กฎหมายสามัญประจำบ้าน : ศาลฮา ภาษาท้องถิ่น
  
  
ColumDetail
09
กฎหมายสามัญประจำบ้าน : ศาลฮา ภาษาท้องถิ่น
 

HUG Magazine ปีที่ 7 ฉบับที่ 7 
กฎหมายสามัญประจำบ้าน : บุญร่วม เทียมจันทร์

 


ศาลฮา ภาษาท้องถิ่น

 

ศาลฮา ภาษาท้องถิ่น

    แม้กฎหมายจะเขียนไว้ว่า ‘การพิจารณาคดีให้ใช้ภาษาไทย’แต่ภาษาไทยเราก็มีภาษาท้องถิ่นอยู่ด้วย ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ก็ใช้กันไปคนละอย่าง คนภาคเหนือไป ฟังคนภาคใต้ก็เข้าใจไปอย่างหนึ่ง คนภาคใต้ฟังคนอีสานเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง ทำให้เข้าใจ ผิดกันได้ ในโรงศาลก็เหมือนกัน
    ส่วนมากผู้พิพากษา ทนาย อัยการ จะใช้ภาษาไทยภาคกลางเป็นหลัก เมื่อโจทก์ จำเลย พยาน เป็นคนภาคอื่น เขาพูดจาใช้ภาษท้องถิ่นของเขาทำให้นักกฎหมายที่ไม่เข้าใจภาษาท้องถิ่นเข้าใจผิดได้ และอาจทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีก็พลอยผิดไปด้วย เพราะเข้าใจภาษาท้องถิ่นผิด จะยกตัวอย่างนักกฎหมายเข้าใจผิดในภาษาท้องถิ่นให้ท่านดูซัก 4 - 5 เรื่อง คงจะทำให้ท่านยิ้มได้บ้าง   

    คดีที่ 1 เรื่องปิดบ้าน   เหตุเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เสียหายเป็นหญิง อายุประมาณ 50 ปี ถูกคนร้าย 3 คน ร่วมกันปล้นกลางทางขณะเดินทางกลับบ้าน คนร้ายเอาสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาทไป 1 เส้น    ผู้เสียหายเบิกความต่อศาลว่า “เมื่อฉันถูกปล้นแล้วฉันก็ ปิ๊ดบ้าน” ผู้พิพากษาถามผู้เสียหายว่า “ปล้นกลางทางแล้วกลับไปปิดบ้านทำไม พยานกลัวคนร้ายจะตามไปปล้นที่บ้านอีกเรอะ”
    “ไม่ใช่จ้ะ... ฉันปิ๊ดบ้าน” ผู้พิพากษาซักพยานปากนี้อยู่ตั้งนานจึงถึงบางอ้อว่า ที่พยานเบิกความว่า “เมื่อถูก ปล้นแล้วปิ๊ดบ้านนั้น” ความจริงพยานตอบว่า ‘ปิ๊กบ้าน’ ไม่ใช่ ‘ปิ๊ดบ้าน’ ดังที่ศาลเข้าใจ อัยการโจทก์อธิบายให้ศาลฟังว่า... คำว่า ‘ปิ๊กบ้าน’ ของคนภาคเหนือ คือ ‘กลับบ้าน’ ไม่ใช่ ‘ปิดบ้าน’ ครับท่าน กว่าจะถึงบางอ้อเล่นเอาศาลเหงื่อตก...       
     
