รักษ์สุขภาพ : โรคที่มากับอุปกรณ์สื่อสารและแท็บเล็ต
  
  
ColumDetail
13
รักษ์สุขภาพ : โรคที่มากับอุปกรณ์สื่อสารและแท็บเล็ต
 
 

HUG Magazine ปีที่ 8 ฉบับที่ 9
รักษ์สุขภาพ


โรคที่มากับอุปกรณ์สื่อสารและแท็บเล็ต

โรคที่มากับอุปกรณ์สื่อสารและแท็บเล็ต

   ปัจจุบันอุปกรณ์สื่อสารจัดเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่แทบทุกคนจำเป็นต้องมีติดตัวเอาไว้ใช้กัน ด้วยความที่อยู่ติดตัว และบางคนใช้บ่อยไม่ว่าจะเพื่อการทำงานหรือพักผ่อน เลยทำให้เกิดปัญหาสุขภาพแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน ลองมาดูกันครับว่าคุณเองมีความเสี่ยงต่อโรคหรือภาวะต่างๆ เหล่านี้กันบ้างไหม

1. Smartphone Thumb

   โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นหน้าจอสัมผัสและถือด้วยมือเดียว โดยเวลาเราถือแล้วใช้โทรศัพท์ด้วยมือเดียวเราก็มักจะใช้นิ้วหัวแม่มือในการขยับเลื่อนหน้าจอ ซึ่งนั่นทำให้เกิดการเกร็งของเส้นเอ็นที่ล้อมรอบข้อนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้อ เมื่อใช้ไปได้ระยะหนึ่งจะเกิดอาการปวดข้อนิ้วโป้ง หรือเกิดอาการบวมแดงได้ และในรายที่เป็นมากๆ ก็อาจจะปวดที่กล้ามเนื้อตรงกลางระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ได้
   โดยทั่วไปมักจะเกิดกับนิ้วโป้งข้างเดียว แต่ในกรณีที่ใช้โทรศัพท์มือถือบางชนิดที่มีแป้นพิมพ์ชนิดกด ก็จะเกิดอาการกับนิ้วทั้งสองข้างซึ่งเรียกว่า Texting Thumb

2. PDA Nail

   หน้าจอของอุปกรณ์สื่อสารมักจะแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ แบบที่ใช้หลักไฟฟ้าสถิต (ซึ่งต้องใช้นิ้วหรือปากกาเฉพาะ) และแบบที่ต้องการแรงกดลงไปที่หน้าจอ (คือใช้อะไรก็ได้กดลงไป) สำหรับแบบที่ใช้แรงกดลงไปที่หน้าจอเป็นหลัก เวลาใช้งานด้วยมือข้างเดียว ผู้ใช้มักจะใช้เล็บของนิ้วโป้งจิกกดลงไปที่ทำให้เกิดแรงกดไปที่ฐานเล็บ ซึ่งเมื่อกดแรงๆ ติดต่อกันนานๆ จะทำให้เซลล์ที่ฐานเล็บเสื่อมตายไป ทำให้ส่วนกลางของเล็บฝ่อหรือบิดเบี้ยว โดยในทางการแพทย์จะเรียกเล็บในลักษณะนี้ว่า Traumatic Median Nail Plate Dystrophy

3. Text Claw
   การถือโทรศัพท์ด้วยมือเดียวแล้วพิมพ์ นอกจากจะเกิดการปวดนิ้วโป้งแล้ว ก็ยังสามารถเกิดอาการปวดที่อุ้งมือและฝ่ามือได้ โดยจะเกิดกับผู้ที่ใช้โทรศัพท์ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ซึ่งทำให้เวลาถือโทรศัพท์มือเดียว มือจะอยู่ในท่าเกร็งขยุ้มนิ้ว ซึ่งหากถือในท่านี้เป็นเวลานานและโทรศัพท์มีน้ำหนักมาก ก็จะเกิดอาการปวดอุ้งมือตามมา ซึ่งถือเป็นปัญหาในวัยเรียนและวัยทำงานเนื่องจากกล้ามเนื้อที่เกิดอาการปวดนี้คือกล้ามเนื้อชุดเดียวกันกับที่ใช้ในการเขียนหนังสือ

