รักษสุขภาพ:คุมแคลอรี่ นับอาหาร แล้วทำไมน้ำหนักไม่ลงตามเป้า
  
  
ColumDetail
01
รักษสุขภาพ:คุมแคลอรี่ นับอาหาร แล้วทำไมน้ำหนักไม่ลงตามเป้า
 
 

 

HUG Magazine ปีที่ 8 ฉบับที่ 7 // รักษสุขภาพ

คุมแคลอรี่ นับอาหาร แล้วทำไมน้ำหนักไม่ลงตามเป้า

คุมแคลอรี่ นับอาหาร แล้วทำไมน้ำหนักไม่ลงตามเป้า

การมีรูปร่างที่ดีเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา บางคนซื้ออุปกรณ์เครื่องมือและสรรหาวิธีการต่างๆ นานาเพื่อจะได้ลดน้ำหนักปรับรูปร่างให้ดีตามที่ต้องการ หรือบางคนก็ต้องการปรับรูปร่างให้สมส่วนเพื่อที่จะได้มีสุขภาพที่ดี

หนึ่งในวิธีที่คนนิยมใช้กันก็คือ การนับแคลอรี่จากอาหารที่ตนเองกินเข้าไป และพยายามกินให้ลดลงเพื่อที่ว่าน้ำหนักจะได้ลดลงตามพลังงานที่ได้รับแต่ปัญหาที่พบคือ เมื่อใช้วิธีนี้แล้วปรากฏว่าบางคนน้ำหนักไม่ลดลงตามที่คำนวณเอาไว้ จนสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ต่อไปนี้คือ 9 ปัจจัยที่ทำให้การลดน้ำหนักด้วยการนับแคลอรี่ผิดพลาดจากแผนที่ตั้งใจไว้ครับ

1. กะพลังงานที่ใช้ในแต่ละวันผิดพลาด

ก่อนที่ใครสักคนจะวางแผนการลดน้ำหนักด้วยการนับแคลอรี่ คนคนนั้นจะต้องรู้ว่าตนเองใช้พลังงานในกิจกรรมประจำวันไปเท่าไหร่ และรับพลังงานเข้าสู่ร่างกายเท่าใด โดยยึดหลักว่าเมื่อพลังงานที่เข้าน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ น้ำหนักก็จะลดลง โดยในปัจจุบันจะมีแอพลิเคชั่นหลายตัว ที่ให้เรากรอกข้อมูลลงไป เช่น น้ำหนักอายุเพศและกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน

ปัญหาที่พบคือ คนเรามีแนวโน้มที่จะกะกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวันสูงเกินกว่าความเป็นจริง เช่น บางครั้งเราไปวิ่ง มีการเดินวอร์มอัพ 15 นาที วิ่ง 15 นาที เดินวอร์มดาวน์ 15 นาที นั่งพัก 15 นาที แต่เวลาเราไปลงข้อมูลในแอพลิเคชั่นเราไปลงว่า วิ่ง 1 ชั่วโมง ก็จะทำให้การคำนวณพลังงานที่ถูกใช้ไปคลาดเคลื่อนจากความจริงได้หลายเท่า

2. จำอาหารที่รับประทานไม่ครบ

หลายคนอาจจะมองว่าเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะจำอาหารที่กินได้ไม่ครบ แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาจริงๆ ครับ เพราะว่าร่างกายได้พลังงานจากอาหารทุกชนิดที่เรากินเข้าไป แต่ว่าเวลาถามเรื่องอาหารที่กินในแต่ละวัน คนเรามักจะจำได้แต่อาหารหลัก 3 มื้อ กับของว่างชิ้นใหญ่ๆ เท่านั้น

สิ่งที่ต้องทำก็คือการใช้สิ่งที่เรียกว่าไดอารี่อาหารนั่นคือ หากกินอะไรผ่านปากและกลืนลงไป จะต้องจดบันทึกไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นลูกอมแค่เม็ดเดียว อาหารเหลือที่ลูกกินไม่หมด น้ำอัดลม น้ำหวาน อะไรก็ตามที่ผ่านปากลงไปต้องจดให้หมด บ่อยครั้งจะพบว่าบางคนบอกว่าไม่ได้กินอะไรเลยแต่น้ำหนักยังขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อจดไดอารี่อาหารแล้วกลับพบว่ามีน้ำหวาน น้ำผลไม้ ขนม กระจายอยู่ในแต่ละวันมากมาย

