แขกรับเชิญ : เปลี่ยนความเครียดเป็นความสุข นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร
  
  
ColumDetail
09
แขกรับเชิญ : เปลี่ยนความเครียดเป็นความสุข นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร
 
 

HUG Magazine ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 
แขกรับเชิญ


 เปลี่ยนความเครียดเป็นความสุข นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร
นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร

เปลี่ยนความเครียดเป็นความสุข
นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร

    ความเครียดเป็นสิ่งที่แทบทุกคนจะต้องเจอ และเจ้าความเครียดนี้ก็ได้ส่งผลกระทบมากมาย แล้วเราจะจัดการความเครียดได้อย่างไร วันนี้ นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลนครธน และเจ้าของหนังสือ ‘เครียดอย่างฉลาด’ มีคำตอบมาให้เราค่ะ

ทำไมถึงสนใจเรื่องความเครียด
    ผมมีปัญหาโรคประจำตัวโรคหนึ่งคือโรคลำไส้อักเสบ เป็นมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นเรียนอยู่ มศ.1 จำได้ว่าผมต้องถือยาน้ำสีขาวๆ ไปโรงเรียน เพราะว่าปวดท้อง ก็กินยามาเรื่อยเลย เป็นๆ หายๆ จากนั้นมาปวดหนักๆ คือตอนที่ผมเข้าเรียนแพทย์ ผมจึงไปหาอาจารย์แพทย์ ในสมัยก่อนยังไม่มีกล้องอาจารย์แพทย์ก็ให้ผมกลืนแป้งเพื่อเอ็กซเรย์ พบว่ามีแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นที่เรียกว่า (Duodenum) ผมก็กินยา ตอนนั้นยาพัฒนาไปจากยาน้ำเป็นยาเม็ด กินแล้วก็ดีขึ้น แต่เป็นๆ หายๆ
    ที่นี้เมื่อผมมาเรียนแพทย์ ผมเริ่มรู้แล้วว่าโรคนี้มีสาเหตุหลักๆ มาจากความเครียด เพราะความเครียดจะทำให้มีฮอร์โมนความเครียดออกมา มีการหลังน้ำย่อยเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้เยื่อบุของกระเพาะและลำไส้บางลง ทำให้การติดเชื้อทางเดินอาหารเพิ่มมากขึ้น และกลายเป็นแผลเพิ่มมากขึ้น ผมเริ่มรู้แล้ว แต่ตอนนั้นผมรู้เฉยๆ ทำอะไรไม่ได้ เพราะผมก็ยังจมอยู่ในความเครียด
    หลังจากผมจบมาเป็นแพทย์แล้วก็ยังปวดอยู่อีก ผมไปหาอาจารย์และใช้กล้องส่องดูพบว่ามีแผลขนาดใหญ่ เริ่มมีพังผืดและลำไส้เริ่มบิดเบี้ยวแล้ว อาจารย์บอกว่าถ้าทิ้งไว้ต่อไปจะอุดตัน นั่นหมายถึงว่าผมจะต้องถูกผ่าตัด และทุกครั้งที่ส่องกล้องเข้าไปแล้วเจอแผลมีสิ่งหนึ่งที่แพทย์ทุกคนต้องทำคือการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจว่าส่วนนี้ไม่เป็นมะเร็งนะ ซึ่งนั่นเป็นจุดพลิกผันอย่างมากสำหรับผม
    ตอนนั้นผมน่าจะอายุประมาณ 32 – 33 มีลูกเพิ่งจะ 2 – 3 ขวบเอง ยังเล็กอยู่เลย แล้วช่วงนั้นงานหนักมาก ต้องอยู่เวร หารายได้พิเศษ ดูแลครอบครัว สร้างฐานะ แล้วก็ต้องพัฒนาวิชาชีพด้วย ต้องพยายามเพิ่มพูนวิชาการตัวเอง เพื่อทำให้เราเป็นคนที่มีความมั่นคงในวิชาชีพ ช่วงนั้นผมปวดหนักเลย
    หลังจากนั้นผมก็มาคิดว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนแปลงได้ ผมจึงเริ่มศึกษาศาสตร์การแพทย์ทางเลือกต่างๆ ที่จะช่วยเยียวยา ไม่ว่าเป็นการออกกำลังกาย การนอน สวดมนต์ ทำสมาธิ โยคะ ชี่กง ศิลปะ ดนตรี สะกดจิต หลายอย่างที่ผมไปศึกษามา ผมทดลองหมด แล้วที่น่ามหัศจรรย์คือ 20 ปีมานี้ ผมไม่ปวดท้อง ไม่ต้องกินยาเลย
    ผมว่านี่เป็นของขวัญที่ล้ำค่ามากๆ มีเงินก็ซื้อไม่ได้ คนเราต่อให้มีเงินเยอะแยะนะ พอปวดท้องก็ต้องไปซื้อหายามากิน หลังจากนั้นผมจึงสนใจเรื่องนี้มาตลอด

