาเงียบ (หัวเราะ) อย่างก่อนมีประจำเดือนก็จะเหวี่ยงๆ เขาก็จะไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่เนอะ เพราะเขามีนิสัยที่ไม่ค่อยพูด บางทีมันก็ระเบิดขึ้นมาแค่นั้นเอง คล้ายๆ กับว่าเวลามีอะไรเขาจะเก็บไว้ เป็นเล็กๆ น้อยๆ พอมีอะไรแล้วเขาจะพูดทีเดียว แต่เราไม่ใช่ไง มีปัญหาอะไรก็ต้องพูด เขาก็แบบไม่เอาช่างมันๆ แล้วพอทนไม่ไหวก็ระเบิด ก็คุยกันหาจุดลงตัวว่าประมาณไหน แล้วก็ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันเลย อย่างมากก็งอนนิดหน่อย ก็บอกแล้วว่าถ้างอนก็ง้อ
    ต้าร์ : เพราะก็ต่างคนต่างมีความเป็นตัวของตัวเอง เราก็คุยกัน ไม่ชอบอย่างนั้นไม่ชอบอย่างนี้ ก็คุยกันไป มันแก้นิสัยกันไม่ได้หรอก
    อ้อม : คือปรับตัวมันน้อยค่ะ ใช้คำว่าเข้าใจและยอมรับมากกว่า อย่างเช่นคุณต้าร์ไม่ค่อยพูด เขานิ่ง เราจะ เปลี่ยนมากให้เขาพูดมากเฟรนด์ลี่ สนุกสนานก็ไม่ใช่ หรือมาให้เอาใจอะไรก็คงทำไมได้ แน่นอนว่าทั้งสองคนต้องมีการปรับตัวแต่มันไม่ได้เยอะมาก แต่มันเป็นการพยายามทำความเข้าใจมากกว่า
    ต้าร์ : ด้วยความที่เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนด้วยนั่นแหละ มันเลยรู้นิสัย
    อ้อม : อย่างหนึ่งที่อ้อมคิดว่า ทำให้คบกันได้นาน เพราะเราเคารพนิสัยซึ่งกันและกัน เคารพในพื้นที่ส่วนตัวซึ่งกันและกัน เรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง แล้วอ้อมเองก็ทำงานหลากหลาย มีหลากหลายอาชีพที่รับ ก็จะมีหลากหลายบุคลิกตอนเข้าสังคม แต่สิ่งหนึ่งคือ เขาไม่เคยพยายามเปลี่ยนอะไรที่เป็นอ้อม พยายามให้เราเป็นตัวของตัวเอง (ต้าร์ : อยากทำอะไรก็ทำ) ไม่เคยมานั่งบังคับ อ้อมเป็นตัวของตัวเองได้สูง อยากหัวเราะเสียงดังก็ทำ
    ต้าร์ : อยากแต่งหน้าทำอะไรก็ทำตามสบาย อยากทาปากแดงอะไรก็ทำไปเถอะ เข้าใจเพราะเวลาเราอยู่ต่อหน้าคนอื่นเราก็ต้องปั้นหน้าตลอดเวลาอยู่แล้ว เวลาเราอยู่กันสองคนก็เต็มที่ ผมเป็นคนง่ายๆ แต่บางทีก็แอบติสท์ครับ (หัวเราะ) แต่พอแต่งงานก็ติสท์มากไม่ได้แล้วละ เพราะมีอีกคนเข้ามา

