ชีวิตความรักกับจักรวาล : งานหรือความรักของนักวิทย์
  
  
ColumDetail
07
ชีวิตความรักกับจักรวาล : งานหรือความรักของนักวิทย์
 
 

HUG Magazine ปีที่ 8 ฉบับที่ 3
ชีวิตความรักกับจักรวาล


งานหรือความรักของนักวิทย์

งานหรือความรักของนักวิทย์

    ส่วนหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็เหมือนกับคนทั่วไปในเรื่องของงานกับความรักคือ ต้องการทั้งงานและความรัก แต่ในอดีตส่วนหนึ่ง โดยลักษณะงานของนักวิทยาศาสตร์ ก็ทำให้มีทั้งนักวิทยาศาสตร์ที่เลือกงานมากกว่าความรัก แล้วก็ที่เลือกความรักมากกว่างาน
    อย่างแน่นอน นักวิทยาศาสตร์ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ ย่อมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ทั่วๆ ไป หากเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือคนที่เกี่ยวข้องกับนักวิทยาศาสตร์สำคัญระดับโลก
    เริ่มต้นที่ตัวอย่างชัดเจนของนักวิทยาศาสตร์สำคัญระดับโลกคนหนึ่ง ที่เลือกงานมากกว่าความรักคือไอแซก นิวตัน (ค.ศ. 1642 – 1927)
    นิวตันเป็นนักวิทยาศาสตร์อังกฤษ ผู้ตั้งทฤษฎีสำคัญทางด้านกลศาสตร์คือ กฎว่าด้วยการเคลื่อนที่ 3 ข้อ ค้นพบธรรมชาติสำคัญของแสงสีขาวว่าประกอบด้วยแสงสีรุ้ง 7 สี คิดค้นกล้องโทรทรรศน์แบบสะท้อนแสง ค้นพบกฎความโน้มถ่วงที่อธิบายได้เป็นครั้งแรกว่า ทำไมดวงจันทร์จึงโคจรรอบโลก และทางด้านคณิตศาสตร์ ค้นพบแคลคูลัส
    ถึงแม้ว่ากฎการเคลื่อนที่ของนิวตันข้อที่สอง สมการ F = ma จะต้องถูกแทนที่ด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพภาคพิเศษของไอน์สไตน์ จึงจะถูกต้องกว่า แต่สำหรับชีวิตประจำวัน สมการ F = ma ของนิวตัน ก็ยังใช้ได้ดี
    สำหรับกฎความโน้มถ่วงของนิวตันก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะต้องถูกแทนที่ด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพภาคทั่วไปของไอน์สไตน์จึงจะถูกต้องกว่า แต่ก็เฉพาะกรณีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับความโน้มถ่วงสูงมากๆ เช่น หลุมดำ
    ดังนั้นในโลกของวิทยาศาสตร์แล้ว นิวตันจึงได้รับยกย่องเป็นหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์สำคัญที่สุกคนหนึ่งของโลก
    แต่ในเรื่องของชีวิตความรัก ตลอดชั่วชีวิตของนิวตัน ดูเหมือนว่าเขาทุ่มเททั้งชีวิตและจิตวิญญาณให้กับงานทางด้านวิทยาศาสตร์ รวมทั้งงานที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์โดยตรงที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการด้วย เช่น การรักษาเสถียรภาพด้านระบบการเงินของประเทศอังกฤษ จนกระทั่งไม่มีเวลาให้กับเรื่องเกี่ยวกับชีวิตความรัก
    นิวตันไม่เคยแต่งงานตลอดชั่วชีวิต และไม่มีเรื่องราวความสัมพันธ์ของเขากับสตรีคนใดเป็นพิเศษเลย
    เป็นที่ทราบกันว่า นิวตันเป็นคนที่เก็บตัว ไม่ชอบสมาคมกับคนทั่วไป ใจน้อย หงุดหงิดง่าย และใช้เวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่วัยกลางคนถึงวันสุดท้ายของชีวิต โต้เถียง ขัดแย้งกับนักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์คนอื่นอย่างหนัก ซึ่งอาจทำให้เขาไม่มีเวลาเปิดโอกาสตนเองให้กับเรื่องของความรัก
