รักษ์สุขภาพ : ยาที่กินร่วมกันอันตรายถึงชีวิต
  
  
ColumDetail
17
รักษ์สุขภาพ : ยาที่กินร่วมกันอันตรายถึงชีวิต
 

HUG Magazine ปีที่ 7 ฉบับ 12 
รักษ์สุขภาพ

 


 ยาที่กินร่วมกันอันตรายถึงชีวิต

 

ยาที่กินร่วมกันอันตรายถึงชีวิต

     การรักษาโรคในปัจจุบัน นอกจากการรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่างกายเพื่อความสมดุล การผ่าตัด การใช้เครื่องมือ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำกันก็คือการใช้ ‘ยา’ซึ่งยาแผนปัจจุบันหลากหลายชนิดก็ผลิตจากสารที่ออกฤทธิ์ต่อส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างจำเพาะมากขึ้น ทำให้ได้ผล    เห็นชัด แต่ในทางกลับกันเมื่อเกิดผลแทรกซ้อนก็มักจะเกิดขึ้นชัดเจนเช่นเดียวกัน
     หนึ่งในความเสี่ยงทางการใช้ยาก็คือ การที่ผู้ป่วยได้ยามากกว่าหนึ่งชนิดแล้วยาที่ได้ไปนั้นไปเกิดปฏิกิริยาบางอย่างในร่างกายจนกระทั่งเกิดผลข้างเคียงที่ตามปกติจะไม่เกิดขึ้น ปฏิกิริยาบางอย่างก็อาจจะเป็นไม่มาก แต่บางอย่างอาจจะเป็นรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการได้เลยทีเดียว คู่ยาอันตรายที่ควรจะต้องระวังเอาไว้มีหลายตัวครับ เช่น

1. ยาหัวใจ Nitrate และยาช่วยให้อวัยวะเพศแข็งตัว

      ผู้ป่วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดบางรายจะมียาในกลุ่ม Nitrates ซึ่งช่วยในการขยายเส้นเลือดหัวใจทำให้ลดอาการเจ็บหน้าอกได้ ซึ่งเนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจเหล่านี้มักจะมีปัญหาเรื่องเส้นเลือดที่อื่นๆ อยู่แล้ว จึงมักเกิดปัญหาเรื่องอารมณ์ทางเพศได้โดยเฉพาะในผู้ชายที่จะมีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวได้
      แม้วงการแพทย์จะมียาที่ช่วยทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว เป็นยาในกลุ่ม PDE – 5 inhibitor ซึ่งตัวยามีหลายชนิด เช่น Sildenafil, Vardenafil และ Tadalafil แต่ปัญหาก็คือ เมื่อยาในกลุ่มนี้มาเจอกับยาในกลุ่ม Nitrates จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดขยายตัวรุนแรง จนทำให้เกิดภาวะความดันต่ำเฉียบพลันรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยบางครั้งอาจจะเสียชีวิตจากความดันต่ำรุนแรงจนเสียชีวิต บางรายความดันต่ำไปกระตุ้นให้เกิดเส้นเลือดสมองหรือเส้นเลือดหัวใจตีบรุนแรงได้
      โดยปกติแล้วยากลุ่ม Nitrates จะถูกสั่งโดยแพทย์หลังจากผู้ป่วยถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งคนทั่วไปก็มักไม่ไปหาซื้อเองถ้ายังไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจ... และสำหรับยาที่ช่วยให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวนี้ตามปกติก็ต้องมีการสั่งใช้ยาจากแพทย์ก่อน
โดยที่ก่อนสั่ง แพทย์ก็จะสอบถามเรื่องโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้อยู่ ซึ่งหากมีการใช้ยากลุ่ม Nitrates ก็จะไม่สั่งจ่ายยานี้ แต่บางครั้งผู้ป่วยไปรับยาจากโรงพยาบาลอื่นโดยไม่ได้แจ้งประวัติโรคประจำตัวเดิม หรือไปหาซื้อยาเองโดยไม่ได้ผ่านช่องทางปกติแล้วรับประทานเข้าไปพร้อมกัน ทำให้เกิดภาวะความดันต่ำรุนแรงจนเสียชีวิตได้
      อีกแหล่งหนึ่งที่อาจจะต้องระมัดระวังตัวยากลุ่มนี้ก็คือ ยาที่ระบุตนเองว่าเป็น ยาสมุนไพรปลุกอารมณ์ทางเพศ เพราะว่าเมื่อแพทย์ไม่สั่งจ่ายยา PDE – 5 inhibitor ให้ด้วยเหตุผลว่าจะไปตีกับยาหัวใจจนเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยก็อาจจะไปแสวงหายาชนิดอื่นโดยเข้าใจผิดว่าเป็นสมุนไพร
      ซึ่งก็พบว่าปัจจุบันมีการจำหน่ายยากระตุ้นที่อ้างสรรพคุณทางเพศเหล่านี้แล้วตรวจสอบภายหลังพบว่ามีการแอบผสมยาแผนปัจจุบัน PDE – 5 inhibitor เข้าไป ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ในผู้ป่วยหัวใจที่หลงเชื่อรับประทานเข้าไป