ความเครียดคืออะไร

    ความเครียดทุกคนรู้จักหมด แต่พอจะให้พูดออกมาเป็นคำพูดก็งงกันหมดเหมือนกัน มันคืออะไร มันเป็นนามธรรมมาก ซึ่งจริงๆ แล้วความเครียดมีอยู่ 2 ประเภทนะ มี ความเครียดทางกาย (Physical Stress) และ ความเครียดทางใจ (Psychological Stress) ซึ่งส่วนใหญ่จะพูดถึงความเครียดทางใจกันมากกว่า
    แล้วความเครียดทางกายคืออะไรครับ ก็คือการทำงานหนัก เช่น ยกของหนักๆ ยืนทั้งวัน ตากแดด ป่วย เป็นโรค ไม่สบาย ปวดหัว ปวดท้อง หรือการออกแรงเยอะๆ จะเกิดความเครียดทางกายขึ้น
    ส่วนความเครียดทางใจคือร่างกายไม่เป็นอะไรเลย มันเกิดความเครียด ความคิด ที่เรามักจะเจอก็คือคิดย้อนไปในอดีตแล้วไม่ยอมรับอดีตที่ผ่านมาห่วงหา อาลัยอาวรณ์ เสียดาย คิดไปในอนาคต วิตก กังวล คาดหวังในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง คือเกิดจากความคิด ทั้งคิดปรุงแต่ง คิดเปรียบเทียบ คิดหดหู่ คิดซึมเศร้า คิดหมดกำลังใจต่างๆ เป็นความคิดหมดเลย ส่วนร่างกายปกติ
    คือเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันเต็มๆ นะ ไม่มีทางที่จะเครียด ซึ่งพูดได้ง่ายมาก แต่ทำยากมาก จริงๆ แล้วมนุษย์ก็ต้องคิดนู่นคิดนี่ใช่ไหมครับ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ‘เครียด’ แล้ว

