แขกรับเชิญ : คุณเป็นโรคกลัวความรักหรือไม่
  
  
ColumDetail
17
แขกรับเชิญ : คุณเป็นโรคกลัวความรักหรือไม่
 
 

HUG Magazine ปีที่ 8 ฉบับที่ 4
แขกรับเชิญ

คุณเป็นโรคกลัวความรักหรือไม่

คุณเป็นโรคกลัวความรักหรือไม่

     ความรักเป็นสิ่งที่ใครหลายคนตามหา แต่ในขณะเดียวกันหลายคนก็พยายามวิ่งหนีมันจนไม่เป็นตัวของตัวเอง และหารู้ไม่ว่า ‘โรคกลัวความรัก’ กำลังถามหาเข้าแล้ว วันนี้ฮักชวนมาพูดคุยกับ นายแพทย์จตุภัทร คุณสงค์ จิตแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ เพื่อไขข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคนี้ให้กระจ่าง ไม่ว่าคุณจะกำลังวิ่งหนีหรือตามหาความรัก ลองมาดูกันว่าคุณอยู่ในภาวะเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังหรือไม่

โรคกลัวความรักคืออะไร
    โรคกลัวความรักในที่นี้ตรงกับโรคชนิดหนึ่งในทางจิตเวชที่มีชื่อว่า Philophobia (ฟิโลโฟเบีย) มาจากภาษากรีกสองคำรวมกันคือ Philo แปลว่าความรัก ความชอบ มารวมกับคำว่า Phobia แปลว่าความกลัว ก็เลยกลายเป็นว่ากลัวที่จะมีความรักความชอบ อาจฟังดูงงๆ ขัดแย้งกันอยู่ในใจว่าตกลงจะชอบหรือจะกลัว คือจริงๆ แล้วก็อยากมีความรักนะ แต่ก็รู้สึกกลัวไปพร้อมๆ กันกลายเป็นกล้าๆ กลัวๆ สุดท้ายความกลัวชนะ เลยคิดว่าไม่เอาดีกว่า

ปัจจุบันพบคนเป็นโรคกลัวความรักเยอะไหม
    จริงๆ แล้วยังไม่เคยมีการรวบรวมสถิติอย่างเป็นทางการ เพราะว่าคนที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่เขาไม่มาหาหมอ เขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติอะไร อีกประการหนึ่งคือลักษณะอาการที่กลัวการมีความรัก กลัวการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนี้ ก็อาจจะพบได้ในโรคจิตเวชอื่นๆ ด้วยครับ
    เช่น บางคนเป็นโรคหวาดระแวง เขาก็จะไม่กล้ามีปฏิสัมพันธ์กับใครเช่นกัน บางคนเป็นโรคซึมเศร้าก็จะเบื่อ ไม่อยากพบใคร หรือบางคนไม่ได้เป็นโรคอะไรแค่เป็นคนขี้อายเฉยๆ ก็มี จึงเป็นการยากที่จะระบุเป๊ะๆ ว่ามีกี่คนที่เข้ากับนิยามของโรคกลัวความรักไม่ใช่โรคอื่น
    แต่ก็มีการสำรวจแบบไม่เป็นทางการในต่างประเทศ ได้ตัวเลขออกมาประมาณ 3% ซึ่งในความเห็นหมอและผู้เชี่ยวชาญส่วนมากรู้สึกว่าไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่า ไหร่ เพราะจากผลสำรวจค่อนข้างเยอะเกินไป เป็นไปได้ว่าอาจจะนับรวมคนที่เป็นโรคอื่นๆ เข้ามาด้วย อาจจะถามว่าคุณกลัวการมีความรักไหม คนตอบใช่ แต่เหตุผลลึกๆ อาจจะเป็นคนละแบบกับโรคกลัวความรัก

