รักไม่รู้จบ : ต๋อง ชวนชื่น ‘เราคือคู่ชีวิตของกันและกัน’
  
  
ColumDetail
17
รักไม่รู้จบ : ต๋อง ชวนชื่น ‘เราคือคู่ชีวิตของกันและกัน’
 
 

ต๋อง ชวนชื่น ‘เราคือคู่ชีวิตของกันและกัน’

ต๋อง ชวนชื่น
‘เราคือคู่ชีวิตของกันและกัน’

    ‘ถ้าวันนั้นผมไม่คิด ผมคงจบเลย...’ ประโยคคำพูดที่พลิกชีวิตในครั้งนั้นของคุณต๋อง ชวนชื่น (วิชัย พรหมจรรย์)กับจุดหักเหใหญ่ของชีวิตคู่ กลับกลายมาเป็นครอบครัวแสนสุขอย่างทุกวันนี้ คือเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรตระหนักคิดว่า บางทีคนตรงหน้าเรา อาจมีความในใจที่อยากบอก อย่างที่คุณ ฝน (ธาราดา พรหมจรรย์) เคยก้าวพลาดไปมาก่อน แต่มาวันนี้ทั้งสองต่างจับมือแน่นขึ้นกว่าเดิม พร้อมมีอีกสองมือเล็กๆ ของน้องแต้งค์กิ้ว (สุวิศิษฏ์ พรหมจรรย์) และน้องเตตัส (กิตติพงษ์ พรหมจรรย์) ที่แน่ใจว่าจะจับแนบแน่นไปจนถึงวันสุดท้าย ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นมีความสุขล้นใจ

พ่อต๋องขอเล่าวันที่ได้เจอกัน

ต๋อง : ปลายปี 2551 ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รับเชิญไปงาน แล้วฝนมาขอลายเซ็นต์ ผมก็ให้ลายเซ็นต์พร้อมแถมเบอร์ไปด้วย (หัวเราะ)
ฝน : เป็นเรื่องปกติของผู้ชาย ก็ดีที่ได้เบอร์มาด้วย (หัวเราะ) เราก็ชื่นชอบกันอยู่แล้ว
ต๋อง : ตอนแรกโทรจีบตามประสา เคยมีนัดเจอทานข้าวกัน เขาก็ไม่ได้มา ช่วงนั้นฝนย้ายงานพอดี การติดต่อก็เลยขาดหายไป ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก (ยิ้ม) ไปที่ทำงานเก่าก็บอกว่าลาออกไปแล้ว ผ่านไปเกือบครึ่งปี วันหนึ่งมีสายแปลกๆ โทรเข้ามา ฝนถามว่าจำเขาได้ไหม เราก็ อ้าว หายไปไหนมา ตามหาอยู่ ฝนบอกว่าย้ายงานไปกับคุณพ่อ พ่อเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ตามโรงแรม ไปทำที่หาดใหญ่ ตัวเขาไปเป็นแผนกต้อนรับที่โรงแรมในหาดใหญ่ พอพ่อทำงานที่หาดใหญ่หมด เตรียมขึ้นมากรุงเทพฯ เลยนัดเจอกัน วันนัดผมบอกเลยว่า ถ้านัดแล้วไม่ออกมาเจอก็ไม่ต้องคบกันแล้วนะ ผมเล่นตลกแถวมีนบุรี ฝนตกพรำๆ เขาบอกว่าออกมายาก เราก็ เรียกแท็กซี่สิ มีศูนย์ ยืนกรานว่าถ้าไม่มาก็ไม่ต้องมาคบกัน ไม่ชอบคนโกหกผิดนัด ผมมีแสดงสองทุ่ม สองทุ่มครึ่งเขาก็นั่งแท็กซี่มา ตัวเปียกฝนมาเลย ก็บอกแล้วว่าบ้านอยู่ลึก อยู่ลาดกระบัง ผมเลยสงสารเขา พาไปทานข้าว ไปส่ง บ้านอยู่ไกลเป็นผู้หญิงคนเดียวยังมาหา เลยประทับใจเขา
ฝน : ตอนนั้นถ้าเขาบอกว่าจำไม่ได้ก็จะไม่โทรคุยแล้วนะ (ยิ้ม)