     คดีที่ 2 เรื่องมันสู้ผม  เหตุเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยอยู่ในวัยหนุ่ม อายุ 20 ปี หน้าตาดี ถูกอัยการฟ้องว่า ข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวในวัยเดียวกัน ศาลถามจำเลยว่า จะรับสารภาพหรือจะปฏิเสธสู้คดี
    “จำเลยจะรับ หรือสู้คดี”
    “บ่ฮับครับ”
    “ก็ผู้เสียหายเขายืนยัน ไม่รับได้ยังไง”                               
    “บ่ฮับครับ มันสู้ผ่มครับ”                                       
    “ว่าไงนะ”                                           
    “มันสู้ผ่มครับ”                                       
    “อ้าว! ก็เราไปทำเขา เขาก็สู้เราสิ... ทำจริงก็รับซะ ศาลจะลดโทษให้”     
  
    จำเลยสั้นศีรษะ “บ่ฮับครับ มันสู้ผ่มครับ” ศาลเอามือเกาศีรษะ ไม่เข้าใจว่าทำไมจำเลยจึงพูดว่า “ไม่รับสารภาพ เพราะผู้เสียหายต่อสู้” ทนายจำเลยจึงแถลงให้ศาลทราบ...                   
    “ท่านครับ คำว่า ‘สู้’ ภาษาเหนือแปลว่า ‘รัก’ ครับ” ผู้พิพากษาจึงถึงบางอ้อว่า ที่จำเลยพูดว่า ‘มัน (ผู้เสียหาย) สู้ผ่มครับ’ คือ ‘มัน (ผู้เสียหาย) รักผมครับ’ ไม่ใช่ ‘ผู้เสียหายต่อสู้จำเลย’ ดังที่ศาลเข้าใจ โอ๊ย! ปวดหัว... ‘สู้’ แปลว่า ‘รัก’   

    เรื่องที่ 3 ขโมยยานัตถุ์                                    
    เหตุเกิดที่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขโมยยานัตถุ์ หนัก 1 กิโลกรัม ราคา 40 บาทของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ชั้นศาล ศาลสอบถามจำเลยว่าจะรับสารภาพ หรือจะต่อสู้คดี
    “ขโมยยานัตถุ์หนึ่งกิโลใช่ไหม”
    “ไม้ครับ”       
                                   
    “เอาไปทำไม ยานัตถุ์ตั้งกิโล เอาไปดมหรือขาย”                   
    จำเลยสั่นศีรษะ “ไม้ครับ”                                         
    “แล้วเอาไปทำอะไร”                                       
    “กินครับ”                                           
    “กินยานัตถุ์ บ้าแล้ว...”
ศาลเริ่มอารมณ์เสีย เข้าใจว่าจำเลยไม่บ้าก็เมา                   
    “เธอกินยานัตถุ์ได้เหรอ”                                   
    “ได้ครับ”   
                                       
     ศาลออกอาการหน้าแดงเพราะไม่พอใจที่จำเลยตอบว่า ‘กินยานัตถุ์ได้’ เสมียนสาวหน้าบัลลังก์เป็นคนใต้ เห็นท่าไม่ดีจึงบอกศาลไปว่า “ท่านคะ... ยานัตถุ์ ภาษาใต้แปลว่า สับปะรดค่ะ”         
    “สับปะรด!” ศาลตบโต๊ะดัง ปัง! เพราะภาษาใต้... ‘ยานัตถุ์ คือ สับปะรด’   
 
   เรื่องที่ 4 หัวนอน                   
                       
    เหตุเกิดที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน คนร้าย 3 คน บุกรุกเข้าปล้นบ้านนายบุญมา (คนภาคกลาง) มีภริยาเป็นคนอีสาน ชื่อ ‘บุญหลาย’ บุญมาเข้าเบิกความต่อศาลก่อนว่า คนร้ายทั้งสามคนเข้ามาทางทิศใต้ของห้องนอน บุญหลายชาวอีสาน เบิกความต่อศาลดังนี้
    “มันเข่ามาทางหัวนอนค่ะ”
    “ทางหัวนอน”     
    “ค่ะ”                              
                     