4. Cellphone Elbow

   หรือชื่อเล่นคือ Cellbow คนที่เป็นจะมีอาการความรู้สึกเสียวๆ แปลบๆ หรือเหมือนมีเข็มทิ่มตำที่ปลายนิ้วก้อยและนิ้วนาง ถ้าเป็นมากจะชาหนึบๆ หรือปวด และลงท้ายด้วยไม่มีความรู้สึก ร่วมกับอ่อนแรงของนิ้วก้อยและนิ้วนาง ซึ่งคนที่เป็นมักจะงงว่าไม่ได้โดยกระแทกอะไรในตำแหน่งที่มีอาการนี้เลยแล้วเกิดอาการชาได้อย่างไร
   นั่นเป็นเพราะอาการของโรคนี้เกิดจากการงอข้อศอกคุยโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ จนกระทั่งเส้นประสาทที่พาดผ่านบริเวณข้อศอกนั้นอยู่ในท่าตึงเหยียดถูกบีบจนเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทน้อยลง และเนื่องจากมันเป็นเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงนิ้วก้อยและนิ้วนาง จึงทำให้เรารู้สึกชาที่ตำแหน่งนั้นแทน

5. Smartphone Pinky
   เป็นอาการปวดที่ด้านข้างของนิ้วก้อยฝั่งที่ติดกับนิ้วนาง ตรงตำแหน่งข้อสุดท้าย ในบางรายอาจจะมีผิวหนังที่หนาขึ้นหรือแดงอันเกิดจากเกิดจากการถือโทรศัพท์ที่มีน้ำหนักมากด้วยมือเดียวในท่าตั้งขึ้น และใช้นิ้วก้อยเพียงนิ้วเดียวในการรองรับน้ำหนักโทรศัพท์ ทำให้เกิดการกดลงไปที่เส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนังของจนเกิดอาการชาได้

6. Tablet Hand
   เป็นชื่อเรียกกลุ่มของอาการที่เกิดขึ้นกับมือในคนที่ใช้อุปกรณ์แท็บเล็ต โดยจะมีหลายภาวะที่เกิดขึ้นได้จากลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันไปได้แก่
   - ปวดข้อมือและอุ้งมือส่วนโคนนิ้วโป้ง : เกิดขึ้นกับมือข้างที่ใช้ถือแท็บเล็ตในระหว่างการใช้งาน
   - ปวดและชาจากข้อมือขึ้นไปถึงอุ้งมือและนิ้วชี้กลางนาง : มักพบในคนที่นอนคว่ำกับพื้นหรือที่นอนขณะใช้แท็บเล็ต เกิดจากข้อศอกกดกับพื้นเป็นเวลานาน
   - ปวดเอ็นและกล้ามเนื้อของนิ้วชี้หรือนิ้วกลาง : เวลาใช้งานเครื่องแท็บเล็ต คนเรามักจะใช้นิ้วเดียวในการกด และมักใช้ทีละนิ้ว (เพราะถ้าใช้หลายนิ้วก็มักจะเกิดการบังหน้าจอ) การใช้นิ้วเดียวนานๆ จะทำให้เกิดการเกร็งจนปวดได้

7. Cell phone shoulder
   เกิดกับผู้ที่ใช้โทรศัพท์ในท่าที่หนีบโทรศัพท์ไว้ระหว่างใบหูกับหัวไหล่แล้วใช้มือสองข้างทำงานอื่นแทน ทำให้กล้ามเนื้อในกลุ่มที่อยู่ที่หลัง ไหล่และต้นคอเกิดการเกร็งตัวเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการปวดไหล่และต้นคอด้านข้างคล้ายอาการนอนตกหมอนได้ อาการปวดนี้มักจะปวดข้างใดข้างหนึ่ง

8. Text neck / Tablet Shoulder

   อาการปวดนี้มักจะปวดด้านหลังคอในตำแหน่งกึ่งกลาง และในรายที่เป็นมากอาจจะเกิดกับกล้ามเนื้อบ่าไหล่ทั้งสองข้าง โดยมักพบในผู้ที่ถือโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตแล้วก้มคออ่านเป็นเวลานานๆ ซึ่งเมื่อก้มใหม่ๆ ก็จะไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอสิ้นสุดวันก็จะรู้สึกปวดต้นคอ
   งานวิจัยพบว่าในท่าที่คนเรายืนก้มหน้าประมาณ 30 องศา กระดูกคอจะต้องรับแรงอันเกิดจากศีรษะที่โน้มไปข้างหน้าเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับท่ายืนตรงปกติ และหากก้มหน้าจนคอชิดอก กระดูกคอต้องรับแรงเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การก้มหน้านานๆ จะทำให้เกิดอาการปวดต้นคอนี้

