ชีวิตความรักกับจักรวาล : เสน่ห์วิทยาศาสตร์ทะลุมิติ
  
  
ColumDetail
11
ชีวิตความรักกับจักรวาล : เสน่ห์วิทยาศาสตร์ทะลุมิติ
 
 

HUG Magazine ปีที่ 8 ฉบับที่ 2
ชีวิตความรักกับจักรวาล

เสน่ห์วิทยาศาสตร์ทะลุมิติ

เสน่ห์วิทยาศาสตร์ทะลุมิติ

    ในโลกวิทยาศาสตร์มีเรื่องสุดโต่งมากมาย ทั้งเรื่องสุดโต่งที่ดูง่ายๆ ตรงๆ และเรื่องสุดโต่งที่แปลกอย่างเหลือเชื่อ
    ตัวอย่างเรื่องสุดโต่งแบบง่ายๆ ตรงๆ คือกฎว่าด้วยการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตันว่า แรงกิริยา (Action) = แรงปฏิกิริยา (Reaction) มีขนาดเท่ากันแต่กระทำในทิศทางตรงกันข้าม (คนกำลังโมโหโกรธใครมาแล้วระบายด้วยการต่อยกำแพงก็จะรู้ซึ้งถึงกฎข้อนี้ด้วยแรงปฏิกิริยาที่กำแพงโต้กลับแรงกิริยาของกำปั้น)
    แล้วเรื่องวิทยาศาสตร์สุดโต่งที่แปลกทะลุมิติล่ะ?
    วันนี้ผู้เขียนขอนำท่านผู้อ่านไปรู้จักกับเรื่องวิทยาศาสตร์สุดโต่งที่แปลกทะลุมิติ3 เรื่อง

    เรื่องที่หนึ่ง : การท่องเวลาหรือ Time Travel
    การท่องเวลาเป็นเรื่องแปลกสุดโต่งแค่ไหน
    ถ้าการท่องเวลาเกิดขึ้นได้จริง ลองนึกดูว่าผลที่จะเกิดขึ้นได้ จะสร้างความโกลาหลหรือความยุ่งยากเพียงใด ประวัติศาสตร์ของมนุษย์แต่ละคนของแต่ละประเทศและของโลกจะเปลี่ยนไปได้แค่ไหน
    สงครามโลกครั้งที่สองอาจจะจบลงด้วยชัยชนะของฮิตเลอร์มุสโซลินีและกองทัพลูกพระอาทิตย์ โลกวิทยาศาสตร์ไม่มีทฤษฎีสัมพันธภาพ เพราะไม่มีนักวิทยาศาสตร์ชื่อไอน์สไตน์ แล้วที่สำคัญคือท่านผู้อ่านและตัวผู้เขียนเองก็อาจจะไม่ได้เกิด เพราะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในอดีต ทำให้ผู้ให้กำเนิดของพวกเราไม่ได้พบกัน
    ทว่าในเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว เรื่องของการท่องเวลา ไม่ว่าจะเป็นการท่องเวลาจากอดีตไปสู้อนาคต หรือจากอนาคตสู่อดีต ก็ไม่ถูกห้ามว่าเป็นไปไม่ได้
    ความแปลกสุดโต่งทะลุมิติของเรื่องการท่องเวลาก็คือในเมื่อการท่องเวลาสามารถจะเกิดขึ้นได้ แล้วทำไมจึงยังไม่เคยมี ‘นักท่องเวลา’ มาเยือนโลกเลย
    ประเด็นปัญหาของการท่องเวลาของนักวิทยาศาสตร์โลกวันนี้ จึงมิใช่ว่า ‘การท่องเวลาเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ’หากเป็น‘ ทำไมจึงยังไม่เคยมีนักท่องเวลาปรากฏตัวให้เห็นกันเลย’