    จะกล่าวว่า นิวตันเลือกงานมากกว่าความรัก ก็คงไม่ผิดนัก
    แล้วใครหรืออะไร ได้ประโยชน์สูงสุดจากนิวตัน คำตอบชัดเจนคือพัฒนาการของวิทยาศาสตร์โลก
    นิวตันเป็นตัวอย่างของนักวิทยาศาสตร์ที่เลือกงานมากกว่าความรัก แล้วนักวิทยาศาสตร์ที่เลือกความรักมากกว่างานล่ะ?
    ผู้เขียนขอเลือกมากล่าวถึง 2 ตัวอย่างคือ อะลิเซีย แนช (Alicia Nash : ค.ศ. 1933 – 2015) และ ปีแอร์ คูรี (Pieere Curie : ค.ศ. 1895 – 1906)
    อะลิเซีย แนช เป็นชาวเอลซัลวาดอร์โดยกำเนิด ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่สหรัฐอเมริกากับครอบครัวขณะที่อะลิเซียมีอายุ 11 ปี เธอเป็นเด็กหัวดี เรียนเก่งได้เข้าศึกษาฟิสิกส์ระดับมหาวิทยาลัยที่สถาบันเทคโนดลยีแมสซาชูเสตส์หรือเอ็มไอที (MIT) ที่โด่งดัง โดยที่เธอเป็นหนึ่งในนักศึกษาหญิงเพียง 16 คน จากนักศึกษาที่จบเอ็มไอทีรุ่นปี ค.ศ. 1955 ทั้งหมดประมาณ 800 คน ได้รับการคาดหวังว่าจะเป้นมาดามคูรีคนที่สอง ถ้าเธอได้เดินหน้าทุ่มเทให้กับงานการศึกษาวิจัยฟิสิกส์ที่เธอรัก
    ทว่า ชีวิตของอะลิเซียก็ต้องหักเห เมื่อเธอแต่งงานกับจอห์น แนช ที่เป็นนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ แต่มีปัญหาทางด้านจิต เกิดอาการจิตหลอนเกี่ยวกับโครงการลับของรัฐบาลสหรัฐและเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว
    อะลิเซียยอมสละอาชีพทางฟิสิกส์ที่เธอถนัด หันมาทุ่มเทชีวิตและจิตใจ ช่วยดูแลชีวิตและการทำงานของจอห์น แนช จนกระทั่งมีส่วนสำคัญ ทำให้จอห์นแนชได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี ค.ศ. 1994 และรางวัลอะเบล (ABEL PRIZE) ประจำปี ค.ศ. 2015
    รางวัลอะเบลเป็นรางวัลใหม่ในโลกวิทยาศาสตร์ เปรียบได้กับรางวัลโนเบลสาขาคณิตศาสตร์
    เรื่องราวของจอห์น แนช และอะลิเซียได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ A Beautiful Mind ออกฉายปี ค.ศ. 2001
    ความทุ่มเทในการดูแลสามี ทำให้อลิเซียต้องทุ่มเทเอาใจใส่ในเรื่องของอาการจิตเภท (SCHIZOPHRENIA) และกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ช่วยในเรื่องการศึกษาและดุแลรักษาคนป่วยอาการจิตเภทในหลายประเทศ
    การเลือกความรักในสามีแทนงานฟิสิกส์ที่รัก ทำให้โลกฟิสิกส์สูญเสียนักฟิสิกส์ ที่มีแววฉายเด่น แต่ก็ทำให้โลกคณิตศาสตร์ไม่ต้องสูญเสียนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะคือจอห์น แนช และโลกการแพทย์เกี่ยวกับจิตเภท ได้กำลังสนับสนุนที่สำคัญคือ อะลิเซีย แนช
    ปีแอร์ คูรี เป็นสามีของแมรี คูรี หรือมาดามคูรี นักวิทยาศาสตร์หญิงผู้โด่งดังที่สุดของโลกและเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงคนเดียวที่ได้รับรางวัลโนเบลถึงสองครั้ง สองสาขา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้
    ปีแอร์ คูรี แต่งงานกับแมรี คูรี ปี ค.ศ. 1895 ก่อนแต่งงานกับแมรี่ คูรี ปีแอร์ คูรี เป็นนักฟิสิกส์ฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ได้ค้นพบทฤาฎีสำคัญทางด้านฟิสิกส์เกี่ยวกับแม่เหล็กและไฟฟ้า ดังเช่น ปรากฏการณ์พีโซอิเล็กตริก (Piezoelectric Effect) และจุดคูรี (Curie Point)