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกลัวความรัก
    ก่อนอื่นเราก็ต้องมารู้อาการของโรคก่อนครับ โรคนี้มีเอกลักษณ์ของมันเลยก็คือ จะมีความรู้สึก‘วิตกกังวลหรือกระสับกระส่ายอย่างมาก’เวลา ที่เข้าไปเผชิญกับสถานการณ์ที่กลัว ซึ่งในที่นี้ก็คือสถานการณ์ที่ต้องไปมีความสัมพันธ์ ความผูกพันที่ลึกซึ้งกับใครบางคน ความวิตกกังวลหรือกระสับกระส่ายที่ว่านี้บางทีรุนแรงมากถึงขั้นแสดงออกมา เป็นอากาศทางร่างกายอย่างเช่น มือสั่น ใจสั่น เหงื่อออก หมอเคยเจอคนที่เป็นมากๆ คือเป็นลมไปเลย
    ทีนี้เมื่อเขาเผชิญสิ่งที่กลัวแล้วมีอาการดังกล่าว แต่เขาไม่อยากให้เกิดอาการขึ้น เขาจะพยายามหลบเลี่ยงสิ่งที่เขากลัว ซึ่งหมายความว่าเขาจะพยายามปิดโอกาสเสี่ยงทุกอย่างที่ทำให้เข้าไปเผชิญกับ สถานการณ์เหล่านี้
    เช่น รู้ว่างานปาร์ตี้สังสรรค์มักจะเป็นงานที่คนมาเจอกัน มาจีบกัน ก็ไม่ไปงานเลี้ยง แต่งตัวสวยๆ ก็ไม่กล้าแต่ง เดี๋ยวคนอื่นเห็นตัวเองสวยจะมาชอบ มาจีบ แล้วเราจะหวั่นไหว ทำใจไม่ได้
    บางทีแม้แต่การที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนต่างเพศ คนกลุ่มนี้ก็จะหลีกเลี่ยงเหมือนกัน หรือบางคนเป็นมากขนาดที่ว่าหนังรักโรแมนติคก็ไม่กล้าดู เพราะกลัวว่าหนังเหล่านี้จะบิ้วต์อารมณ์ ทำให้หวั่นไหว จนไปรักใครสักคน
    ซึ่งการที่บางคนพยายามหลีกเลี่ยงหรือหลบเลี่ยงมากๆ เข้านั้น จึงส่งผลให้กระทบชีวิตประจำวัน การใช้ชีวิตเริ่มยุ่งยากขึ้น ลองนึกดูว่าแค่เราหลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับคนต่างเพศ แค่นี้ชีวิตเราก็ลำบากขึ้นเยอะแล้ว

โรคกลัวความรักเกิดจากอะไร

    ส่วนมากเกิดจากประสบการณ์แง่ลบเกี่ยวกับความรัก ซึ่งอาจจะเป็น ‘ประสบการณ์ที่เจอมาโดยตรง’ เช่น บางคนเคยมีแฟนหรือแต่งงาน ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะประคับประคองความรักความสัมพันธ์นั้นไว้ แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว เมื่อล้มเหลวเกิดความรู้สึกว่าตอนที่เลิกกัน อกหัก มันเจ็บปวดทรมานมาก ไม่เอาอีกแล้ว เข็ด ขยาดความรัก
    หรือบางคนเป็น ‘ประสบการณ์โดยอ้อม’ เช่นที่เราเจอ บ่อยๆ ก็คือ มาจากครอบครัวที่พ่อแม่เลิกกัน หรือหย่าร้าง เมื่อเขาเห็นว่าพ่อแม่เลิกกันนั้นเป็นปัญหามาก พ่อแม่ ลูกๆ แต่ละคนหรือใครที่เกี่ยวข้องก็เป็นทุกข์กันหมดเลย วันหนึ่งข้างหน้า เขาจะคิดว่าไม่อยากเจ็บปวดอย่างนั้น เราไม่อยากเป็นอย่างที่พ่อแม่เราเป็น ฉะนั้นลดความเสี่ยงไปเลย คือไม่ต้องรักใครเลยดีกว่า
    หรือบางทีเห็นเพื่อนอกหัก โอ้โห สุดๆ เลย มันทรมานมากๆ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่ไปเรียน ไม่ไปทำงาน ก็เลยกลัว ไม่อยากเป็นอย่างนั้น ไม่อยากเจอความผิดหวังแบบนั้น บางทีดูข่าว เสพสื่อมาก เห็นดาราอกหักแล้วไปฆ่าตัวตาย อกหักแล้วกินยาเกินขนาด ก็จะรู้สึกว่าความรักมันน่ากลัวอย่างนั้นเลยเหรอ
    นอกจากนี้ก็ยังมีบางสังคม บางวัฒนธรรมที่มีการปลูกฝังกันมาว่าความรักเป็นเรื่องที่ควรจะปกปิด หรือบางศาสนาอาจมองว่าความรักในบางรูปแบบเป็นบาปเลยด้วยซ้ำ เช่น ความรักที่หนุ่มสาวรักกันโดยพ่อแม่ไม่อนุญาต ทำให้คนที่เติบโตมาในวัฒนธรรมเหล่านี้ มีแนวโน้มระมัดระวังตัวในการมีความรัก จนบางครั้งเข้าข่ายโรคกลัวความรักครับ

