ชีวิต ความรัก กับจักรวาล : ผิดหรือที่นักวิทย์จะคิดต่าง?
  
  
ColumDetail
07
ชีวิต ความรัก กับจักรวาล : ผิดหรือที่นักวิทย์จะคิดต่าง?
 
 

HUG Magazine ปีที่ 8 ฉบับที่ 4
ชีวิต ความรัก กับจักรวาล


ผิดหรือที่นักวิทย์จะคิดต่าง?

ผิดหรือที่นักวิทย์จะคิดต่าง?

    ผิดหรือไม่ที่นักวิทยาศาสตร์จะคิดต่าง?
    การคิดต่างในที่นี้ (ที่น่าสนใจ) หมายถึงการคิดต่างไปจากความคิดความเข้าใจหรือองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่
    ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่านไปสำรวจโลกวิทยาศาสตร์ ในส่วนที่เป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ที่คิดต่าง เพื่อไปดูว่าเกิดผลอย่างไร มีผลต่อโลกวิทยาศาสตร์อย่างไร และในที่สุดคือหาข้อสรุปว่าเป็นการคิดต่างที่ผิดหรือไม่
    โดยภาพรวมทั่วไปสำหรับวงการวิทยาศาสตร์แล้ว ก็ส่งเสริมให้นักวิทยาศาสตร์ ‘กล้า’ ที่จะคิดต่าง เพราะการคิดต่างคือการคิดนอกกรอบ หรือการคิดแปลกใหม่ มีบทบาทอย่างสำคัญต่อพัฒนาการของวิทยาศาสตร์โลก...
     แต่วิถีของนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จจากการคิดต่าง ก็เป็ตนวิถีที่ไม่ง่ายที่ต้องการมากกว่าเพียงการกล้าที่จะคิดต่าง
    ในวันนี้ผู้เขียนขอโฟกัสเรื่องการคิดต่าง 3 แบบ คือ
    1. การคิดต่างที่ทำให้เกิดทฤษฎีใหม่ และมีบทบาทกลายเป็นทฤษฎีหลักของวิทยาศาสตร์โลก
    2. การคิดต่างที่มีแนวโน้มจะสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ แต่ยังไม่ถึงระดับเป็นทฤษฎีหรือหลักใหญ่ของวิทยาศาสตร์โลก
    3. การคิดต่างที่ขัดแย้งกับทฤษฎีหลักของวิทยาศาสตร์โลก ซึ่งถ้าเป็นความคิดต่างที่ถูกต้อง ก็จะมีผลถึงขั้นพลิกโลกวิทยาศาสตร์
    การคิดต่างแบบที่หนึ่ง : ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ ไอน์สไตน์ ที่กล้าคิดใหม่ คิดต่างไปจากความรู้ความคิดพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ยึดถือกันมายาวนานคือ เรื่องความเร็วของแสง แล้วนำความคิดใหม่ของตนมาใช้เป็นหลักการพื้นฐานของทฤษฎีสัมพันธภาพ
    ก่อนกำเนิดทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความเร็วของแสงคือ แสงเป็นคลื่นคล้ายคลื่นทั่วไป ที่ความเร็วของแสงจะขึ้นอยู่กับสภาพการเคลื่อนที่ของต้นกำเนิดแสงและผู้สังเกต แต่ไอน์สไตน์ ‘กล้า’ คิดใหม่ว่าแสงเป็นคลื่นที่ไม่เหมือนกับคลื่นทั่วไป โดยที่ความเร็วของแสง (ในสุญญากาศหรือในตัวกลางชนิดหนึ่ง) จะมีค่าคงที่เสมอ คือประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาทีในสุญญากาศ ไม่ขึ้นอยู่กับสภาพการเคลื่อนที่ของต้นกำเนิดแสงและผู้สังเกตเลย
    ที่สำคัญไอน์สไตน์ไม่เพียงแต่คิดใหม่ คิดต่างในเรื่องความเร็วของแสงเท่านั้น ยังนำเอาความคิดเรื่องความเร็วของแสงในสุญญากาศว่ามีค่าคงที่เสมอ ไปตั้งเป็น ‘หลักการพื้นฐาน’ ของทฤษฎีสัมพันธภาพทั้งภาคพิเศษและภาคทั่วไป
    แล้วกาลเวลาก็พิสูจน์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 ที่ไอน์สไตน์ตั้งทฤษฎีสัมพันธภาพภาคพิเศษขึ้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบันว่าไอน์สไตน์คิดถูก ทำให้ทฤษฎีสัมพันธภาพเป็นทฤษฎีเสาหลักของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ คู่กับทฤษฎีควอนตัม
    การคิดต่างของไอน์สไตน์ในเรื่องครวามเร็วของแสงจึงเป็นการคิดต่างที่ถึงปัจจุบันก็ถือได้ว่าไม่ผิด!

ผิดหรือที่นักวิทย์จะคิดต่าง?