    อย่างแรกเลยให้ ‘ดูที่ใจของเราเอง’ ปัญหาคือเราไม่เคยมาดูที่ใจของเรา แต่มักจะเอาจิตส่งออกไปข้างนอก ไปดูข้างนอก ถามว่าวันๆ เราเคยดูข้างในใจไหม เราแทบไม่ค่อยดูเลยครับ แต่หากเราหยุดดูข้างนอก แล้วกลับเข้ามาดูข้างในใจ ถ้าพบว่าหนักๆ ตึงๆ แน่นๆ ไม่โปร่ง ไม่เบาสบาย นั่นแหละแปลว่าจิตเราเริ่มตึงเครียดแล้ว
    เพราะว่าถ้าจิตปกติ ต้องรู้สึกโปร่ง เบาสบาย แบบที่เขาเรียกว่าจิตประภัสสร... จริงๆ จิตมนุษย์ใสสะอาด แต่ปัญหาคือมีกิเลสเข้ามาคลุม เมื่อกิเลสเข้ามาจิตก็เศร้าหมองและเป็นทุกข์ ซึ่งความเครียดก็คือกิเลสตัวหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความอึดอัด ไม่สบายใจ จากนั้นก็จะส่งผลไปที่สมอง สมองก็จะส่งผลไปที่ร่างกาย
    สมองจะหลั่งสารเคมีสมอง ฮอร์โมน รวมถึงระบบกระแสประสาท การปิด – เปิดสวิตซ์ยีนต่างๆ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการทำงานของร่างกายทั้งหมดเลย ที่นี้ก็จะเริ่มแล้ว เริ่มปวดหัว ปวดท้อง ท้องผูก นอนไม่หลับ เป็นแผลในกระเพาะ หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง ความดันโลหิตขึ้น ภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อ มันมาเป็นชุดเลยนะ สุดท้ายที่รุนแรงมากสุดเลยคือมะเร็ง เพราะภูมิต้านทานที่จะไปกินเซลล์มะเร็งมันดร็อปลงจากการที่ฮอร์โมนความเครียดไปกดไม่ให้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ ทีนี้ยิ่งไปกันใหญ่ครับ
    ไม่มีมนุษย์คนไหนที่แยกกายและจิตออกจากกัน กายหวั่นไหวขนาดไหน จิตก็หวั่นไหวไปตามนั้น สมมติว่าเรามีแผล เราอาจบอกว่าปวดหนอ ปวดหนอ ปวดหนอ แล้วดูความปวด แต่จริงๆ ความปวดไม่เคยล็อคอยู่กับที่แค่ตรงนี้นะ ความปวดมันจะแพร่กระจาย โอ้ย ฉันปวดเหลือเกิน ทำไมปวดอย่างนี้ เราจะคิดไปเรื่อย ความปวดจะขึ้นมาถึงสมองเลย จริงๆ มันควรอยู่แค่ตรงที่มีแผลใช่ไหม แต่มันลุกลามไป
    พอมีปัญหาเครียดทางใจก็ส่งผลให้ร่างกายเจ็บปวด พอร่างกายเจ็บปวดก็จะส่งผลไปที่ใจอีก วนลูปแบบนี้ นี่คือสภาวะความเครียดซึ่งทุกคนสามารถรู้ได้ถ้าเรากลับเข้ามามองที่ใจตัวเอง
    อย่างที่สองให้ดูว่า ‘เราป่วยบ่อยเหลือเกิน’ คนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ติดเชื้อบ่อยๆ เป็นแผลในปาก ปวดหัวบ่อย ไมเกรนขึ้นนี่แน่นอนเลย ต้องมาดูแล้วว่า เอ้ย ใจเราต้องมีปัญหา กายเราต้องมีปัญหา แล้วปัญหาเกิดจากอะไร อย่างผมเองที่ปวดท้องบ่อยๆ ก็รู้ว่าเพราะผมเรียนแล้วเครียด แต่ปัญหาคือมีหลายคนไม่ยอมรับความเครียด
    ความเครียดเป็นสิ่งที่เรารู้ตัวเองดีที่สุด ตนต้องเตือนตนหรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเพื่อนเตือนเรา เพื่อนอาจจะเตือนว่า “เธอ ฉันว่าเธอเครียดแล้ว...” หรืออีกคนหนึ่งที่จะเตือนก็คือแพทย์นี่แหละ อย่างมีคนไข้มาพบแพทย์ แพทย์ดูแล้วว่ามาจากอาการเครียดแน่ๆ ไม่ว่าจะท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ท้องผูก นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ความดันขึ้น ใจสั่น ใจหวิว อ่อนแรง ไม่มีแรง เป็นหวัดบ่อยๆ ตรวจร่างกายก็ไม่เป็นอะไร ไม่เจออะไรเลย
    ก็ถามว่าคุณเครียดหรือเปล่า พักผ่อนเพียงพอไหม ทำงานหนักไหม ได้ออกกำลังกายหรือเปล่า... พอพูดคำว่าเครียดคนไข้จะปฏิเสธ “ไม่เครียดๆ” คือคนบางคนเครียดแต่ไม่รู้ว่าตัวเองเครียด ไม่รู้ว่าความเครียดหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่รู้ว่าความเครียดมันจ้องเล่นงานคุณอยู่
    ฉะนั้นอย่างที่สามให้ดู ‘การตอบสนองจากสิ่งรอบตัว’ ซึ่งอาจมาจาก ‘คน’ คุณเคยเห็นไหมเวลาเจอใครเครียด คนรอบข้างจะเครียดตามไปหมด เจ้านายเครียด ลูกน้องก็เครียด ถ้าที่บ้านพ่อแม่เครียด ลูกก็เครียดนะ ความเครียดนี้จะแผ่รัศมีออกไปให้คนข้างนอกรับรู้พลังความเครียดด้วย
    สมมติเราไปเจอเพื่อนถามว่า “วันนี้เป็นอะไร เครียดรึเปล่า ดูหน้าตาไม่ค่อยดีเลย” ซึ่งเราอาจมองไม่เห็นตรงนี้ก็ได้ “เธอวีนเหวี่ยงนะ คิ้วผูกโบว์ตลอดเวลา” “ช่วงนี้เธอไม่สบายบ่อย เป็นอะไรหรือเปล่า...” ปัญหาคือหลายๆ ครั้งคนเขาไม่กล้าเตือนเรา เพราะเขามาเตือนทีไรเราก็โวยกลับทุกที ฉะนั้นต้องปวารณาตน บอกเพื่อนว่าเธอสามารถเตือนฉันได้นะ เวลาฉันแปลกๆ ไป ช่วยเตือนฉันหน่อยสิ... ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เจ้านาย ลูกน้อง ให้มีสิทธิ์เตือนเราหมด หรือเดี๋ยวนี้เขามีโค้ชชิ่ง ไปหาไลฟ์โค้ชหรือนักจิตวิทยามาช่วยก็ได้
    ถ้าเรายอมรับ เราก็จะได้แหล่งที่ช่วยเรา เพราะบางทีเราก็ประเมินตัวเองพลาด ไม่รู้ตัวเองว่าตอนนี้เป็นอย่างไร เหมือนกับที่เราไม่รู้เลยว่าหน้าตาตัวเองเป็นอย่างไร จะรู้ก็ต่อเมื่อส่องกระจก เราอาจคิดว่าหน้าเราสะอาด เพราะจับดูแล้วเนียนเรียบ แต่ลองส่องกระจกสิ อาจมีรอยดำๆ ที่เรามองไม่เห็น
    อีกอย่างคือลองดูจาก ‘ชะตาชีวิตของเรา’ ก็ได้นะ บางทีอาจรู้สึกว่าทำไมช่วงนี้ซ้วยซวย... เคยได้ยินไหม ถ้าเรายิ้มให้กับโลก โลกจะยิ้มกับเรา ถ้าหากเราหน้านิ่วคิ้วขมวด คิดว่าจะมีหน้ายิ้มมาให้เราเหรอ มีแต่ความซวยจะมาเยือน แต่ถ้ายิ้ม หัวเราะ ทักทาย แสดงความสุขออกไปแล้วเดี๋ยวความสุขนั้นก็จะกลับเข้ามาหาเรา มันเป็นกฎแห่งแรงดึงดูด
    หรือเรียกว่าคือเซลล์สมองกระจกเงา/ เซลล์ประสาทกระจกเงา (Mirror Neuron) หมายความว่าเมื่อผมเห็นคนยิ้ม ผมก็จะยิ้มตามเขา เหมือนเวลาเราไปมองหน้าเด็กแล้วยิ้ม เด็กก็จะยิ้มตาม เพราะสมองเลียนแบบ ฉะนั้นถ้าเรามีความสุข โลกรอบตัวก็มีความสุขด้วย ตัวเราถูกสิ่งแวดล้อมมากระทบและก็ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน

จัดการความเครียดอย่างไร

    เรารู้แล้วว่าความเครียดคือความทุกข์อย่างหนึ่งใช่ไหม ก็ใช้หลักอริยสัจ 4 ของพระพุทธเจ้าเลย เริ่มจากทุกข์ ในที่นี้คือความเครียดใช่ไหม ก็ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าเราทุกข์ ถ้าไม่รู้ ปฏิเสธว่าฉันไม่ทุกข์ ไม่เครียด ฉันดีแล้ว ใครจะมาให้คำแนะนำก็ไม่สนใจ แบบนี้จบยกหนึ่งเลย
    เราต้องยอมรับก่อนว่าเราเครียด บางคนไม่ยอมรับ กลัวเสียฟอร์ม บอกไม่เครียดๆ โอ้ย สบาย... ก็เห็นชัดๆ ว่าเครียดนะ ต้องยอมรับก่อนว่าตัวเองเครียด และต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเอาความเครียดนั้นออกจากตัวเอง เหมือนอย่างผมตอนที่มีอาการปวดท้อง ผมรู้ว่ามันมาจากความเครียดของผม และผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกำจัดออกไป ผมจึงวางแผนว่าจะทำอย่างไรดี
    ต่อมาเราต้องดูที่สมุทัย คือต้นเหตุ หาสาเหตุความเครียดว่ามาจากไหน อย่างตัวผมเอง ผมรู้ว่ามาจากการที่ผมเป็นคนคิดเยอะ คิดมาก ต้องเดินทางไกลไปทำงาน รถติด งานหนัก เวลาพักผ่อนน้อย ฯลฯ ที่นี้เมื่อรู้สาเหตุ ผมถามว่าจะสู้หรือจะหนี ถ้ามันเล็กๆ น้อยๆ สู้ได้ก็สู้เลย
    ถัดมาคือนิโรธ หรือวิธีดับทุกข์ต่างๆ ให้ไปดับที่เหตุให้ได้ ดับได้ดับ ดับไม่ได้ก็หนีมัน แล้วไปหาเครื่องมือช่วยแก้เครียดที่มาช่วยให้อาการเครียดดีขึ้น และก็มรรคคือทุกข์หาย ผมมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น จิตใจดีขึ้น

