เรื่องเล่าสะใภ้เกาหลี : สงครามประสาทวันตรุษจีน
  
  
ColumDetail
27
เรื่องเล่าสะใภ้เกาหลี : สงครามประสาทวันตรุษจีน
 

HUG Magazine ปีที่ 7 ฉบับที่ 5
เรื่องเล่าสะใภ้เกาหลี : มาดามคิม

 


สงครามประสาทวันตรุษจีน

 

สงครามประสาทวันตรุษจีน

    เคยเป็นไหม เวลาที่เราไม่เก็ตกับเรื่องอะไรบางอย่างที่คนส่วนใหญ่เขาทำกัน แต่เราต้องทำตามเพราะมันเป็นธรรมเนียมของคนหมู่มาก หรือไม่ก็ไม่อยากรู้สึกแตกต่างกับคนอื่น แต่ไม่จำเป็นเสมอไปที่เราจะต้องทำตามในสิ่งที่มันไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ หรือเปลี่ยนจนต้องเสียความเป็นตัวของตัวเองไป ใช่! โตมาจนแต่งงานมาเป็นปี คิดว่าวันนี้น่าจะเลือกทางเดินในชีวิตได้ทุกเรื่องแล้ว แต่หารู้ไม่ การเลือกที่จะแต่งงานกับสามีเกาหลีนั้น ทำให้ฉันต้องทำอะไรหลายๆ อย่างที่ฉันแม้แต่คิดจะวิ่งหนีก็ยังไม่ได้
    หลายๆ คนชอบถามว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในการใช้ชีวิตสะใภ้เกาหลีคืออะไร ต่อให้คนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า สามีเกาหลีมักจะเลิกงานช้า ปาร์ตี้หนัก กลับบ้านดึกทุกวันจะเป็นปัญหาติดอันดับที่ทำให้เกิดปัญหาหย่าร้างในคู่สามีภรรยาเกาหลี จนถึงขั้นเป็นคำถามเวลาไปสอบสัมภาษณ์วีซ่าสมรสที่สถานทูตก็เถอะว่าคุณจะยอมรับได้ไหม แต่สำหรับตัวฉัน มนุษย์ผู้ไม่ค่อยแคร์โลก นักปล่อยวางที่เพื่อนๆ ต่างยอมรับว่าจะไม่มีอะไรในโลกนี้ทำให้คนอย่างฉันสั่นสะท้านได้อีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องยอมพ่ายแพ้ให้กับ Culture shocked (คัลเจอร์ ช็อค) หรือ อุปสรรคของความแตกต่างทางวัฒนธรรมแบบเกาหลีนั่นเอง
    ในฐานะสะใภ้เกาหลีหัวใจไทย ผู้ไม่มีเชื้อสายชาวจีนเจือปนแม้แต่น้อยนิด ใช้ชีวิตแต่เล็กจนโตมาแบบไทยๆ ฉลองวันปีใหม่ 1 มกราคม เฮฮากับเพื่อนฝูง เล่นน้ำสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ 13 – 15 เมษายน ต่อด้วยลอยกระทง และเฮฮาปาร์ตี้วันคริสต์มาสบ้าง เพราะอยู่ในสังคมคนนับถือศาสนาคริสต์ และทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ แต่พอมารู้ว่าหลังจากแต่งงาน นอกจากจะได้สามีเป็นของตัวเองแล้วยังต้องน้อมรับวัฒนธรรมทางฝั่งบ้านเกาหลีมา นั่นก็คือ ‘เทศกาลวันตรุษจีน’