2. ยาไมเกรนกลุ่ม Ergot และยาหลายๆ ตัว

     หนึ่งในยารักษาไมเกรนที่คนนิยมใช้กันมากคือยาในกลุ่ม Ergot หรือ Ergotamine ใช้รักษาไมเกรนที่กินยาแก้ปวดชนิดอื่นแล้วไม่ดีขึ้น ซึ่งโดยตัวมันเองเป็นยาที่รักษาไมเกรนได้ดี แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวังคือ มันมีฤทธิ์หดหลอดเลือดได้
     ดังนั้นในกรณีได้ยามากเกินไปหรือยาออกฤทธิ์มากเกินไป ก็จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้ เช่น แขนขาขาดเลือดจนต้องตัดทิ้ง หรือเส้นเลือดสมองตีบ ทำให้ที่หน้าซองยามักจะมีการจำกัดจำนวนยาที่รับประทานในแต่ละครั้ง แต่ละวัน และในแต่ละสัปดาห์ว่าไม่ควรจะเกินกี่เม็ด

                 ยาที่กินร่วมกันอันตรายถึงชีวิต

      ยาชนิดนี้หากใช้ตามปกติมักจะไม่เกิดปัญหา แต่ในกรณีที่รับประทานยาบางชนิดร่วมไปด้วย ก็อาจจะไปทำให้ระดับยาในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้ โดยยาที่มีผลต่อระดับของยา Ergot ได้แก่ ยาต้านไวรัสเอชไอวีโดยเฉพาะในกลุ่ม Protease inhibitor, ยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานบางชนิด, ยาฆ่าเชื้อในกลุ่ม Macrolide, ยาต้านอาการซึมเศร้าบางชนิด
     โดยเฉพาะยาต้านไวรัสเอชไอวีในกลุ่ม Protease inhibitor ซึ่งมีรายงานว่าเมื่อรับประทานยากลุ่ม Ergot เข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงแขนและขาตีบอย่างรุนแรงจนบางรายถึงกับเสียอวัยวะได้
      ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีอาการของไมเกรนและต้องใช้ยา ควรไปรับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ให้แน่ชัดก่อนว่าเป็นไมเกรนจริง และจากนั้นหากต้องใช้ยาก็ต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรว่ากำลังใช้ยาชนิดใดอยู่
      ในทางกลับกันหากเป็นไมเกรนและใช้ยาในกลุ่ม Ergot อยู่ แล้วป่วยด้วยโรคอื่นๆ จนต้องใช้ยา ก็ต้องแจ้งเสมอว่ามีการใช้ยาในกลุ่มนี้อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการรับยาจากต่างสถานที่กัน