จะรักต้องพิสูจน์
ต๋อง : ผมเป็นดาราตลกมีคนรู้จักก็จริง แต่เป็นคนติดดิน เลยลองใจเขา แทนที่จะนัดกินข้าวร้านหรูๆ พาไปร้านจุ่มแซ่บข้างทาง เพิงๆ หน่อย หม้อดินเลย นัดกันตอนสี่โมงเย็น ริมถนน แดดมาเปรี้ยง เขาก็กินได้นะ กินเอร็ดอร่อย ก็ยังมีคิดนะ เสแสร้งกินให้ดูอร่อยรึเปล่าวะ (หัวเราะ)  
ฝน : ร้อนมาก แต่ก็อร่อยด้วยไง (หัวเราะ)
ต๋อง : แต่พอพาไปหลายครั้งก็ เออ เขาไม่ได้แสร้งทำ กินด้วยความอร่อยจริง ดูมีความสุขกับที่เราพามาแบบนี้ แสดงว่าเข้ากับเราได้ เลยคบกันมาเรื่อยๆ จนปีกว่า ก็แน่ใจละ ตอนนั้นผมอายุเข้าเลขสี่ ตอนแรกไม่คิดจะแต่งงาน แต่เพื่อนถามว่าไม่คิดมีเมียมีลูกบ้างเหรอ จะมานั่งสำมะเลเทเมา คบคนนั้นคนนี้ไปเหรอ พ่อแม่ก็ตายหมดแล้ว พี่สาวก็มีครอบครัวตัวเอง เลยฉุกคิดได้ ปรึกษาจะแต่งงานยังไง ใหญ่โตได้แต่มันสิ้นเปลืองนะ ตกลงเป็นญาติสนิททั้งสองฝ่าย ข้าวหม้อ แกงหม้อ แต่งโดยไม่ออกสื่อ การแต่งงานมันเป็นเรื่องความรักของเราสองคน ถ้าวันหนึ่งแต่งใหญ่โตแล้วอยู่กันหม้อข้าวไม่ทันดำ มันก็ไม่ใช่ เราแต่งไม่ใหญ่โต แต่เอาเงินตรงนั้นมาเก็บเป็นทุนในอนาคต ฝนก็เห็นด้วย หลังแต่งมาก็มีพยานรักสองคน น้องแต็งค์กิ้วกับน้องเตตัส
ฝน : ที่บ้านมีหวงบ้าง แต่จะพูดว่าถ้าคิดจะรักกันก็โอเค ไม่ห้าม (ยิ้ม)
ต๋อง : มันเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่ต้องหวงเพราะอายุเราห่างกันมาก และผมอยู่ในวงการนี้ คำว่าตลกเหมือนเป็นคำสาป (ยิ้ม) ไม่รู้ว่าใครสาป บอกว่าตลกเจ้าชู้ทุกคน คำว่าเจ้าชู้นี่ไม่รู้ใครนิยามนะ แต่ลองสังเกตสิ ตลกเจ้าชู้แต่มีเมียคนเดียวอยู่ยาว พ่อแม่ของฝนให้เกียรติผม ต้องขอบคุณมาก เขาบอกว่าการที่คนเรามาเจอกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เป็นบุพเพสันนิวาส สะสมกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว มาใช้ชีวิตคู่กัน หนักนิดเบาหน่อย ก็สอนๆ น้องนะ ผมบอกว่าไม่เป็นไรครับ ผมจะดูแลฝน เพราะผมตั้งใจอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง และผมพิสูจน์ให้เขาเห็นตั้งแต่คบกันมาว่าดูแล ไปมาหาสู่กันตลอด เขาก็เชื่อมั่น พอพาผู้ใหญ่ไปสู่ขอก็ตกลงกันได้ และหลังจากเสร็จงานพิธี คุณแม่ของฝนก็คืนเงินสินสอดมาเพื่อให้พวกเราได้ตั้งตัว