สงครามประสาทวันตรุษจีน
    ความทรงจำสำหรับตรุษจีนปีแรกที่ถูกคุณสามีแซะให้ลุกจากที่นอน ไปอาบน้ำตอนตีห้า กับอุณหภูมิติดลบ 3 องศา เพื่อต้องรีบเดินทางไปยังบ้านพ่อแม่สามีที่อยู่ห่างกันไม่ไกลมาก โดยที่ไม่รู้ว่าเบื้องหน้ามีขุมนรกของสะใภ้ที่รอต้อนรับสะใภ้น้องใหม่อย่างเราอยู่
    โดยปกติแล้วตามธรรมเนียมของสะใภ้ในทุกๆ วันไหว้เจ้า 3 ครั้งต่อปี บรรดาลูกสะใภ้จะออกเดินทางไปที่บ้านพ่อแม่สามี หรือ 시댁 (ชี่แทก) หรือบ้านของแม่ครัวใหญ่ในตระกูล เพื่อช่วยกันเตรียมของไหว้ ซึ่งจะประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผลไม้นานาชนิด ขนมไหว้ของเกาหลี พุทราแห้ง เกาลัด ต็อก รวมไปถึงสาหร่าย
    ซึ่งชนิดของปลา เนื้อสัตว์ และผลไม้จะแตกต่างกันไปตามปริมาณทรัพย์สินและความอลังการของบ้านนั้นๆ และที่ขาดไม่ได้ ต้องมีขึ้นบนโต๊ะไหว้ หรือ 제사상 (เจซาซัง) นั่นก็คือ 전 (จอน) หรืออาหารชนิดชุบแป้งทอดบางๆ ซึ่งเจ้าจอนนี่แหละคือสิ่งที่ลูกสะใภ้จะต้องมาช่วยกันนั่งทอดบนกระทะไฟฟ้าขนาดใหญ่ ประจันหน้าอังไฟกันเป็นชั่วโมง
    แต่ด้วยความโชคดีเพิ่งแต่งงานมาหมาดๆ แม่สามียังไม่อยากให้ทำงานอะไรหนักมาก (หรือกลัวไปทำของเค้าพังก็ไม่รู้) ปีแรกเลยไม่ได้ช่วยเตรียมอาหารอะไรสักอย่าง แต่กลับได้ประสบการณ์ที่น่าจดจำมาแทนจาก ‘พี่สะใภ้คนโต’
    ครอบครัวตระกูลคิมมีลูกสาวคนโต ลูกชายคนกลาง และสามีซึ่งเป็นคนเล็ก ทำให้ทุกครั้งที่มีงานรวมสะใภ้ ก็จะมีแค่พี่สะใภ้และตัวดิฉันมาทำหน้าที่เป็นลูกมือแม่สามี แต่เนื่องจากไม่มีประสบการณ์แถมภาษาเกาหลีตอนนั้นก็ยังเหมือนเด็กหัดเดินจะช่วยหยิบจับอะไรก็ไม่รู้คำศัพท์ เป็นความรู้สึกอึดอัดและกดดัน เพราะต่อให้มีตัวตนแต่ช่วยอะไรไม่ได้ แล้วฉันมานั่งทำอะไรตรงนี้ สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือแค่หยิบพานวางของไหว้มาเช็ดเงียบๆ ในมุมมืด และภาวนาให้พิธีการจบไวๆ ด้วยเถอะ