ใครมีแนวโน้มเป็นโรคกลัวความรักมากที่สุด
    เรารู้แล้วว่าคนที่เป็นโรคนี้ ส่วนมากมักจะมีประสบการณ์ที่เลวร้ายเกี่ยวกับความรัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เจอประสบการณ์แย่ๆ เกี่ยวกับความรักจะต้องเป็นโรคนี้ อย่างหมอก็เคยอกหัก ใครๆ ก็เคยอกหัก แต่ว่าเรายังไม่ได้รู้สึกเข็ดเลย เรายังจะสู้ ยังอยากมีความรักอยู่
    แต่จะมีคนบางประเภทที่เมื่อเจอเหตุการณ์ผิดหวังมากๆ มีแนวโน้มเลือกที่จะหนีหรือปิดกั้นตัวเอง ซึ่งมักจะเป็น ‘คนที่วิตกกังวลได้ง่าย ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตนเอง หรือยึดมั่นถือมั่น มีความคิดที่ไม่ค่อยยืดหยุ่น’ คนเหล่านี้ค่อนข้างบอบบาง เมื่อมีบางสิ่งผิดไปจากสิ่งที่เขาหวัง ไม่เป็นไปตามความคาดหวังจะกระทบกระเทือนจิตใจได้ง่าย

โรคกลัวความรักอันตรายแค่ไหน
    จะเรียกว่าอันตรายคงไม่ได้อันตรายอะไร เพียงแต่จะใช้ชีวิตอย่างลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ‘คนเราเมื่อเลือกที่จะหนี เราจะหนีไปเรื่อยๆ แล้วความกลัวมันจะครอบงำชีวิตเรามากขึ้น’ ยกตัวอย่างเช่นเวลาเราพูดว่าเรากลัวผี เราไม่ได้กลัวแค่การเห็นตัวผีอย่างเดียว แต่เราจะกลัวไปทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น อยู่ที่มืดๆ ก็กลัวว่าผีอาจจะปรากฏตัว หรือเดินผ่านวัด ผ่านสุสาน ผ่านป่าช้าก็รู้สึกกลัว บางทีขนาดกลางวันยังรู้สึกกลัวเลย
    เพราะฉะนั้นคนที่ปล่อยให้ความกลัวเข้ามามีอิทธิพลกับตัวเอง มันจะครอบงำเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นว่าอะไรก็ตามที่จะเกี่ยวข้องหรือมีความเสี่ยงแม้เพียงเล็ก น้อย เราจะปิดตัวเองหมด ซึ่งทำให้ส่งผลต่อชีวิต หนึ่งคือยากลำบากมากขึ้น สองคือชีวิตจะจืดชืดไปเลย ไม่มีสีสัน ไปงานเลี้ยงก็ไม่ได้ ดูหนังบางเรื่องก็ไม่ได้ คบเพื่อนก็ไม่ได้
    ซึ่งคนเหล่านี้จริงๆ แล้วถามว่าเขาอยากจะรู้สึกแย่ๆ อย่างนี้ไหม อยากจะมีชีวิตจืดชืดชืดน่าเบื่ออย่างนี้ไหม จริงๆ แล้วเขาไม่อยาก เพียงแต่ว่าเมื่อเขาชั่งน้ำหนักดูระหว่างความเสี่ยงที่จะมีความรักแล้วเจ็บ ปวด เขายอมทนอยู่กับสภาพแย่ๆ อย่างนี้ดีกว่า

