รักษ์สุขภาพ : หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
  
  
ColumDetail
11
รักษ์สุขภาพ : หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
 
 

HUG Magazine ปีที่ 8 ฉบับที่ 2
รักษ์สุขภาพ


หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท

หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท

  หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทเป็นโรคที่เกิดจากอวัยวะที่อยู่คั่นระหว่างกระดูกสันหลัง เกิดการผิดรูปแล้วยื่นออกไปเบียดกดเส้นประสาทของไขสันหลัง ก่อให้เกิดอาการจากการกดเบียดนั้น เป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีอาการหลากหลายตั้งแต่เป็นน้อยๆ รบกวนชีวิตประจำวันไปจนถึงเป็นมากจนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

หมอนรองกระดูกคืออะไร
    ร่างกายของคนเราจะมีกระดูกสันหลังทำหน้าที่เป็นแกนกลางของร่างกายที่รับน้ำหนักจากศีรษะ เรื่อยลงมาจนถึงกระดูกเชิงกราน จากนั้นจะถ่ายน้ำหนักต่อไปที่ก้น (ในท่านั่ง) หรือลงไปที่กระดูกขา (ในท่ายืน) โดยกระดูกสันหลังแต่ละชิ้น จะถูกคั่นไว้ด้วยหมอนรองกระดูก ที่จะมีลักษณะเป็นเอ็นเหนียวภายนอกและภายในอ่อนนุ่ม
    โดยหมอนรองกระดูกนี้จะมีความยืดหยุ่นกว่ากระดูกทำหน้าที่ร่วมกับกล้ามเนื้อหลังกระจายน้ำหนักเวลาที่เราเอียงหรืองอตัว และทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกที่ส่งผ่านแนวกระดูกสันหลังให้ลดลง หากเกิดความผิดปกติ เช่น บวม ฉีกแตก อาจจะเกิดการเคลื่อนไปกดอวัยวะรอบๆ ของมัน ซึ่งอวัยวะที่อยู่ใกล้ที่สุด และเกิดอาการผิดปกติได้มากที่สุดก็คือ ไขสันหลัง และเส้นประสาทที่ออกจากไขสันหลัง
    ปัจจัยเสี่ยงของโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
    1.  กรรมพันธุ์
    2.  น้ำหนักตัว : ที่จะทำให้แรงกดต่อกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกเพิ่มมากขึ้น
    3.  อายุ : อายุที่มากขึ้นจะทำให้หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดการฉีกแตกได้ง่ายขึ้น
    4.  ลักษณะการทำงาน : งานที่ต้องยกของหนักหรือต้องใช้กำลังมากๆ จะเสี่ยงต่อการเกิดแรงกดต่อกระดูกสันหลังมากจนเกิดอาการได้ งานที่ต้องนั่งเป็นเวลานานๆ และนั่งผิดท่า ก็ทำให้เกิดแรงกดที่หมอนรองกระดูกที่บั้นเอวได้
    5.  อุบัติเหตุ : การกระทบกระแทกแรงๆ ในอุบัติเหตุ สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บที่หมอนรองกระดูกได้

อาการของหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
     เมื่อหมอนรองกระดูกมีการผิดปกติจนเกิดการกดเบียดเส้นประสาท จะก่อให้เกิดอาการของเส้นประสาทเส้นนั้นๆ ได้ โดยอาการที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่
     -    ปวด โดยอาการปวดนี้จะขึ้นกับว่าการกดทับเกิดขึ้นที่ใด หากเป็นการกดทับของหมอนรองกระดูกที่บริเวณคอ ก็อาจจะไปกดเส้นประสาทที่เลี้ยงแขนจนเกิดปวดแขน เป็นหมอนรองกระดูกที่ระดับสะโพก ก็จะเกิดอาการปวดร้าวที่ขาหรือบริเวณก้น
     -    ชา อาการชาที่เกิดขึ้น พบได้ทั้งแบบจับหรือสัมผัสแล้วไม่รู้สึก หรือรู้สึกยิบๆ การสัมผัสไม่ปกติ จะเกิดในแนวของเส้นประสาทที่ถูกเบียดกด
     -    อ่อนแรง หากการกดทับเส้นประสาทมีมาก ก็จะมีอาการอ่อนแรงอ่อนกำลัง หยิบจับของลำบากหรือเดินลำบากขึ้น
     โดยอาการทั้งหมดนี้มักจะเกิดมากขึ้นเมื่อมีการไอจามหรือการรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะสิ่งดังกล่าวจะทำให้เกิดแรงดันกดเข้าไปที่หมอนรองกระดูกให้ไปกดที่เส้นประสาทมากขึ้น และหากอาการที่เป็นนั้นเป็นมากขึ้นจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีอาการควบคุมการขับถ่ายได้ไม่ปกติ ก็จำเป็นจะต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัย

      จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อพิจารณาลักษณะอาการ ตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง และโรคที่เป็นไปได้ เนื่องจากว่าอาการของหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทที่ได้กล่าวมานั้น ยังมีอีกโรคอีกหลายโรคที่มีการกดทับเส้นประสาทเหมือนกันก็สามารถก่อให้เกิดอาการที่คล้ายคลึงกันได้
      การตรวจร่างกายอาจจะมีการตรวจการรับสัมผัส กำลังของกล้ามเนื้อ การเคาะ Reflex ดูการตอบสนองของเส้นประสาท การเดินการทรงตัว หรือการใช้งานของมือและแขน หากพบว่าตำแหน่งใดมีความผิดปกติ ก็จะมีการสั่งตรวจพิเศษเพิ่มเติมเพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น
     1.  เอ็กซเรย์ : การเอ็กซเรย์เป็นการส่งตรวจที่ไม่สามารถตรวจภาวะหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทได้ แต่มักจะถูกสั่งทำเพื่อใช้ในการค้นหาโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกันออกไป
     2.  เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ : เป็นการเอ็กซ์เรย์จากหลายตำแหน่งเพื่อนำมาประกอบกันเป็นภาพ มักใช้เพื่อดูลักษณะของกระดูกสันหลัง
     3.  การฉีดสีเข้าช่องไขสันหลัง : เป็นการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปยังช่องโพรงไขสันหลัง จากนั้นเอ็กซ์เรย์เพื่อดูว่ามีตำแหน่งใดที่หมอนรองกระดูกมีการยื่นเข้ามาในช่องไขสันหลังหรือไม่
     4.  การตรวจสัญญาณไฟฟ้าของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท : เป็นการตรวจสัญญาณไฟฟ้าที่ไหลผ่านกล้ามเนื้อและเส้นประสาทในตำแหน่งต่างๆ เพื่อการจำกัดวงเส้นประสาทที่ถูกกดทับ
     5.  การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า : เป็นการตรวจดูว่าเส้นประสาทภายในไขสันหลังส่วนใดตำแหน่งไหนที่ถูกกดทับ และถูกกดทับจากอะไร
      แพทย์จะเลือกวิธีการตรวจขึ้นอยู่กับโรคที่สงสัย ข้อบ่งชี้ และข้อห้ามต่างๆ ของผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษา
      การรักษามีหลายวิธีซึ่งการเลือกวิธีแบบใดก็ขึ้นกับอาการและความรุนแรงของโรค
     1.  การใช้ยา : ยาที่ใช้จะมีทั้งกลุ่มยาลดอาการอักเสบ ยาลดอาการปวด และยาคลายกล้ามเนื้อ
     2.  การทำกายภาพบำบัด : โดยมีตั้งแต่การออกกำลังเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของโครงสร้างรอบกระดูกสันหลังเพื่อให้ช่วยรับน้ำหนักให้กับหมอนรองกระดูก ไปจนถึงการใช้อุปกรณ์ต่างๆ (อัลตราซาวน์ความร้อนความเย็น การดึง อุปกรณ์ช่วยพยุงหลัง)
     3.  การรักษาด้วยการผ่าตัด : มักใช้ในรายที่มีการกดทับของเส้นประสาทอย่างรุนแรง หรือใช้วิธีอื่นในการรักษาแล้วไม่ได้ผลที่น่าพอใจ
     4.  การรักษาแบบ Intervention : เป็นการรักษาแบบมิใช่การผ่าตัด ใช้ในผู้ที่รักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดแล้วยังไม่ได้ผล แต่ยังไม่รุนแรงถึงกับต้องผ่าตัด เช่น การฉีดยาเข้าไปที่รอบๆ เส้นประสาทไขสันหลังเพื่อลดการอักเสบหรือปวด
     ทั้งนี้การจะเลือกวิธีการรักษาจะขึ้นกับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอาการ สิ่งตรวจพบ ผลการตรวจภาพถ่ายรังสี หรือการตอบสนองกับการรักษาที่ผ่านมาซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนจะแตกต่างกัน จึงต้องพูดคุยกับแพทย์ผู้รักษาถึงข้อดีข้อเสียของการรักษาแต่ละชนิดให้ดีครับ

การป้องกันและการดูแลตนเอง
     1.  ลดน้ำหนัก : การลดน้ำหนักจะทำให้แรงดันที่กดลงบนหมอนรองกระดูกลดลง ทำให้อาการดีขึ้นได้
     2.  นั่งและยืนให้ถูกท่า : นั่งและยืนในท่าหลังตรง ในผู้ที่นั่งนานๆ ควรนั่งให้ชิดพนังเก้าอี้ หากเก้าอี้ไม่รองรับหลังดีพอ จะต้องซื้อแผ่นรองรับหลังมาใส่
     3.  ทำกิจกรรมต่างๆ แบบไม่ทำร้ายหลัง : ยกของหรืออุ้มลูกจากพื้นด้วยการย่อเข่าและหลังตรง การเล่นกีฬาที่ไม่ออกแรงหลังมากเกินไป
     4.  กายบริหาร : เน้นท่าที่เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลำตัว เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมาแบ่งเบาภาระของหมอนรองกระดูก
       โรคนี้เป็นโรคที่หากเป็นหนักขึ้นมาจะมีความยุ่งยากในการตรวจและรักษามาก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เป็น และสำหรับใครก็ตามที่เป็นไปแล้ว การดูแลตนเองให้ถูกต้องจะช่วยลดการดำเนินโรคหรือแม้แต่ทำให้อาการดีขึ้นได้ครับ
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);