สงครามประสาทวันตรุษจีน
    ปกติแล้วถ้าจะถามสะใภ้สักสิบคนว่า เบื่ออะไรมากที่สุด? คงไม่พ้นการไปช่วยแม่สามีทำงานตามเทศกาลต่างๆ แต่ถ้าถามฉันคำตอบสุดท้ายคือ การต้องไปร่วมทำงานกับพี่สะใภ้คนโต นอกจากจะเอือมที่นางมักจะมีข้ออ้างทุกครั้งที่โผล่มาช่วยงานสาย จวนเจียนใกล้ถึงเวลาเริ่มพิธี เท่ากับว่าไม่ต้องช่วยเตรียมจัดแจงอะไร ยังถูกนางใช้ให้ทำโน่นนี่มากมายโดยไม่มีสิทธิ์เถียงได้ เพราะเป็นสิทธิ์ลำดับขั้นแบบสไตล์เกาหลี รุ่นพี่มีสิทธิ์สั่งรุ่นน้อง ได้แต่ทำตามแบบเงียบๆ
    หลังจากต้องทนดูพี่สะใภ้กินแรง ใช้ให้เราหยิบยกของมากมายไปเสิร์ฟที่โต๊ะอาหารหลังเสร็จสิ้นพิธีไหว้ อยากจะไปอ้อนสามีให้หายเหนื่อยซะหน่อย ยังโดนกีดกันแบ่งแยกไม่ให้กินข้าวร่วมโต๊ะกับสามี แต่ต้องไปกินข้าวโต๊ะเล็กกับสะใภ้และหลานๆ แทน ซึ่งต้องทนฟังพี่สะใภ้นินทาแม่สามีให้กับสะใภ้อีกคนฟัง ยิ่งอึดอัดกินข้าวไม่ลงเข้าไปใหญ่ หลังจากผู้ใหญ่แจกเงินปีใหม่ หรือที่เรียกว่า 새뱃돈 (แซแบโทน) ให้กับเด็กๆ หลานๆ พร้อมพูดคุย แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน นังสะใภ้ไทยนี่อยากรีบวิ่งหนีตีตั๋วเครื่องบินกลับไทยใจจะขาด นี่มันชีวิตละครหลังข่าวชัดๆ
    ไม่ใช่แค่เพียงหนึ่งปีเท่านั้นที่จะต้องมีการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ ช่วงเดือนเมษายังมีวัน 제사 (เจซา) วันไหว้บรรพบุรุษ และ 추석 (ชู่ซอก) วันไหว้พระจันทร์ ที่ต้องทำสิ่งคล้ายๆ กันนั่นคืองานรวมญาติ งานเตรียมอาหาร งานเผชิญหน้า แต่คุณรู้ไหมว่าการแค่ปรับมุมมองที่จะต่อต้าน จากที่เคยคิดว่า มันไม่ใช่วัฒนธรรมเรา ไมใช่บรรพบุรุษเราทำไมเราต้องไปร่วมด้วย เปลี่ยนมาคิดว่าการแต่งงานคือ เป็นครอบครัวเดียวกัน รวมเป็นสายเลือดเดียวกันไม่แบ่งแยก การช่วยเหลือพ่อแม่สามี ก็เหมือนกับการช่วยเหลือพ่อแม่แท้ๆ ของเรา
    การทำงานที่ยี้ตอนแรกก็กลับกลายเป็นเรื่องสนุก เพราะได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่สาวไทยคนอื่นไม่มีโอกาสได้รู้อีก แถมที่ชื่นชมวัฒนธรรมเกาหลีคือ ในหนึ่งปีจะมีหลายๆ ครั้งที่สมาชิกในครอบครัวได้กลับมาเจอหน้าพร้อมๆ กันทุกคน ช่วยกันทำงาน ถึงแม้จะโตจนแต่งงานแยกย้ายไปมีบ้านของตัวเองแล้วก็ตาม เมื่อลองมาเปรียบเทียบกับสังคมไทยสมัยนี้ที่วัฒนธรรมร่วมกันกับสมาชิกในบ้านเริ่มถูกลืมและมองข้าม กลายเป็นการเน้นสังสรรค์กับเพื่อนฝูงไปเสียหมด
    ส่วนเรื่องพี่สะใภ้คนโตจะคิดยังไงให้หายรำคาญใจได้น่ะเหรอ ถ้าเขาอยากจะมาทีหลังกินแรงก็ปล่อยไป เรารีบไปให้เร็วช่วยเหลือพ่อแม่สามีทำงาน กระตือรือร้นคอยหยิบส่งข้าวของ ล้างจานชาม ถึงแม้จะพูดแสดงความรู้สึกอะไรไม่ได้มากเหมือนคนเกาหลีทั่วไป แต่หัวใจลูกสะใภ้ตระกูลคิมมาแรงจัดเต็มขนาดนี้ อยู่บ้านนี้ยังไงก็มีความสุข แถมคุณแม่ยังเลียบๆ เคียงๆ ฝากฝังให้ดูแลพิธีไหว้หากท่านเสียไปแล้ว ฮั่นแน่! หรือว่าบ้านนี้ลูกสะใภ้คนเล็กจะได้ขึ้นคุมตำแหน่งแม่ครัวใหญ่ โปรดติดตามได้ในภายภาคหน้านะฮะ อิอิ
    새해 복 많이 받으세요 ‘แซแฮ โพก มานี พาตือเซโย’ สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ
 

 

 

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website

Enter the code shown above in the box below

  
  
new laws

จากเพื่อนเลื่อนเป็นแฟน :: ปันปัน - สุทัตตา

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

 อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);