3. จำอาหารที่รับประทานได้ แต่เทียบกับตารางแล้วผิดพลาด

หลายคนประสบปัญหาเมื่อนำเอาอาหารที่รับประทานไปคำนวณแคลอรี่ เพราะว่าอาหารที่เรากินในแต่ละวัน มีความหลากหลายของวัตถุดิบ โดยสิ่งผิดพลาดที่พบบ่อยคือ เอาพลังงานจากวัตถุดิบ ไปคิดแทนพลังงานจากอาหาร เช่นกินบะหมี่น้ำ แต่เวลาคำนวณพลังงานไปดูเฉพาะ เส้นบะหมี่ และการที่ไม่ทราบว่าบางครั้งมีวัตถุดิบที่แอบซ่อนในอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยวแห้ง บางครั้งมีการใส่น้ำมันมากๆ (ให้เส้นไม่ติด) และใส่น้ำตาลมาก

4. อาหารชนิดเดียวกันก็อาจให้พลังงานไม่เหมือนกัน

บางคนใช้วิธีทำอาหารเอง หรือเลือกอาหารสำเร็จรูปที่มีการวัดค่าพลังงานในอาหารมาแล้ว เพื่อจะได้คำนวณพลังงานที่ได้ในแต่ละวันได้อย่างตรงมากที่สุด แต่ว่าอีกจุดหนึ่งที่บางคนอาจจะไม่รู้ก็คือ วัตถุดิบชนิดเดียวกัน สามารถให้พลังงานได้ไม่เท่ากัน

- อาหารที่ผ่านกระบวนการทำอาหาร จะให้พลังงานมากกว่าอาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการ : อาหารบางชนิดจะมีการย่อยและดูดซึมที่ไม่สมบูรณ์หากไม่ได้ผ่านการทำอาหาร ซึ่งตัวอย่างที่เราเห็นชัดๆ ก็คงจะเป็นอาหารในกลุ่มพืชผัก โดยที่มนุษย์และสัตว์หลายชนิด จะไม่สามารถย่อยผนังเซลล์ของพืชได้ (นึกภาพกินข้าวโพดแล้วตอนถ่ายก็เห็นข้าวโพดออกมาทั้งเมล็ด) โดยการประกอบอาหารที่มีการใช้ความร้อนจะทำให้เซลล์พืชแตกและทำให้สารที่อยู่ภายในถูกเราย่อยได้ ในขณะที่การรับประทานแบบสด จะย่อยได้ยากกว่าหรือย่อยได้เฉพาะส่วนที่ถูกบดเคี้ยว ซึ่งการทดลองในหนูทดลองด้วยอาหารกลุ่มถั่ว อัลมอนด์ วอลนัท และมันเทศ พบว่าหากให้กินแบบดิบๆ จะเหลือส่วนที่ไม่ย่อยปนมาในอุจจาระมากกว่าการกินสุกๆ 10 – 20% เลยทีเดียว

- อาหารที่ละเอียดมากจะให้พลังงานมากกว่าอาหารหยาบ : เพราะว่าร่างกายต้องใช้พลังงานและความพยายามในการย่อยอาหารหยาบมากกว่า อาหารที่ละเอียดเมื่อตกลงไปในทางเดินอาหารก็จะถูกกระเพาะบดย่อยได้เร็วกว่า และมีพื้นที่ในการสัมผัสน้ำย่อยและเอนไซม์ได้เร็วกว่า ทำให้ถูกดูดซึมได้มากกว่าอาหารหยาบ ซึ่งตัวอย่างอาหารเนื้อละเอียดที่พบบ่อยๆ ก็คือผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปทั้งหลายที่ใช้แป้งหรือเนื้อสัตว์มาบดละเอียดก่อนทำเป็นรูปร่างใหม่

5. ร่างกายคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน

มนุษย์มีหลากหลายเชื้อชาติและพันธุกรรมที่แตกต่างกัน อันทำให้มีความสามารถในการย่อยและดูดซึมอาหารที่ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างที่เราเห็นง่ายที่สุดน่าจะเป็นเรื่องนมวัว ซึ่งคนบางคนสามารถดื่มนมได้ปกติแต่บางคนดื่มแล้วจะมีอาการท้องเสีย โดยในคนที่ดื่มได้ปกติเป็นเพราะว่าลำไส้ของเขามีความสามารถในการจัดการกับน้ำตาลแลคโตสที่มีในน้ำนมทำให้ดูดซึมได้ ในขณะที่คนที่ลำไส้ดูดซึมแลคโตสได้ไม่ดี น้ำตาลตัวนี้จะยังคงค้างในทางเดินอาหารและไปถูกแบคทีเรียย่อยแทนจนเกิดอาการท้องเสียไม่ได้ถูกดูดซึมเข้าไป