โรคกลัวความรักรักษาอย่างไร
    รูปแบบการรักษามีหลายวิธี แต่วิธีที่เราใช้บ่อยๆ และมีการวิจัยว่าได้ผลดีมีอยู่ 3 แบบ แบบแรกเรียกว่าการเผชิญหน้า (Exposure Therapy) ง่ายๆ เลยคือ ‘กลัวอะไรก็ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนั้น’
    กลัวงูก็ต้องจับงูให้ได้ เวลาที่เรากลัวอะไรมากๆ นะครับ เมื่อเราบังคับตัวเองให้เผชิญหน้าหรือสัมผัสกับมันสักพักหนึ่ง จะมีความรู้สึกว่าความกลัวค่อยๆ พุ่งขึ้นถึงขีดสุด แล้วสักพักก็จะลดลงได้เอง...
    เพียงแต่ว่าคนที่หนีจนเป็นนิสัย เขามักจะไม่ทนอยู่จนกระทั่งเห็นความกลัวหรือความวิตกกังวลดับลงไป ในทางพุทธก็คือ ‘ทุกอย่างมีเกิดมีดับ’ แต่คนเหล่านี้เขาจะไม่ทนอยู่จนมันดับ เมื่อเครียดมากจนทนไม่ไหว เขาก็จะหนีแล้ว เมื่อหนีก็ต้องหนีไปเรื่อยๆ อย่างที่บอก
    แต่ถ้าได้ลองทนจนกระทั่งผ่านวงจรนั้นมาได้ จะเห็นว่า เฮ้ย! จริงๆ มันไม่มีอะไรเลย มันเกิดได้ก็หายได้นะ ความรู้สึกพวกนี้มันไม่ได้มีอะไรเลย เราทนมันได้ เราจัดการกับมันได้นะ
    เมื่อทำเผชิญหน้าซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ในครั้งหลังๆ ก็จะรู้สึกว่าวงจรความกลัวนี้มันสั้นเข้าๆ ถ้าวาดเป็นภูเขาก็จะเตี้ยลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายรู้สึกว่าไม่มีอะไรแล้วก็จะเผชิญหน้าหรือสัมผัสกับมันได้โดยไม่ รู้สึกกลัว
    เราอาจจะเริ่มเผชิญกับสิ่งที่เรากลัวในระดับต่ำๆ ก่อน เช่น อย่างที่บอกว่าคนที่เป็นโรคนี้ แม้แต่ดูหนังรักโรแมนติคก็กลัวแล้ว ถ้าอย่างนั้นลองเผชิญแค่กับอะไรง่ายๆ อย่างนี้ หาหนังรักสักเรื่อง ดูซิว่าคุณเอาชนะมันได้ไหม พอทำสำเร็จในด่านที่มันง่ายๆ แล้ว ก็ไปด่านที่มันยากขึ้น เราจะมีกำลังใจว่าทำสำเร็จมาด่านหนึ่งแล้วไปด่านต่อไปได้ จนสุดท้ายก็สามารถมีความรักได้จริงๆ
    แบบที่สองคือการบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy) คน เราเมื่อความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมหรืออารมณ์ต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป ในกรณีที่มาปรึกษาแพทย์ ส่วนมากแล้วคนที่เป็นโรคกลัวความรักมักจะมีประสบการณ์เลวร้ายในเรื่องความ รัก เพราะฉะนั้นคุณหมออาจจะหยิบยกเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนเหล่านั้นขึ้นมา แล้วมาวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่ง ลองมองมุมใหม่จากเหตุการณ์เดิม
    สมมติว่าเคยอกหัก เคยถูกหักหลัง ถูกแฟนหลอก ก็หยิบเหตุการณ์นั้นมาคิดดูว่าคุณสามารถมองปัญหาในแง่บวกขึ้นได้ไหม เช่น มันอาจไม่ใช่ความผิดของคุณ ไม่ใช่ความผิดของความรักนะ แต่เป็นเพราะผู้ชายคนนั้นอาจจะไม่ดี หรือว่าจริงๆ แล้วอาจเป็นเหตุบังเอิญ หรือไปกันไม่ได้จริงๆ
    ซึ่งมันก็คงไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยๆ อาจจะแค่ครั้งนั้นแล้วก็จบไป ทำไมคุณถึงคิดว่ามันจะเป็นอีกซ้ำๆ คุณมีเหตุผลอะไร พอเถียงกันไปมา ปรับจูนความคิดกันไปเรื่อยๆ จนเริ่มได้ข้อสรุปแล้วว่าจริงๆ อาจไม่ใช่ความรักที่น่ากลัว แต่อาจเป็นเพราะอย่างอื่นมากกว่า
    เมื่อทำซ้ำๆ จนเริ่มมีความเชื่อมั่น และคุ้นเคยกับกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้จากผู้บำบัด เขาก็จะโอเค เมื่อความคิดเปลี่ยนทุกอย่างก็จะเปลี่ยนหมด ไอ้ที่กลัวก็ไม่กลัวแล้ว ที่เคยมีอาการมือสั่นเหงื่อออก ใจสั่นก็จะน้อยลง แล้วพฤติกรรมที่เคยหลีกเลี่ยงก็จะทำน้อยลงด้วย
    รูปแบบการรักษาสุดท้ายคือการใช้ยาครับ ความยากลำบากที่สุดของคนเราเวลาเผชิญกับสิ่งที่กลัวก็คือความกังวล กระสับกระส่าย ความเครียด ซึ่งมียาที่ใช้รักษาอาการเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อทานยาแล้วไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้ระดับของความเครียดมันไม่เท่าเดิมแล้ว รู้สึกผ่อนคลายขึ้น บางคนอาจจะทานยาคู่ไปกับการบำบัดสองแบบข้างต้นด้วยก็ได้ ซึ่งพบว่าทำให้ผลการรักษาออกมาดีครับ