ต๋อง ชวนชื่น

จุดวิกฤตในชีวิตคู่
ต๋อง : ฝนคิดว่าสามีเป็นดาราตลก เวลาไปเดินที่ไหนกลัวคนมองว่านี่เหรอภรรยาต๋อง อ้วน เบอะ เลยลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี ไปซื้ออาหารเสริมที่ไม่มีอย. ซึ่งยาพวกนี้ผสมยากดประสาท คือผมไม่รู้ว่าเขากินยาไป ตอนนั้นน้องแต้งค์กิ้วเพิ่มเริ่มตั้งไข่ ผมพาไปพัทยา หาที่พักดีๆ ติดริมสระ ฝนเริ่มมีอาการแต่ยังไม่แสดงออกมาก ตอนเช้าพาลูกไปทานอาหารเช้า พอชวนไปเล่นน้ำทะเล ฝนก็ถามเลยไปเล่นทำไม เขาไม่ไป แล้วผมมีงานที่เจเอสแอลตอนเย็น ถ้าไม่เล่นก็กลับนะ ตรงไปอัดรายการฝนมันเริ่มตก ฝนหน้าเครียดตลอด ระหว่างที่ผมคุยกับโปรดิวเซอร์ไม่ถึงสิบนาที ทีมงานมาบอกว่าฝนไปไหนไม่รู้ มือถือกระเป๋าตังค์ ไม่เอาอะไรไป ฝากลูกไว้ด้วย หัวมันตื้อ เมียไปไหน ทิ้งลูกได้ไง ผมผิดอะไร ใจมันว้าวุ่นไปหมด โทรหาเหลือเฟือ ม๊กจ๊ก ซึ่งตอนนั้นผมอยู่บ้านใกล้เหลือเฟือ บอกว่าช่วยมาที่นี่หน่อย ฝนทิ้งลูกไป สักพักฝนโทรมาร้องห่มร้องไห้ที่ตู้โทรศัพท์ ผมบอกให้กลับเข้ามาก่อน มีอะไรเคลียร์กัน ฝนก็กลับมา แล้วเหลือเฟือก็มา มาช่วยคุยปลอบ ผมหันไปขอโปรดิวเซอร์ว่า ขอเทปเดียวนะ ต้องรีบกลับบ้าน ทีมงานเข้าใจดี แต่จู่ๆ ก็เอาอีกแหละ อาการขึ้นมาอีกแหละ จนผมไม่ไหว คิดจะเลิก แต่คิดว่า ตอนขอ ไปขอกับแม่เขา เลิกก็ต้องไปบอกกับแม่เขา เลยขับรถไปบ้านแม่ฝน
      พอไปถึงก็ลงไปเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น แม่บอกคุณต๋องออกไปข้างนอกก่อนนะ แม่ขอคุยกับฝน สักพักใหญ่เรียกผมเข้าไป แล้วแม่บอก เอ้า มีอะไรจะสารภาพก็บอกออกมา ฝนมากราบขอโทษ ผิดไปแล้ว ยกโทษให้ด้วย สารภาพว่ากินยาลดน้ำหนักไป คือแม่เค้นเกิดอะไรขึ้น เพราะลูกไม่เคยเป็นแบบนี้ และก่อนนั้น ยามันหลอนกระทั่งว่า เข้าไปอาบน้ำเหมือนเห็นมดวิ่งตามท่อเพดาน ต้องเอาสก็อตเทปมาปิดตามช่องต่างๆ หรือคราบนมลูกที่เหลืองๆ เห็นเป็นงูเข้าบ้าน โทรฟ้องให้กลับมาเดี๋ยวนี้ หรือผมขับรถกลับมาคนเดียว กระจกมันสะท้อน เขาถามเสียงแข็ง มากับใคร ทั้งที่ยังเพิ่งคุยกันดีๆ จิตมันหลอนไปแล้ว เรื่องนี้สอนให้ผมรู้จักคำว่า มีปัญหาอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ ถ้าผมไม่คิดว่าจะเลิกต้องไปบอกเลิกกับแม่เขา วันนั้นผมคงจบเลย เอาลูกไว้ อยากได้ฟ้องศาลเอา
ฉะนั้นเวลามีปัญหามีสติมาพูดกัน และจากวันนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอีกเลย อาจมีขึ้นเสียงกันนิดหน่อย แต่จะหยุด รีบง้อกัน อย่าปล่อยให้นาน พยายามประคับประคอง ไปไหนทำอะไรก็ไปกับครอบครัว ไปบ้านสวนกัน โพสรูปลงเฟสมีคนมาเหน็บว่าสร้างภาพรึเปล่า ผมบอกอย่าอิจฉาผมเลย ถ้าคุณมี คุณจะรู้เอง ผมตอบแบบดีนะ (หัวเราะ) เพราะตอนเป็นเด็ก การได้อยู่ในครอบครัวด้วยกันแทบไม่มีโอกาส พ่อทำงานกรุงเทพ แม่เลี้ยงลูก 5 คนอยู่อุบลฯ พ่อเป็นเซล ถ้ามีรถสั่งไปที่อุบลฯ จะไปเองเพื่อพยายามได้เจอหน้ากัน ลูกโตมาต่างคนต่างทำงานไม่ได้อยู่เป็นครอบครัว พอวันนี้ผมมีครอบครัว พยายามให้ลูกอยู่ใกล้เรามากสุด อาจจะไม่ได้ทุกวันก็ตาม (ยิ้ม)