ต้าร์ – พศิน ศรีธรรม & อ้อม – ประถมาภรณ์ รัตนภักดี

เวลากับความรัก

   อ้อม : คู่เราอาจจะไม่ได้หวือหวาเหมือนคนอื่น หลายคนอาจจะบอกว่าถ้ารู้ว่าใช่ก็แต่งเลย มันจะมีความกระตือรือร้น กระชุ่มกระชวย เพราะยังมีความหวาน (ต้าร์ : เพราะมันยังใหม่) ยังมีโปรโมชั่นอยู่ แต่คู่เราเป็นคู่ที่เรียบง่ายมาตั้งแต่แรก ไม่ได้มีช่วงโปรโมชั่น แทบจะไม่มีเลย เพราะเขาเป็นคนแบบนี้ เขาไม่ได้เป็นผู้ชายโรแมนติค แต่อ้อมเชื่อว่าเขาพยายามที่จำมากกว่า สมัยก่อนไม่มีดอกไม้ บอกว่าเปลืองเงิน อ้อมก็ให้เขาแทน บางทีมันก็อยากให้ อยากมีอะไรแบบนี้บ้าง หลังๆ เขาก็มีให้อ้อมทุกปี เหมือนเขาก็พยายามเรียนรู้ว่าแบบไหนที่เราชอบ เขาก็น่ารักตรงนี้ เรียนรู้ที่จะทำเอง เราไม่เคยบังคับเขา
   ต้าร์ : สำหรับผม มองว่าเป็นเรื่องสำคัญนะ ในความรู้สึกของตัวเองการคบกันแค่ 3 - 4 เดือนแล้วแต่งงานมันเป็นอะไรที่เสี่ยง บางทีมันยังไม่พ้นช่วงโปรโมชั่นเลย ยังไม่ทันได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของแฟนเราเลย เพราะเขื่อว่าทุกคนมีกำแพงในระยะแรกที่คบกัน ซึ่งมันต้องรอให้เปิดประตูที่มีในกำแพงนั้นทะลุเข้าไปได้ก่อน จึงจะตัดสินใจได้ว่าคนนี้คือคู่ชีวิตเรารึเปล่า เหมือนเราเป็นเพื่อนกันตัวตนก็ดูกันมาในระดับหนึ่ง แต่พอคบกันก็เป็นตัวตนอีกระดับหนึ่ง เพราะเวลาเป็นแฟนมันจะมีตัวตนอีกขั้นหนึ่งที่โผล่มา รับได้มันถึงตัดสินใจเป็นคู่ชีวิตกัน
   อ้อม : คุณต้าร์เขาเชื่อแบบนี้ตลอดก็เลย เลยทำให้พวกเราได้ใช้ระยะเวลา อ้อมมองว่าแค่ 1 – 2 ปีก็เร็วไป อย่างต่ำมันก็ต้อง 2-  3 ปีเนอะ (ต้าร์ : ถึงจะตัดสินใจแต่งงานกัน) มันขึ้นกับว่าเราคบกันแล้วเห็นตัวตนของเขามากแค่ไหน อย่างพวกเรากว่าจะเปิดว่า คบกันจริงจังก็ 3 ปีหลังเนอะ หลังจากที่แม่โอเค ซึ่งหลังจาก 3 ปีหลังนี่แหละที่เรามาคบ และเรียนรู้กันจริงจัง พวกเราคุยกันมาตลอด จนบางครั้งแบบให้ทายว่าคุณต้าร์รู้สึกยังไง อ้อมทายถูก คือมันอยู่จนเดาอะไรกันได้ขนาดนั้น จนเรามั่นใจว่าเราสามารถอยู่กับคนคนนี้ได้นาน อยู่ไปได้ชั่วชีวิต

คบกันนานเบื่อกันบ้างไหม
   ต้าร์ : คบกันนาน ไม่เบื่อนะ เพราะไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ด้วยความที่เราอยู่กันเป็นเพื่อน แบบวันนี้ไปดูหนัง วันนี้ไปฟิตเนสก็ไปกันหมด
    อ้อม : อาจจะเป็นเพราะว่าเราไว้ใจกัน เลยทำให้ไม่น่าเบื่อ อย่างแรกคือเราไว้ใจกัน อย่างที่สองคือเราไม่บังคับกัน ไม่เคยแบบต้องไปกับฉันนะ มันจะอึดอัดและทำให้เบื่อ อยากทำอะไรก็ไป เราไว้ใจกัน พอไว้ใจกันมากก็ไม่ต้องมากกังวล ไม่สบายใจ มันเลยไม่มีความเบื่อ เลยกลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่คบกันมา 9 ปี เข้าปีที่ 10 ไม่มีวันไหนที่ไม่ได้คุยโทรศัพท์กัน ทุกวันนี้ที่เราแต่งงานกันก็ไม่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา บางทีเราก็ต้องใช้เวลากับแม่ บางครั้งเขาก็ต้องทำงาน ไม่ได้อยู่กัน 7 วันเหมือนคู่อื่น แต่เราก็ยังโทรศัพท์คุยกันทุกวัน ถ้าไม่คุยจะเหมือนอะไรหายไป กลายเป็นความผูกพันมากกว่า เชื่อไหมว่าทุกวันนี้ก็ยังคุยโทรศัพท์กันวันละหลายชั่วโมงอยู่เลย (ยิ้ม)