                เสน่ห์วิทยาศาสตร์ทะลุมิติ

    เรื่องที่สอง : มนุษย์ต่างดาว
    ในส่วนหนึ่งเรื่องมนุษย์ต่างดาวก็คล้ายกับเรื่องการท่องเวลา ที่เป็นเรื่องซึ่งในอดีตวงการวิทยาศาสตร์ถือว่า เป็นเรื่องไม่มีสาระทางวิทยาศาสตร์ แต่ในปัจจุบันวงการวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง เพราะอย่างวิทยาศาสตร์แล้วแทบจะไม่มีเหตุผลใดเลยที่จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล จะมีเพียงโลกเท่านั้นที่มีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาถึงระดับเรียกว่ามนุษย์อาศัยหรือถือกำเนิดขึ้นมา
    แต่ที่แตกต่างไปจากเรื่องการท่องเวลาคือ ในขณะที่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานใดๆ เป็นรูปธรรมว่าได้มี ‘นักท่องเวลา’ มาเยือนโลกปัจจุบันหรือในอดีตแล้ว เพราะสำหรับเรื่องของมนุษย์ต่างดาว มีข่าวมากมายทั่วโลกที่ออกมายืนยันว่าตนได้พบกับมนุษย์ต่างดาวมาแล้ว ผู้หญิงบางคนก็เป็นข่าวว่าได้ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป มีเพศสัมพันธ์กับมนุษย์ต่างดาว และกำลังตั้งท้องมนุษย์ต่างดาวอยู่
    อย่างไรก็ตาม อย่างวิทยาศาสตร์แล้วเรื่องของมนุษย์ต่างดาว ถูกแยกออกเป็นคนละเรื่องกับยูเอฟโอ (UFO) ซึ่งมีรายงานหลักฐานมากมายตั้งแต่กลางศตวรรษที่ยี่สิบ เป็นจำนวนนับแสนรายงานจากทั่วโลก และจากพยานที่มีทั้งตำรวจ นักบิน มนุษย์อวกาศแล้วก็นักวิทยาศาสตร์ อีกทั้งจากคนทั่วไปที่มีมากกว่าหนึ่งคน (เพราะถ้าเห็นยูเอฟโอเพียงคนเดียว และเป็นคนไม่มีประสบการณ์หรือความรู้ในการแยกแยะสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้นจากสิ่งที่เป็นยูเอฟโอจริงๆ)
    แต่บทสรุปใหญ่อย่างเป็นวิทยาศาสตร์วันนี้คือ ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ของรายงานเรื่องยูเอฟโอเป็นเรื่องที่มีคำอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ภาพลวงตา ดาวเคราะห์บางดวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวศุกร์ หรือเป็นสิ่งบินที่เป็นของมนุษย์เอง เช่น เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินทดลอง รวมไปถึงการสร้างยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาวโดยฝีมือมนุษย์เอง
    ส่วนอีกประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของรายงานเกี่ยวกับยูเอฟโอ ที่ยังไม่มีคำอธิบายก็เพราะยังขาดข้อมูลหลักฐานที่จะช่วยชี้ชัดว่า เป็นเพียงยูเอฟโอหรือเป็นมนุษย์ต่างดาวจริงๆ
    อย่างไรก็ตามเรื่องมนุษย์ต่างดาวนับวันก็ยิ่งเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทะลุมิติจริงๆ เพราถึงแม้จะขาดข้อมูลหลักฐานชี้ชัดว่ามนุษย์ต่างดาวได้มาเยือนโลกแล้ว แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์มีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งในอดีตไม่นานมานี้และในปัจจุบัน ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง ถึงแม้จะยังมาไม่ถึงโลก จนกระทั่งประเด็นใหญ่ที่กำลังมีการถกกันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มิใช่ว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่ หากเป็นว่ามนุษย์ต่างดาวจะมาถึงโลกเมื่อไร และถ้าพวกเขามาถึงโลกจะมาอย่างเป็นมิตรหรือศัตรู