                  ต๋อง ชวนชื่น

ข้อคิดของแม่ฝนและพ่อต๋อง
ฝน : อยากให้มองตรงที่วันแรกที่รักกัน วันแรกที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และคำแรกที่พูดด้วยกันว่า วันนี้เราได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้วนะ พอวันหนึ่งเจอปัญหาหรืออุปสรรคที่เข้ามา เราต้องผ่านมันไปให้ได้ แม้จะเป็นปัญหาอะไรก็แล้วแต่ มีอะไรนิดหน่อยต้องคุยกัน ทุกอย่างสามารถผ่านไปได้ อย่าใจร้อน ถ้าคนหนึ่งเป็นไฟ อีกคนต้องเป็นน้ำดับไฟ การขี้ระแวงหรือจู้จี้จุกจิกเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง แต่เรื่องการพูดจารุนแรง คำหยาบคาย ไม่สมควรที่จะทำ ยิ่งสามีเป็นช้างเท้าหน้า ทำงานดูแลครอบครัวอยู่แล้วด้วย ฝนถือเรื่องการพูดจาหยาบคาย ถ้าพี่ต๋องพูดจาไม่เพราะ ฝนจะพูดเลยว่าฝนไม่ชอบนะ คำนี้ฝนยังไม่เคยพูดเลย อย่าพูดแบบนี้ ถ้ายิ่งพูดดังๆ แรงๆ ฝนจะยิ่งไม่ชอบ
ต๋อง : สำหรับผู้ชายเรื่องผิดลูกผิดเมียคือบาป ผู้ชายมันมีบ้างนิดหน่อยที่เผลอไป แต่ระหว่างนั้นต้องยั้งคิดก่อนว่าสิ่งที่ทำมันกระทบต่อครอบครัวไหม ถ้าทำแล้วไม่เป็นไร ก็ต้องจบในวันนั้นไม่ใช่สานต่อจนเป็นเรื่องชู้สาว อีกเรื่องคือการเป็นสามีบางทีก็ไม่ได้เก่งเสมอไป มีอะไรต้องมาปรึกษาภรรยาไม่งั้นจะไม่เรียกว่าคู่ชีวิตกันหรอก วันนี้ผมสร้างทุกอย่างไว้ให้ลูก คอยบอกฝนเสมอว่ามีนั่นมีนี่ จะทำแบบนี้ให้ลูกไว้ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเกิดวันหนึ่งเราจะไปตอนไหนขึ้นมา และอีกข้อคือความรับผิดชอบ อันนี้สำคัญที่สุด เงินตรงนี้มีไว้ทำอะไร ใช้แบบนั้นจะมีหนี้เกินตัวไหม ต้องคิดให้ดี
เคยพลาดมาแล้ว
ต๋อง : มีอะไรเราต้องบอกเขา ถ้าเราทำผิด อย่างน้อยๆ ภรรยาจะให้อภัยเรา แต่ถ้าเขามาจับได้ทีหลัง คงไม่ดี ผมเคยเจ้าชู้มาก่อน เจ้าชู้หนักมาก ตอนที่รู้ ฝนบอกได้ ถ้าไม่ไหวให้ไปอาบอบนวด เพราะมันสะอาดสุด แต่ห้ามมีซุกไว้ แต่ถามว่าจะทำไหม ผมไม่ทำหรอก ภรรยาเปิดไฟเขียวขนาดนี้เป็นสามีก็เกรงใจสิ (หัวเราะ) ถ้าต้องไปในที่แบบนั้นจริง จะโทรบอกเขาตรงๆ ว่าพ่อมานะ แต่เพื่อนพามา พ่อไม่เที่ยวนะ ไปนั่งรอเพื่อน เขาก็สบายใจ (ยิ้ม) ถ้าผู้หญิงยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ จะมาเก่งอะไรกับเรา เราเป็นผู้ชาย มันจะมีจิตใต้สำนึกของผู้ชายที่อยากเอาชนะ มีครั้งหนึ่งที่ผมไปถ่ายรายการตอนเช้า เสร็จบ่าย ไปเดินห้าง ซื้อเสื้อผ้า ช็อปปิ้ง แล้วความซวยเพื่อนฝนเขาเห็น แต่ไม่ได้มาทักผมนะ เห็นเดินไกลๆ โทรไปบอกฝน (คุณฝนยิ้ม) ฝนก็เลยโทรมาหาผม ถามว่าอยู่ไหน ผมบอกมาถ่ายรายการ ฝนบอกเลยว่าให้บอกตรงๆ ให้โอกาส ก็ยังบอกไปถ่ายรายการ เจอสวนเลยว่าเห็นเดินอยู่ห้าง ถ่ายรายการที่ไหนกัน (หัวเราะ) มันก็เป็นเรื่องตลก แต่ฝนจะเสียความรู้สึกว่าทำไมต้องให้เพื่อนมาบอก ทำไมต้องโกหก แทนที่จะเออ พ่อมาเดินห้างนะ มีอะไรให้บอกเขา มันจบ
ฝน : ถ้าไปทำงานข้างนอกบอกว่าเนี่ยกำลังนอนเลย แต่ที่ไหนได้ไปยืนดูบอลอยู่ แบบนี้ไม่เอา บอกเลยว่าไปดูบอลนะ โอเคเราก็สบายใจละ
ต๋อง : เวลาคบกันอาจจะน้อย แต่เราอยู่ด้วยกันมานานแล้ว ศึกษากันไป ว่าเขาเป็นคนยังไง และโชคดีที่ผมได้เขามา (ยิ้ม)
ฝน : ตอนแรกก็คิดอยากออกไปทำงาน เปิดร้านบ้าง ช่วงที่ลูกไปเรียน มีช่วงที่ถกเถียงกันกับพี่ต๋อง พี่ต๋องก็กลัวว่าจะไม่มีเวลาให้ลูก เลยมาคิด เออ ถ้าเราออกไปทำงาน หรือทำธุรกิจที่อยากทำ แล้วพอลูกเลิกเรียนมา เราจะไม่มีเวลาให้เขา ไม่มีเวลาเล่นกับลูก หรือสอนลูกนะ มาช่วงนี้สามีทำงานเราก็ทุ่มสุดตัว อยากดูแลลูกให้มากที่สุด ไม่คิดในเรื่องที่ไปทำงานหรือหารายได้ข้างนอก ตอนนี้ทั้งหมดสามีเป็นคนหามาให้อยู่แล้ว ฝนแทบไม่ต้องหาเลย เป็นภรรยาที่ดีที่สุดคือเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด (ยิ้ม)
ต๋อง : ทุกคนจะบอกว่าลูกน่ารัก หัวไว ฉลาด และด้วยหน้าตาที่เป็นต่อมาแต่แรก (ยิ้มขำ) แล้วยิ่งขี้ประจบด้วย ยิ่งขึ้นเล่นตลกกับคุณพ่อ แต่ก็ทำให้คนมีความสุข เด็กเล่นอะไรก็เป็นเสน่ห์ของเด็ก มันน่ารัก เราก็ชื่นใจ