6. แบคทีเรียในลำไส้แต่ละคนไม่เหมือนกัน

ในปัจจุบันเราพบว่าแบคทีเรียในทางเดินอาหารเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อความอ้วนได้ โดยพบว่าอาจจะมีผลในแง่การไปทำให้สารอาหารที่กินเข้าไปอยู่ในรูปที่ดูดซึมง่ายขึ้น หรือไปมีผลต่อเซลล์ลำไส้ทำให้ลำไส้มีการดูดซึมสารอาหารที่เปลี่ยนไป โดยแบคทีเรียของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปตามชนิดของอาหารที่รับประทานประจำ สุขลักษณะการรับประทานอาหาร รวมไปถึงการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรค

7. กล้ามเนื้อไม่เท่ากัน

กล้ามเนื้อเป็นส่วนสำคัญในการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย โดยในคนที่น้ำหนักเท่ากัน คนที่มีกล้ามเนื้อมากกว่าก็จะมีการใช้พลังงานของร่างกายมากกว่าคนที่มีกล้ามเนื้อน้อย ซึ่งปัจจัยที่จะส่งเสริมให้มีสัดส่วนของกล้ามเนื้อมากก็ได้แก่การออกกำลังกาย และการลดน้ำหนักช้าๆ

ดังนั้นในผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักด้วยการนับแคลอรี่ ก็จะต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป เพราะจะทำให้ร่างกายสลายกล้ามเนื้อแทนที่จะไปทำลายไขมัน ทำให้ในระยะยาวเกิดการโยโย่ของน้ำหนักได้

8. การเผาผลาญของร่างกายเปลี่ยนไปหลังการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว

คนบางคนมีวินัยในการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร มีการนับแคลอรี่ที่ใช้ไปและที่รับประทานเข้ามาอย่างละเอียด แต่ว่าลดน้ำหนักเร็วเกินไป หรือลดการรับประทานอาหารจนร่างกายปรับไม่ทัน ร่างกายจะมีการปรับสภาพการเผาผลาญใหม่เพื่อให้อยู่รอดได้ในสภาพขาดอาหารโดยการลดการใช้พลังงานลง (และดูดซึมสารอาหารเพิ่มขึ้น) พอพลังงานที่ใช้ลดลง ก็เลยกลายเป็นว่าการออกกำลังกายและการคุมอาหารที่ทำอยู่ จะไม่สามารถลดน้ำหนักได้อย่างที่เคยเป็น หรือในบางรายที่คุมอาหารต่อไม่ไหวกลับมากินเท่าเดิมใหม่ก็จะกลับไปอ้วนขึ้น

การปรับการเผาผลาญของร่างกายนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ มีงานวิจัยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ติดตามผู้เล่นเกมโชว์ลดน้ำหนักที่มีการลดน้ำหนักมากๆ อย่างรวดเร็ว พบว่าหลังจบรายการนี้ไปแล้ว 6 ปี การเผาผลาญที่ผิดไปก็ยังไม่กลับเข้าสู่สภาพเดิม

9. โรคประจำตัว

สุดท้ายสิ่งที่บางคนลืมไปนั่นก็คือ บางครั้งน้ำหนักตัวที่ผิดปกติไม่ได้เกิดจากการกินอาหารมากไปหรือการออกกำลังน้อยเกินไปหากแต่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ มีโรคและยาหลากหลายชนิดที่ทำให้เกิดน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

 

จะเห็นว่ามีปัจจัยมากมายที่ทำให้การนับแคลอรี่อาหารเพื่อการลดน้ำหนักมีความคลาดเคลื่อน ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดแบบทางสายกลาง กินอาหารหลากหลาย ออกกำลังกาย อาจจะหลีกเลี่ยงอาหารหวานจัดมันจัดหรือเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาล แล้วค่อยๆ ชั่งน้ำหนักดูว่าที่ทำอยู่ได้ผลไหม โดยไม่จำเป็นต้องไปชั่งตวงวัดอย่างละเอียดให้เครียดเปล่าๆ ครับ

 

 

 

 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);