    แต่เมื่อปีแอร์ คูรีแต่งงานกับแมรี คูรี และก้ได้เห็นความปราดเปรื่องทางด้านฟิสิกส์ของแมรี คูรี ตัวเขาเองก้ยอมสละงานวิจัยของเขาเองทางด้านฟิสิกส์ หันมาทุ่มเทเป็นผู้ช่วยแมรี คูรี ในการค้นหาสิ่งที่แมรี คูรีเชื่อว่า ‘มีอยู่’ ในแร่ธาตุกัมมันตรังสียูเรเนียม ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จนกระทั่งในที่สุด ก้ได้ช่วยให้แมรี คูรีค้นพบธาตุกัมมันตรังสีใหม่ 2 ธาตุ คือโปโลเนียม (Polonium) และเรเดียม (Radium)
    ปิแอร์ คูรี มิใช่เพียงแค่ยอมเสียสละงานวิจัยทางด้านฟิสิกส์ของเขาเองเพื่อช่วยแมรี คูรีอย่างง่ายๆ  จริงๆ แล้ว เขาต้องลุกขึ้นประกาศเจตนารมณ์ของเขาต่อบอร์ด (คณะกรรมการของมหาวิทยาลัย ซอร์บอนห์) ที่กำลังพิจารณาข้อเสนอเพื่อทำงานวิจัยสำหรับปริญาเอกของแมรี คูรีคือ การค้นหา ‘สิ่งทรงพลังลึกลับที่แฝงอยู่กับยูเรเนียม’ ที่แมรี คูรีเชื่อว่า มี ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้อต่อแมรี คูรีอย่างที่สุด เพราะในยุคสมัยนั้น ผู้หญิงยังถูกกีดกันอย่างหนักในวงการงานวิจัยขั้นสูงของมหาวิทยาลัย ปีแอร์กล่าวกับคณะกรรมการอย่างแข็งขันว่า 1
    และปิแอร์ คูรีก็ทำจริง ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงานของแมรี คูรีในการสกัดหาธาตุเรเดียม กับงานที่แสนหนักและโหด จากแร่พิทชเบลนด์ (Pitchblende) ทั้งหมด 8 ตัน ใช้เวลาเริ่มต้นต้มและแยกส่วนต่างๆ จากแร่พิทชเบลนด์เป็นเวลาถึงสี่ปี โดยในขั้นตอนสุดท้าย ต้องแยกส่วนของเรเดียมในของเหลวที่ประกอบด้วยธาตุแบเรียมแทบทั้งหมด ด้วยกระบวนการให้ตกผลึกของของเหลวที่แยกส่วนต่างๆ ทั้งหมดถึง 5,677 ถ้วย จนกระทั่งประสบความสำเร็จ สกัดได้ธาตุเรเดียมปริมาณเพียงเล็กน้อย เหลือเป็นเพียงคราบรอยของบางสิ่ง ที่มองไม่เห็นเป้นผลึกด้วยตาเปล่า อยู่ก้นถ้วยสุดท้าย
    จากผลงานการค้นพบธาตุเรเดียม ทำให้แมรี คูรีปิแอร์ คูรีร่วมกับอองรี แบ็กเกอเรล (Henri Becquerel :ค.ศ. 1852 – 1908) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี ค.ศ. 1903 ร่วมกัน โดยในส่วนของแบ็กเกอเรลได้รับรางวัลในฐานะผู้เริ่มต้นการทดลองนำไปสู่การค้นพบ Radiation (กัมมันตภาพรังสี) ซึ่งในตอนแรกแมรี คูรีเรียกว่า รังสีแบ็กเกอเรล (Becquerel Rays) โดยที่แมรี คูรีเป็นคนตั้งชื่อว่า Radiation
    ถ้าปีแอร์ คูรีไม่รักและไม่เชื่อมั่นในตัวของแมรี คูรีอย่างแท้จริง การค้นพบธาตุเรเดียมโดยแมรี คูรีก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และโลกก็ไม่มีนักวิทยาศาสตร์หญิงคนดังที่สุดของโลก
    ผู้เปิดประตูกว้างให้กับนักวิทยาศาสตร์หญิงในโลกของงานวิจัยวิทยาศาสตร์ ที่ครอบครองโดยนักวิทยาศาสตร์ชายมาก่อน
    ปีแอร์ คูรีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถม้า ในกรุงปารีสปีค.ศ. 1906 และแมรี คูรีก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ฟิสิกส์แทนสามี และเป็นศาสตรจารย์ฟิสิกส์หญิงคนแรกของวงการวิทยาศาสตร์โลกด้วย
    แมรี คูรีได้รับรางวัลโนเบลครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1911 เป็นรางวัลโนเบลสาขาเคมี

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);