                          ต๋อง ชวนชื่น

แต้งค์กิ้ว & เตตัส 2 แสบซ่าส์
ต๋อง : ช่วงที่เขาเริ่มหัดจำ ผมมีงานขึ้นเวทีตามงานต่างๆ ก็พาเขาไป เห็นคุณพ่อทำงาน เขาก็จำมา บางทีแม่ไปส่งที่โรงเรียนตอนเช้าก็เล่นมุกกันสามคนแม่ลูก ผมเห็นแววก็ค่อยๆ หยอดมุกทีละนิด แต้งค์กิ้วเริ่มทำ เตตัสก็ตาม ว่างๆ ก็ถือถาดมาตีกันโป๊งเป๊ง (หัวเราะทั้งคู่) ไปเจอผู้หญิงที่ไหนหน้าตาดีโดดใส่เลย เข้าไปคลอเคลียไม่ไปไหน (คุณฝนหัวเราะ) มีโอกาสได้เล่นละคร ต้องขอบคุณพี่กอบสุข กับลุงเล็ก จารุจินดา ที่เมตตา มีคนบอกว่าลูกหน้าตาดีทำไมไม่ดัน แต่เราคิดว่าถ้าดันไปแล้วทำไม่ได้ บางคนอาจจะรับด้วยความจำใจเพราะเป็นลูกเรา ถ้าทำไม่ได้มันไม่ดี คิดว่าถ้าวาสนามีเดี๋ยวมันมาเอง วันนั้นลุงเล็กเห็นเลยชวน ตอนแรกเขาเลือกคนเล็ก เตตัส เพราะผอม อุ้มได้ไหว พอไปถึงถ่ายคิวแรก ต้องพูดเยอะ เปลี่ยนเถอะ เพราะเตตัสยังเด็กอยู่ เรารู้ว่ายังไม่ได้ แต่แต้งค์กิ้วนี่ได้แน่ ลุงเล็กเลยโอเค เลยเปลี่ยนตัว ตอนดูมอนิเตอร์ นั่งลุ้น แล้วเขาก็ทำได้ (ยิ้ม)

บ้านสวนอุ่นรัก
ต๋อง : ผมมีสวนอยู่นครนายก ปลูกผลไม้ เลี้ยงไก่ สร้างบ้านไว้ จะชวนกันไปบ้านสวน เหยียบดินเหยียบหญ้า ให้ลูกรู้จักต้นไม้ รู้จักว่าไก่ออกไข่กินได้นะ เอาไปขายได้นะ ถ้าเราสอนให้ไปห้าง ไปดูหนัง เด็กก็จะโหยหาแต่ห้างสรรพสินค้า แต่ถ้าเราพาไปบ้านสวน ลูกจะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มา
ฝน : ก่อนนี้ไปเก็บมะนาว แต้งค์กิ้วจะถามว่าแม่จะเอามะนาวไปไหนเหรอ บอกว่าจะเอาไปขายที่ตลาด เสนอขายลูกละสองบาท เราจะขายหมดไหมลูก แต้งค์กิ้วบอกว่าไม่เป็นไร แม่ เตรียมถุงไปเลยนะ แล้วแต้งค์กิ้วจะช่วยแม่ขายเอง (ยิ้ม) มันเป็นอะไรที่ไม่เคยสอน แต่เขาทำได้ ปลื้มมากนะ (คุณต๋องยิ้ม)
ต๋อง : วันเวลาผ่านไปที่เราคุยกัน มันอาจจะผ่านไปหลายเดือน แต่ลูกจะเก็บไว้ จำได้ บวกกับที่เขามีพัฒนาการคิดได้ มันเป็นความรู้สึกที่ถ้าคนไม่มีลูกก็ไม่มีมุมนี้ ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยมาก แต่ก็สุขมาก (ยิ้ม) รุ่นแม่เราเหนื่อยกว่านะ ลูก 7 – 8 คนยังเลี้ยงกันได้