เครื่องมือช่วยแก้เครียดอย่างง่ายมีอะไรบ้าง
    เวลาที่ผมถูกถาม “คุณหมอ บอกมาเลย อาวุธสู้เครียดที่ง่ายที่สุดคืออะไร” ผมตอบว่าอันดับแรกเลยคือ ‘ออกกำลังกาย’ ง่ายสุด เขาบอกว่านี่แหละยากที่สุด แปลกใช่ไหม สำหรับผมมันง่ายมากนะ แค่คุณใส่รองเท้าแล้วออกไปวิ่งได้เลย เวลาวิ่งเหนื่อยๆ มันเครียดไม่ได้ไง โอเค ใหม่ๆ อาจจะเครียด เนื่องจากเราไม่เคยออกกำลังกาย ปวดเมื่อย ล้า เหนื่อย แต่พอผ่านจุดหนึ่งแล้วจะเริ่มโปร่ง สบาย วิ่งเสร็จเหงื่อออก ได้ดื่มน้ำ อาบน้ำ ก็ตัวเบาสบาย เพราะเลือดไปสูบฉีด ไปเลี้ยงสมอง
    มีข้อมูลทางการแพทย์เยอะมากเลยครับว่า การออกกำลังกายแท้จริงแล้วผลมันส่งไปที่สมอง ส่วนผลที่ร่างกายคือผลพลอยได้ เมื่อออกกำลังกายมาได้สักพักหนึ่ง คุณจะเริ่มรู้สึกว่าหุ่นดีขึ้น ใส่เสื้อผ้าสวย ก็จะยิ่งเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง เกิดความเคารพตัวเอง ก็มีความสุขเพิ่มขึ้นมาอีก
    อันดับสองคือ ‘นอน’ การนอนไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนนอนไม่พอ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ การนอนช่วยให้สมองปลอดโปร่ง เคยได้ยินเรื่อง Sleep Deprivation Syndrome หรือภาวะการขาดนอนไหม โอ้โห มันทำให้เกิดโรคเยอะมาก เมื่อนอนไม่พอ จะตื่นขึ้นมามึนๆ งงๆ การตัดสินใจก็ไม่ดี วันนั้นก็รู้สึกไม่แจ่มใส อารมณ์ไม่ดีเลย เป็นผลมาจากแค่การนอนอย่างเดียว
    ความสูญเสียจากการขาดนอนนั้นมีมากมายมหาศาล ในอเมริกาประเมินความเสียหายออกมาเป็นเงินได้เจ็ดหมื่นล้านเหรียญจากภาวะของการขาดนอน แล้วนอนดีๆ นอนอย่างไร ก็คือนอนให้พอ นอนอย่างมีคุณภาพ นอนในปริมาณที่เพียงพอ 
    ต่อมาคือ ‘การหัวเราะและอารมณ์ขัน’ ถามว่าฝึกได้ไหม ฝึกได้นะ การฝึกเป็นคนมีอารมณ์ขันคือหัวเราะเลยครับ หัวเราะไม่จำเป็นนะครับ หลายๆ ครั้งเราหาเหตุผล ซึ่งการหาเหตุผลทำให้การหัวเราะนั้นได้หยุดลง บางคนหัวเราะขึ้นมา ก็ไปบอกเขาว่าจะบ้าเหรอ ไม่เห็นมีเรื่องให้น่าหัวเราะเลย นี่ไงไปหาเหตุผลให้การหัวเราะ ทำให้การหัวเราะหายไป     จะหัวเราะก็หัวเราะเลยครับ ผมถามว่าเราหัวเราะเพราะว่าเรามีความสุข หรือเรามีความสุขเพราะว่าเราหัวเราะ... ใช่ครับ เรามีความสุขเพราะเราหัวเราะ เมื่อได้หัวเราะเราจะมีความสุข ฝึกได้ครับ อย่าไปหาเหตุผล เมื่อหัวเราะบ่อยๆ ยิ้ม หัวเราะ มีอารมณ์ขัน สมองจะยอมรับว่าเราสนุก เรามีความสุข
    อีกอย่างคือ ‘ความรักและความศรัทธา’ ซึ่งมีอานุภาพยิ่ง ความรักและความเมตตาช่วยให้ความเครียดลดน้อยลง ปัญหาตอนนี้ที่เราเครียดคือ เราขาดความรักและความเมตตาทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น ความรักและความเมตตาตัวเองไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวนะ ต้องแยกออกจากกัน เพราะอย่างนั้นคือความรักไม่แท้
    ความรักแท้คือการเสียสละ คือการให้ การให้จะทำให้เรามีความสุข เมื่อรักและเมตตาตัวเองก็จะต้องมอบสิ่งดีๆ ให้ตัวเองใช่ไหม เมื่อรักและเมตตาคนอื่นก็จะต้องมอบสิ่งดีๆ ให้คนอื่น สิ่งเหล่านี้จะทำให้มีความสุข ความเชื่อความศรัทธาในความดีงาม หรือในบางสิ่งที่เหนือกว่าเราก็ทำให้มีความสุข คนที่ไม่เชื่ออะไร ชีวิตเขาก็จะไม่มีความสุขเลย เขาจะเกิดความสงสัยตลอดเวลา เพราะไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยว ความรักความศรัทธานี้เป็นอาวุธสู้เครียดได้อย่างดีเลย 
    ต้องฝึกครับ เริ่มจากสมองก่อน เราต้องเชื่อก่อนว่ามันเป็นจริง มันใช่ ขั้นต่อไปวิธีง่ายๆ คือคบหากัลยาณมิตรที่เขาเป็นแบบนั้น คนที่มองโลกในแง่ดี คนที่มีความรักและเมตตา มีความเชื่อศรัทธาในสิ่งที่ดีงาม คนที่เขายิ้มและหัวเราะเยอะๆ ให้อยู่กับเขา เพราะสิ่งที่เขาทำจะถูกซึมซับเข้ามาหาเราและสมองจะทำตามนั้นโดยไม่รู้ตัว

ทิ้งท้ายถึงคนเครียด   
    ก่อนอื่นต้องรักและเมตตาตัวเองให้ได้ แล้วไปหาว่าอะไรทำให้เราดีขึ้น หากพบกว่าตอนนี้อยากลดความเครียด นี่แหละคือจุดเริ่มต้น เรียกว่าเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเอง (Self Motivation) ทุกอย่างต้องแลก ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ คนที่จะทำให้เราได้ดีที่สุดมีแต่ตัวเราเอง สมมติไปบอกว่า เธอๆ ฉันเครียด มาทำให้ฉันหายเครียดหน่อยซิ แล้วยังไงล่ะ เขามาเล่นกับเราครั้งสองครั้งมันไม่หายเครียดหรอก เพราะไม่ได้ไปแก้ที่ต้นเหตุ ปัญหาส่วนใหญ่คือหลายคนไม่มีวินัย จะเอาเร็วๆ ขอความสุขแบบกึ่งสำเร็จรูป มีไหม ไม่มีหรอก ทุกอย่างต้องลงมือทำและฝึกฝนครับ
 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);