    “ทางทิศเหนือใช่ไหม”                                       
    ถ้าพยานตอบว่า ‘คนร้ายเข้ามาทางทิศเหนือ’ ก็ขัดกับคำเบิกความของนายบุญมาที่เบิกความว่า คนร้ายเข้ามาทางทิศใต้ของห้องนอน คำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสองก็จะแตกต่างกันทำให้ศาลยกฟ้องได้ พยานตอบศาลว่า “ทิศหัวนอนค่ะ”     
    “รู้แล้ว... ถามว่าทิศไหน เหนือหรือใต้”                               
    “ไม่รู้ค่ะ”                                           
    “อ้าว! แล้วเรานอนหันหัวไปทางทิศไหนล่ะ”                           
    “ทิศหัวนอนค่ะ”   
                                   
    “บ๊า!” ศาลออกอาการหงุดหงิด ถามว่าคนร้ายเข้ามาทางทิศไหนของห้องนอน พยานปากนี้ก็ตอบว่า... ‘หัวนอน หัวนอน’ อย่างเดียว แต่ไม่รู้ว่าทิศอะไร อัยการโจทก์เห็นว่าศาลไม่เข้าใจภาษาอีสาน คำว่า ‘หัวนอน’ จึงยืนขึ้นแถลงให้ศาลทราบ “ท่านครับ ‘หัวนอน’ ภาษาอีสาน แปลว่า ‘ทิศใต้’ ครับ...”   
    ศาลก็ถึงบางอ้อทันทีว่า ‘ทิศหัวนอน’ คือ ‘ทิศใต้’ ไม่ใช่ ‘ทิศเหนือ’ ดังที่ศาลเข้าใจ เพราะส่วนมากแล้วคนจะนอนหันหัวไปทางทิศเหนือ แต่รายนี้กลับนอนหันหัวไปทางทิศใต้

    เรื่องที่ 5 มือคาโคยย์                                   
    เหตุเกิดที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ขณะเกิดเหตุนางสาวเดือนยืนอยู่กับนายดวง (แฟนของนางสาวแดง จำเลย) อยู่ใกล้ๆ กับควายตัวหนึ่งที่ท้องนา นางสาวแดง จำเลยเห็นเช่นนั้นเกิดความหึงหวง เข้าใจว่านางสาวเดือนจะมาแย่งนายดวงแฟนของเธอ จึงตรงเข้ามาตบนางสาวเดือนหลายครั้ง นางสาวเดือนเป็นชาวอีสาน เข้าเบิกความต่อศาล           
    “เพิ่นเข้ามาต๊บตีข้อยหลายครั้ง” (เขาเข้ามาตบตีฉันหลายครั้ง)                       
    ตอนนั้นพยานกำลังทำอะไรอยู่ “มือข้อยยังคาโคยย์อยู่เลยค่ะ”
    ศาลทำท่าตกใจ “อะไรนะ!”                                         
    “มือข้อยยังคาโคยย์อยู่ค่ะ”                                   
    “อ้าว! โคยย์ใครล่ะ” (ศาลทำตาโต)                           
    “โคยย์พี่ดวงค่ะ”                                       
    ทนายจำเลยโพล่งออกมา... “เธอทำอะไรกับพี่ดวง”
    “เปล่าทำค่ะ ข้อยถือเชือกโคยย์ของพี่ดวง...”                       
    ทั้งศาล ทนาย อัยการ ต่างช่วยกันซักถามหนูเดือน จึงได้ความตรงกันว่า ขณะเธอถูกจำเลยตบนั้น มือของเธอยังถือเชือกควายของนายดวงอยู่ เฮ้อ! โล่งอกไปที... เพราะคำว่า ‘ควาย’ นั้น คนอีสานเขาพูดว่า ‘โคยย์’ ครับท่าน...   จากตัวอย่างคดีที่เล่ามานี้ ท่านคงจะเข้าใจแล้วว่าคนท้องถิ่นนั้นเมื่อมาเบิกความในโรงศาลแล้ว หากนักกฎหมายไม่เข้าใจภาษาของเขาแล้วก็อาจทำให้คดีเป๋ไปได้ สวัสดี       

ชมรมช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย
ยินดีรับปรึกษาปัญหากฎหมายฟรี
โทร.089-897-1334, 088-617-5445, 089-688-8902            

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);