สิ่งที่อยากบอกแก่กัน

ฝน : ขอบคุณที่เป็นสามีที่ดีของภรรยา และพ่อของลูก ขอบคุณที่เลือกไม่ผิด เขาเป็นได้อย่างสมบูรณ์ อาจจะไม่มีเวลาให้ภรรยากับลูกมากนัก แต่แค่เวลาแป๊บเดียวที่มีให้ ไม่ต้องออกไปข้างนอกให้หรูหราแค่เพียงอยู่ในบ้านทานข้าวด้วยกัน เปิดหนังดูนอนคุยกัน แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว และสิ่งที่ประทับใจในตัวพี่ต๋องเลยคือ ดีในทุกอย่าง มีอะไรจะบอกฝนตลอด เขามีสิ่งที่พูดเสมอว่า วันหนึ่งถ้าพ่อไม่อยู่แล้ว ฝนจะต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับลูกนะ เป็นอะไรที่ไม่อยากได้ยิน มันเสียใจ (น้ำตาคลอมองสามี) เวลาจะทะเลาะกันเลยไม่อยากทะเลาะ เพราะไม่รู้ว่าเราจะจากกันตอนไหน เวลาไปไหนแต่ละที พี่ต๋องจะบอกว่าพ่อคิดถึงลูกนะ ทำให้รู้สึกว่าเวลาเขาไม่อยู่แล้วจะอยู่ยังไง มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก อยากให้มีความสุขแบบนี้ตลอด ไม่อยากให้มีปัญหากัน เพราะพรุ่งนี้ไม่รู้ว่าเดินไปแล้วอาจประสบอุบัติเหตุก็ได้ อยากให้รักกันให้มากๆ (ยิ้ม)
ต๋อง : อยากจะขอบคุณภรรยาคนนี้ เขาสู้กับเรานะ ผมจะบอกทุกคนเสมอว่า (น้ำตาซึมมองภรรยา คุณฝนหัวเราะเช็ดน้ำตาให้) ขอบคุณที่ได้มาอยู่ตรงนี้ ได้มาเป็นเมีย มีลูกน่ารักๆ ให้ ฝนเป็นผู้หญิงที่เพอร์เฟ็คที่สุดในชีวิตผม ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอเขา เขาทำทุกอย่างเพื่อเราเพื่อลูก เชื่อฟังเราแล้วเข้าใจในสิ่งที่เราทำ พยายามปรับจูนให้เรา เขาอาจไม่ได้เพอร์เฟ็คในสายตาใคร (มองภรรยา) แต่เขาคือคู่ชีวิตของผม แล้วเป็นแม่ของลูกผม ผมรักเขาครับ รักแม่นะ (หอมแก้มคุณฝน) ขอบคุณมากๆ ครับ

นิยามความรักของพ่อต๋องและแม่ฝน
ต๋อง : ต้องรักด้วยข้างใน ด้วยจิตใจ ไม่ใช่รักที่ตัวเขา เมื่อคุณมีใจให้เขา ก็จะได้สิ่งนั้นกลับคืนมา รักกันต้องให้เกียรติกัน รักกันต้องให้อภัยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย ลิ้นกับฟันต่อให้รักกันเป็นหลายสิบปีก็ต้องมีกระทบกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือต้องให้อภัยกัน ถ้าวันหนึ่งคุณผูกใจเจ็บต่อกัน ความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ข้างในจะฝังอยู่ คนเราวันหนึ่งมันไม่แน่นอน ทำงานมาทั้งชีวิต เก็บเงินเป็นสิบๆ ปีไม่ไปไหน พอวันหนึ่งจะไปเที่ยวเตะสะดุดบันไดคอหักจะว่าไง เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน โกรธต้องให้อภัยกัน อย่าปิดบัง จะได้ช่วยกันแก้ไข ถึงได้เรียกว่าคู่ชีวิต คู่ทุกข์ คู่ยาก สุขด้วยกัน ทุกข์ด้วยกัน เป็นนิยามความรักของผม 
ฝน : พี่ต๋องก็พูดไปหมดแล้ว (ยิ้มมองสามี) ชีวิตครอบครัวต้องจูนเข้าหากัน หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน อย่าใช้ความรุนแรงต่อกัน
...คำว่าคู่ชีวิตต้องใช้อะไรพิสูจน์ถึงยืนยันได้ว่าคนคนนี้คือคู่ชีวิตของเราจริงๆ ดูเหมือนวันนี้จะพอได้คำตอบบ้างแล้วสิ...

 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);