โรคกลัวความรักป้องกันได้
    ขั้นแรกเราต้องเปลี่ยนความคิดและวิธีการมองโลก คือจะต้องมีลักษณะความคิดที่ยืดหยุ่น สามารถปล่อยวางในบางเรื่องได้ ไม่ต้องเป๊ะๆ เสมอไป อาจจะทำแล้วผลไม่เป็นแบบนี้บ้าง สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้างก็ได้
    ต่อมาคือเราต้องเรียนรู้วิธีการจัดการกับความเครียด หรือจัดการกับตัวเองเวลาที่เจอกับความผิดหวัง รู้วิธีผ่อนคลาย วิธีเบี่ยงเบนความคิดไม่ให้จมอยู่กับความเศร้า ซึ่งถ้าเราจัดการได้ความผิดหวังก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
    การมีเพื่อนที่ไว้วางใจ เขาเข้าใจเรา สามารถพูดคุยปรึกษา หรือเรามีใครสักคนหนึ่ง อาจจะเป็นที่ปรึกษา พ่อแม่ หรือแม้แต่คุณหมอ อย่างน้อยให้เราได้ระบาย ก็จะช่วยให้ดีขึ้น
    และต้องมีวิจารณญาณในการรับข้อมูล เวลาเห็นใครก็ตามที่เขาอกหัก มีปัญหาความรัก แล้วไปทำอะไรแย่ๆ น่ากลัว เราก็ต้องรู้ว่าบางทีมันอาจจะมีอะไรมากกว่าที่เรารู้นะ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องความรักอย่างเดียวที่ทำให้เขาเป็นอย่างนั้น บางคนเขาอาจจะป่วยอยู่แล้ว หรือบางทีมีรายละเอียดอื่นๆ ที่เราไม่รู้

ฝากถึงคนที่ไม่กล้ามีความรัก
    เคยฟังเพลง ‘เจ้าสาวที่กลัวฝน’ ไหม ในเพลงนี้เขาบอกว่าฝนจะมีทั้งความชุ่มฉ่ำและความเปียกปอน เหมือนกับความรักที่มีทั้งความสุขความทุกข์ ความสมหวังและผิดหวัง ซึ่งจะมาด้วยกันเสมอ เราเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้  เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เราขับรถไปเที่ยว เราได้ความสุข เห็นวิวทิวทัศน์สวยงาม แปลกใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงรถเสีย หลงทางหรือเปลืองเงินค่าน้ำมันซึ่งถ้าเราโฟกัสแต่ความเสี่ยงหรือเรื่องแย่ๆ ชีวิตก็จะพลาดโอกาสในการรับสิ่งดีๆ ยิ่งจมอยู่กับสิ่งแย่ๆ นานๆ เข้า ความสุขก็จะหนีจากเราไปทีละนิด... ทีละนิด
    ในทางกลับกันถ้าเรามองในแง่ความสุขหรือผลดีที่จะได้รับจากการทำสิ่งต่างๆ โดยมองว่าแม้จะผิดหวังหรือผิดพลาดไปบ้าง สิ่งนั้นก็เป็นบทเรียนหรือประสบการณ์ให้เราได้เติบโตแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นก็มีแต่เรื่องดีกับดีครับ สำเร็จก็ดี ผิดหวังก็ดี
    สำหรับคนที่มีความสุข ความทุกข์มันจะมาอยู่ด้วยไม่นานหรอก เหมือนกับในตอนท้ายๆ ของเพลงที่บอกว่า ท้องฟ้าใสยามฝนซา เปียกปอนกันมาก็แห้งไป คือความเปียกสุดท้ายก็แห้งไป ความทุกข์มาแล้วก็หายไป แต่ความสุขที่ได้รับยังคงอยู่กับเรา ความรักนั้นต้องมั่นใจ ปล่อยใจให้รักชักนำ

นายแพทย์จตุภัทร คุณสงค์ จิตแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);