    เรื่องที่สาม : ตายแล้วไปไหน
    อย่างเป็นวิทยาศาสตร์แล้ว คำถาม ‘ตายแล้วไปไหน’ มีคำตอบของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ชัดเจนในระดับหนึ่งว่า ‘ตายแล้วก็ไม่ไปไหน’ เพราะชีวิตคนเราก็มีเพียงเท่านี้ เมื่อร่างกายหมดสภาพการมีชีวิตอยู่ คือเมื่อหัวใจและสมองตายสิ่งที่หลงเหลืออยู่ต่อไปก็มีเพียงร่างกายที่จะเสื่อมสลาย ถ้าไม่ถูกรักษาด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ให้ร่างกายคงสภาพไม่เน่าเปื่อยต่อไปได้อีกนานแสนนาน
    แล้วทำไมจึงต้องมีคำว่า ‘ชัดเจนระดับหนึ่ง’ ก็เพราะว่ามีวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลกก็ยังไม่แน่ใจว่าความตายเป็นสิ่งสุดท้ายของมนุษย์คนหนึ่งจริงหรือไม่
    ตรงกันข้ามกับทางศาสนา เรื่องตายแล้วไปไหน มีคำตอบชัดเจนและเป็นหลักพื้นฐานของศาสนาสำคัญทั่วโลกว่าความตายมิใช่ภาวะสุดท้ายจริงๆ ของมนุษย์ สิ่งที่ยังอยู่เป็นนิรันดร์คือ ‘วิญญาณ’ ที่จะดำรงอยู่ต่อไป ส่วนจะอยู่หรือเป็นไปอย่างไรต่อไปก็ขึ้นอยู่กับหลักการพื้นฐานของแต่ละศาสนา
    สำหรับศาสนาพุทธ ตายแล้วไปไหนก็ขึ้นอยู่กับ ‘กรรม’ ของแต่ละคน ทางด้านศาสนาคริสต์ ตายแล้ววิญญาณก็กลับคืนสู่พระเจ้า
    มีประเด็นน่าสนใจว่าสองแนวคิดเรื่องตายแล้วไปไหน แตกต่างกันอย่างที่สุดระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนา ซึ่งไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ แล้วอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
    คำตอบหนึ่งที่ผู้เขียนมองเห็นคือสำหรับโลกปัจจุบัน แตกต่างจากโลกอดีตในสมัยยุคมืดที่ศาสนากับวิทยาศาสตร์อยู่ร่วมกันไม่ได้ เพราะทุกวันนี้สภาพการณ์ที่ปรากฏชัดเจนคือ วิทยาศาสตร์กับศาสนาอยู่ร่วมกันได้ และต่างก็เคารพซึ่งกันและกัน เห็นความสำคัญซึ่งกันและกันสำหรับการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ
    ฝ่ายวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับในความสำคัญและจำเป็นของศาสนา ที่จะช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ฝ่านศาสนาก็เปิดกว้าง ยอมรับวิทยาศาสตร์ในส่วนเป็นองค์ความรู้และนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่
    บางทีการที่วิทยาศาสตร์ก็มาสามารถพิสูจน์ให้เห็นเต็มร้อยได้ว่า ‘ตายแล้วก็ไม่ไปไหน’ และในวงการวิทยาศาสตร์ก็ยังเปิดประตูเสมอ สำหรับความรู้ความคิดใหม่ ไม่ว่าจะมีโอกาสน้อยแค่ไหนบวกกับข้อเท็จจริงทั่วโลกว่าคนหลายพันล้านคน ทั้งที่เป็นคนทั่วไปและนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แล้วคนหลายพันล้านคนจะเชื่ออย่างผิดๆ ไปหมดได้อย่างไร
    เพียงแค่นี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตายแล้วไปไหนจึงเป็นหนึ่งในเรื่องวิทยาศาสตร์ที่ยังแปลกทะลุมิติในโลกวิทยาศาสตร์ล้ำยุควันนี้!
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);