9. Smart phone dry eye
   การใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตในปัจจุบันสร้างความเสี่ยงต่อโรคตาแห้งมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านี้มีแสงในตัวเองทำให้สามารถอ่านได้ในเวลากลางคืน เท่ากับว่าเวลาที่เราใช้ในการมองจึงเพิ่มกว่ายุคที่ยังไม่มีเครื่องมือเหล่านี้ ประกอบกับการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ เรามักจะต้องอ่านตัวหนังสือหรือไม่ก็เล่นอะไรบางอย่าง ซึ่งจากงานวิจัยก็พบว่าเวลามนุษย์เราใช้ตาในการอ่านอะไรที่เราสนใจหรือในการเล่นเกม เราจะมีการกระพริบตาที่น้อยลง ทำให้ตามีเวลาในการสัมผัสอากาศนานขึ้นและเกิดภาวะตาแห้งได้มากขึ้น

10. Inattention blindness
อาการมองไม่เห็นจากการไม่ได้สนใจ อาจจะไม่ใช่ศัพท์ที่เราคุ้นเคย แต่หากเทียบเป็นข่าวที่เราได้ยินได้ฟังว่ามีคนบางคนเดินใช้โทรศัพท์มือถือจนเดินตกท่อ แบบนี้ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดี
ภาวะนี้เกิดจากการที่คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะใช้สมองแบบน้อยที่สุดในการทำงานต่างๆ เมื่อเราจดจ่อสนใจกับอะไรบางอย่างบนหน้าจอโทรศัพท์มากๆ เราก็จะใส่ใจกับสิ่งรอบข้างลดลงแค่พอทำได้ เช่น เวลาเล่นมือถือแล้วเดิน เราก็เดินได้อยู่ แต่ว่าเราอาจจะไม่รับรู้ว่าข้างหน้ามีมอเตอร์ไซค์กำลังวิ่งมาบนฟุตปาธ ไม่รับรู้ว่าข้างหน้ามีท่อแตกอยู่ ทั้งๆ ที่จริงๆ อาจจะเห็นแต่ว่าความจดจ่อทำให้เราไม่ได้รับรู้ในสิ่งที่เห็นนั้น จัดว่าเป็นภาวะที่ทำให้เกิดเป็นอุบัติเหตุได้เลยทีเดียว

11. เชื้อโรคบนอุปกรณ์
   การใช้อุปกรณ์สื่อสารมักจะใช้นิ้วมือในการขูดขีดไปมา และหน้าจอก็จะมีคราบเหงื่อและไขมันติดไปด้วย ระหว่างการใช้งาน ซึ่งหากมือของเราไปผ่านการจับสิ่งต่างๆ แล้วมีเชื้อโรคติดมา เชื้อบางอย่างก็จะติดที่อุปกรณ์เหล่านี้และก่อโรคโดยไม่รู้ตัวได้

12. แสงสว่างรบกวนการนอน
   วงจรการนอนของมนุษย์มีส่วนที่ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งถูกควบคุมโดยแสงสว่างที่ผ่านเข้าดวงตา ดังนั้นหากเราใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตในช่วงเวลานอน แสงสว่างจากเครื่องจะทำให้เรานอนหลับยากขึ้นหรือเกิดอาการนอนหลับไม่สนิทได้

   การใช้อุปกรณ์สื่อสารและแท็บเล็ตนั้นสามารถอำนวยความสะดวกให้ชีวิตของเราได้มากมาย แต่ก็แฝงไปด้วยภาวะผิดปกติต่างๆ ที่รอเราอยู่ ดังนั้นควรใช้งานแต่เพียงพอดี และในกรณีที่จำเป็นต้องใช้งานมากๆ เป็นเวลานาน ก็ควรหาอุปกรณ์เสริมมาใช้เพื่อลดความเจ็บป่วยที่จะเกิดกับร่างกายของเราครับ

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);