3. ยาวาร์ฟารินต้านการแข็งตัวของเลือด และยาหลายๆ ตัว
      ยาวาร์ฟาริน เป็นยาที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดช้าลง เป็นยาที่มักจะใช้ในโรคที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติหรือมีความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือด เช่น ในผู้ที่ผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม ในผู้ป่วยโรคเส้นเลือดดำใหญ่อุดตัน ลิ่มเลือดอุดตันในปอด และโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดสั่นพลิ้ว ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นโรคที่ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นสามารถไปทำอันตรายต่อผู้ป่วยจนเสียชีวิตได้
     ยาชนิดนี้จะไปที่ตับและรบกวนการสร้างโปรตีนที่ใช้ในการทำให้เลือดแข็งตัวโดยในระหว่างการออกฤทธิ์จะมีการใช้เอนไซม์ CYP450 ซึ่งอยู่ที่ตับในการจัดการกับยา ซึ่งเจ้าเอนไซม์ตัวนี้ก็เป็นเอนไซม์ที่ร่างกายใช้ในการจัดการกับยาหลากหลายชนิดมาก
     หากรับประทานยาวาร์ฟารินแล้วไปรับประทานยาในกลุ่มลดไขมันในเลือด ยาฆ่าเชื้อราชนิดกิน ยาแอสไพริน ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาฆ่าเชื้อในกลุ่ม Macrolide และ Quinolone ฯลฯ อาจจะทำให้ระดับของยาวาร์ฟารินเพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดเลือดออกรุนแรงและเสียชีวิตได้
      ในทางกลับกันหากรับประทานยานี้แล้วไปรับประทานยาในกลุ่มยารักษาไทรอยด์เป็นพิษ, ยาฆ่าเชื้อกลุ่ม Co – trimoxazole, ยาลดกรดในกระเพาะบางชนิด, น้ำผักใบเขียวในปริมาณมากๆ, สมุนไพรบางชนิด ก็อาจทำให้ระดับของยาวาร์ฟารินลดลง จนไม่ได้ผลในการรักษา และอาจทำให้เกิดลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นจนอันตรายถึงชีวิตได้เช่นเดียวกัน
      ในที่นี้ไม่ได้ระบุชื่อยาลงไป เนื่องจากยาที่รับประทานเข้าไปแล้วมีผลต่อการทำงานของยาวาร์ฟารินนี้มีจำนวนมากจนไม่น่าจะมีใครจำได้ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือหากใครต้องใช้ยาวาร์ฟารินนี้อยู่ แล้วมีอาการไม่สบายต้องใช้ยา ก็ควรไปพบแพทย์และให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยา
     ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของยานี้ ก็อาจจะต้องเจาะเลือดตรวจระดับการแข็งตัวของเลือดเป็นระยะเพื่อความปลอดภัย

4. Carbamazepine และ Erythromycin, Clarithromycin

     ยา Carbamazepine อยู่ในกลุ่มของยากันชัก ใช้ในการรักษาโรคลมชักและความผิดปกติทางระบบประสาทบางชนิด (เช่น ปวดหัวจากเส้นประสาทอักเสบ) ซึ่งโดยตัวยานี้หากใช้เกินขนาดก็จะเกิดผลข้างเคียงได้โดยเฉพาะผลข้างเคียงทางระบบประสาท เช่น อาการปวดหัว อาเจียน ตามองเห็นภาพซ้อน เดินไม่ตรงทาง ซึม ชัก หรือหมดสติ
     เนื่องจากการใช้ยากันชักชนิดนี้มักใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการไปซื้อยามารับประทานเองหรือไปตรวจรักษาด้วยโรคอื่นแล้วได้ยาที่ตีกันมาได้
     โดยยาที่ไม่ควรกินคู่กับยา Carbamazepine นี้และพบได้บ่อยก็คือยา Erythromycin และยา Clarithromycin ซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยยาทั้งสองชนิดนี้จะไปขัดขวางการขับทำลายยา Carbamazepine ออกจากร่างกายจนทำให้ระดับยาที่เคยปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้นจนเป็นอันตรายได้
      จากตัวอย่างยาทั้งสี่ชุดที่กล่าวมา เป็นหนึ่งในยาที่ควรระมัดระวังในการใช้ให้มาก เพราะว่าอันตรายที่เกิดขึ้นมีโอกาสถึงแก่ชีวิตได้ และข้อสำคัญที่ควรจำไว้ให้มั่นก็คือ การใช้ยาควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร และหากใช้ยาใดๆ อยู่แล้วไปรับการรักษาหรือรับยาชนิดใหม่มาก็ต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรที่จ่ายยาทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองครับ

 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);