    การคิดต่างแบบที่สอง : ตัวอย่างที่ดีคือความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่จะรวมทฤษฎีสัมพันธภาพภาคทั่วไปและทฤษฎีควอนตัม หรือการรวมแรงพื้นฐานในธรรมชาติ 4 แรงเข้าด้วยกัน ด้วยความหวังว่าถ้าทำได้สำเร็จจะสามารถตอบโจทย์ใหม่ของวิทยาศาสตร์ที่แก้ไม่ได้โดยลำพังทฤษฎีสัมพันธภาพภาคทั่วไปหรือทฤษฎีควอนตัม เช่น กำเนิดจักรวาลของบิ๊กแบง
    ประเด็นความคิดต่างในแบบที่สองนี้ เป็นความคิดต่างของบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่พยายามแก้โจทย์ใหม่นี้กับความคิดของไอน์สไตน์ เพราะไอน์สไตน์เป็นคนที่เสนอความคิดเรื่องการรวมแรงพื้นฐานเข้าด้วยกันเพื่อแก้โจทย์ใหญ่ของวิทยาศาสตร์ โดยที่ไอน์สไตน์ก็มีและยึดมั่นในวิธีการของไอน์สไตน์เอง ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งถึงเวลาที่ไอน์สไตน์จากโลกไปในปี ค.ศ. 1955
    หลังการจากไปของไอน์สไตน์ไม่กี่ปี โลกวิทยาศาสตร์ก็ได้เห็นความก้าวหน้าอย่างสำคัญของบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่คิดต่างจากไอน์สไตน์ ในรูปดังเช่นทฤษฎีสตริง (STRING THEORY) ที่กำลังได้รับความสนใจจากวงการวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปว่าเป็นแนวทางที่ ‘มาถูกมากที่สุดในคววามพยายามเรื่องการรวมแรง 4 แรง
    คำถามน่าสนใจคือ ทำไมความคิดของบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่คิดต่างไปจากของไอน์สไตน์จึงใช้เวลายาวนาน
    คำตอบตรงๆ คือความมีชื่อเสียงของไอน์สไตน์ บดบังเสียงและความพยายามของบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่คิดต่าง จนกระทั่งเมื่อไอน์สไตน์จากโลกไป เสียงและความพยายามของบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่คิดต่างจึงเริ่มดังมากขึ้น โลกวิทยาศาสตร์ก็ให้ความสนใจและสนับสนุนมากขึ้น
    การคิดต่างบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่กล้าคิดต่างไปจากความคิดเก่าของนักวิทยาศาสตร์มีชื่อเสียงดังเช่นไอน์สไตน์จึงไม่ผิด แต่ต้องใช้เวลาและความพยายามมากเป็นพิเศษ กว่าที่จะเริ่มเห็นผลอย่างมีนัยสำคัญของการคิดต่าง
    การคิดต่างแบบที่สาม : ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ จูเลียน บาร์เบอร์ (JULIAN BARBOUR : เกิดปี ค.ศ. 1937) ผู้เริ่มต้นอาชีพการเป็นนักฟิสิกส์จากการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพภาคทั่วไป แต่ต่อมาเขากลายเป็นเสมือนกับ ‘โฆษก’ ของบรรดานักฟิสิกส์ที่คิดต่างอย่างแรงกับไอน์สไตน์ในเรื่องของเวลา โดยเสนอว่าเวลาเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร แต่จริงๆ แล้วเวลาไม่มีจริง!
    จูเลียน บาเบอร์มิใช่เพียงคิดอย่างลอยๆ เขาทำการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง ตีพิมพ์รายงานการวิจัยของเขาอย่างต่อเนื่อง และเขียนหนังสือที่เผยแพร่อย่างกว้างขวางคือ THE END OF THE TIME (จุดจบของเวลา) ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1999 โดยสำนักพิมพ์ OXFORD UNI. PRESS
    สาระหลักของความคิดจูเลียน บาร์เบอร์และนักฟิสิกส์จำนวนหนึ่งคือ แสดงให้เห็นว่าสภาพความเป็นมาและอนาคตของจักรวาลสามารถจะอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับ ‘เวลา’ ตามทฤษฎีสัมพัธภาพของไอน์สไตน์เลย
    สำหรับวงการวิทยาศาสตร์โดยทั่วไป อย่างแน่นอนก็ไม่ทิ้งหรือไม่สนใจความคิดต่างเรื่องเวลาดังของจูเลียน บาร์เบอร์เลย ความคิดต่างของพวกเขาก็ยังห่างไกลจากการเป็น ‘กระแสหลัก’ ของวิทยาศาสตร์โลก
    ความคิดต่างแบบที่สามนี้ ถึงแม้จะยังห่างไกลจากการยอมรับของวงการวิทยาศาสตร์โลก แต่วิทยาศาสตร์ก็มี ‘ที่’ เสมอสำหรับการคิดต่าง ไม่ว่าจะแปลกพิสดารแค่ไหน ตราบเท่าที่ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ให้ประจักษ์ชัดว่าผิด! ซึ่งหมายความว่าการคิดต่างแบบที่สามนี้ก็ไม่ผิด และยังมีดอกาสเสมอที่จะพลิกกลับมาเป็นความคิดกระแสหลักของวิทยาศาสตร์โลกได้ ถ้ามีข้อมูลหลักฐานใหม่ที่ปฏิเสธไม่ได้
    โอกาสมีมากไหม?
    คำตอบคือไม่มาก!

    แต่ในประวัติศาสตร์พัฒนาการของวิทยาศาสตร์โลกมีตัวอย่างเสมอ ที่ทฤษฎีความคิดที่แปลกพิสดารอย่างที่สุดในช่วงมิติเวลาหนึ่ง แล้วก็กลับเปลี่ยนมาเป็นทฤษฎีความคิดกระแสหลักของโลกจนได้
    บทสรุปที่สุดเรื่องของเราวันนี้ จึงเป็น... ไม่ผิดหรอกที่นักวิทยาศาสตร์จะคิดต่าง แต่ก็ต้องเป็นการคิดต่างอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มิใช่การคิดต่างอย่างฟุ้งซ่าน!
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);