ต้าร์ – พศิน ศรีธรรม & อ้อม – ประถมาภรณ์ รัตนภักดี

สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตคู่
    อ้อม : ความเข้าใจค่ะ
    ต้าร์ : ความเป็นตัวของตัวเอง... การยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ต้องบังคับให้เขาเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ พยายามเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดครับ คุยกันว่ารับกัน ปรับกัน จูนกัน มันเป็นไปไปไม่ได้หรอกครับที่คนสองคนจะแมตช์กันพอดี เพราะทุกคนต่างมีความเป็นตัวของตัวเอง มันอยู่ที่ว่าทำให้ลงล็อกกันได้มากได้
    อ้อม : ช่วง 7 ปีที่เราเรียนรู้ที่จะคุยกันเยอะ แล้วก็มีปัญหางอนๆ กัน เป็นช่วงปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ แล้วสุดท้ายพอเราจูนได้ จนเข้าที่เข้าทาง ก็ได้สบายและมีความสุข จนผ่านช่วงนั้นมาได้ เราก็เริ่มวางแผนที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน
    ต้าร์ : อย่างที่บอกว่าไม่ได้คลิ๊กกันแต่แรก 7 ปี มันก็มีโมเม้นท์ ทำไมไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้ ทะเลาะกันบ่อยๆ
   อ้อม : แต่เราจำไม่ได้ ข้อดีของเราสองคนอื่นปล่อย (ต้าร์ : ขี้ลืม) ทิ้งเลย จะไม่จำกับเรื่องปวดหัว
สิ่งที่ประทับใจที่สุด
    อ้อม : โดยรวม 9 ปี เป็นแฟนกับปุ๊บ ไม่ว่าอ้อมจะเจออะไรในชิวิตเขาจะอยู่ร่วมด้วยในทุกเหตุการณ์ ป่วย งานเยอะ  ข่าวดี ข่าวร้ายอะไร ทุกอย่างเขาจะอยู่ด้วย แบบที่เรียกว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข
    ต้าร์ : เราเป็นแบบนี้เหมือนกัน ทุกคนมีจังหวะชีวิตแบบขึ้นและลง เศร้าและสุข ช่วงหนึ่งต้าร์ไม่มีงานแสดงเลย เครียดมาก แต่เขากคอยเชียร์อัพเรา ผมประทับใจเขาทุกอย่างแหละครับ (อ้อม : สวย... สวยอีกแล้ว) คุยเก่งแล้วเขาก็เป็นคนรักและดูแลครอบครัว กตัญญู คือเราสองคนไม่ใช่แบบมาอยู่ด้วยกันสิ แล้วทิ้งครอบครัวมา แบบโลกนี้มีแค่ 2 คน พวกเราเป็นประเภท วันนี้ชวนพ่อไปทานข้าวไหม ชวนหลานไปทานข้าวไหม พาไปเที่ยวอะไรแบบนี้ เราคิดเผื่อทั้งครอบครัวเขาและครอบครัวผม
    อ้อม : เป็นสิ่งที่เราสองคนเหมือนกัน เพราะรักครอบครัวเหมือนกัน เขารักทั้งครอบครัวเขา และรักครอบครัวอ้อม เราเห็นสิ่งที่เขาทำกับครอบครัว เขาให้ความสำคัญ แล้วก็ประทับใจ ความสำคัญที่สุดในชีวิตอ้อมคือครอบครัว เพราะครอบครัวเลี้ยงดูเรามาดีมาก เขาก็ให้ความสำคัญแบบเดียวกัน
คำพูดให้แก่กัน
    ต้าร์ : ยากละ... ก็ไม่มีอะไร เหมือนตอนพูดตอนแต่งงาน ก็จะดูแลเขาตลอดไป ทุกครั้งที่เขาหันมาก็จะเจอผม อย่างที่เขาเคยพูดอยู่เสมอ สัมภาษณ์ที่ไหนก็จะพูดแบบนี้ เขาหันไปก็จะเจอผมอยู่ตรงนี้ตลอด (อ้อม : จ่างตังค์ให้ด้วยนะ เวลาไปช็อปปิ้ง หันมาตลอด) อันนั้นหายแล้ว ช็อปปิ้งจะหายนิดหนึ่ง (หัวเราะ)
    อ้อม : ก็ต้องขอบคุณที่เขาดูแลค่ะ เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่แบบแสดงออกในความรักอะไรมากมาย ไม่ใช่ผู้ชายที่รักโรแมนติก แต่รู้สึกได้ถึงความจริงใจในทุกๆ อย่างที่เขาทำให้ เขาจะไม่ได้เป็นคนที่บอกรักบ่อย แต่ทุกครั้งที่บอก เชื่อได้เลยว่า ไม่เน้นปริมาณแต่คุณภาพแน่น ทุกครั้งที่บอกก็จะแบบรู้สึกจริงๆ เขาจะกอดและบอกรัก อ้อมรู้สึกได้เลย เขาดูแล ไม่ได้ดูแลแค่อ้อม แต่ครอบครัว และคนรอบข้างที่อ้อมรัก เหมือนเป็นครอบครัวของเขาด้วย ก็ต้องขอบคุณที่เขารักและดูและเรามาตั้งแต่แรกๆ จนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังเหมือนเดิม เรารู้สึกได้ว่าเขายังดูแลเหมือนเดิม เขาอาจจะไม่ได้มีคำหวานมาพร่ำบอกเราได้ทุกวัน แต่การกระทำสำหรับอ้อมคือสำคัญที่สุด

    เวลาในการเรียนรู้กันนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนกับคู่รักคู่นี้ที่ใช้เวลาเพื่อที่จะเรียนรู้ และบ่มเพาะความรักซึ่งกันและกัน จนพร้อมจะที่เดินเคียงข้างด้วยกันไปอย่างมีความสุข

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

ขอโสดครั้งสุดท้าย :: หมิว - สิริลภัส

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);